ปอศ.-ก.ล.ต. ลุยคดีฟอกเงิน ออกหมายจับ 7 ราย โยงซื้อหุ้น BCP-VGI-MFC

Share on Line Share on Facebook Share on X
ปอศ.-ก.ล.ต. ลุยคดีฟอกเงิน ออกหมายจับ 7 ราย โยงซื้อหุ้น BCP-VGI-MFC

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แถลงผลปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายมหากาพย์ ฟอกเงินข้ามโลก” หลังสืบสวนพบเครือข่ายบุคคลทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ใช้นิติบุคคลและกองทุนในต่างประเทศถือหุ้นแทนเพื่ออำพรางผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงในการได้มาซึ่งหุ้นเพิ่มทุนของบริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ VGI ซึ่งเข้าข่ายหลีกเลี่ยงหน้าที่รายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์และการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ตามกฎหมาย


สำหรับการดำเนินคดี บก.ปอศ. ได้ดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายกับกลุ่มผู้ต้องหา โดยมีรายชื่อรวม 7 ราย


 นายเบน (สงวนนามสกุล) อายุ 48 ปี

นายยิม (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี

นางสาวแคทรียา (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี

นางสาวสุภารัตน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 45 ปี

นายยูจีน (สงวนนามสกุล) อายุ 48 ปี

นายโคปิง (สงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี

นายณัฐกร (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี 


ศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2567 ก.ล.ต. ได้รับทราบข้อมูลและเริ่มติดตามกรณีที่อาจมีบุคคลหรือกลุ่มทุนเข้ามาเกี่ยวข้องกับการถือครองหุ้นในบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ ซึ่งอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535


กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากการออกหุ้นเพิ่มทุนแบบเสนอขายเฉพาะเจาะจง (Private Placement: PP) ของ VGI โดยมีกองทุนต่างประเทศ 3 กองทุนได้รับการจัดสรรหุ้น ซึ่ง ก.ล.ต. ได้ตรวจสอบโครงสร้างการถือครองหุ้นและผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลในต่างประเทศ


จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ลงทุนทั้ง 3 รายมีแหล่งเงินทุนร่วมกัน และผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง (Ultimate Beneficial Owner: UBO) ของกลุ่มผู้ลงทุนมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน ซึ่งเข้าข่ายเป็นผู้กระทำการร่วมกัน (Acting in Concert) ตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ที่ ทจ. 7/2552


ทั้งนี้ เมื่อนับรวมสัดส่วนการถือครองหุ้นของผู้ลงทุนทั้ง 3 ราย พบว่าเข้าข่ายถือครองหุ้นเกินร้อยละ 25 ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของ VGI แต่ผู้ลงทุนและผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงไม่ได้รายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ในฐานะผู้กระทำการร่วมกัน และไม่ได้ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ (Tender Offer) รวมทั้งมีการรายงานข้อมูลไม่ถูกต้องและเป็นเท็จ

 

พฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรา 246 และมาตรา 247 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ซึ่งมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 298 รวมถึงเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 281/10 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน


สำหรับการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ก.ล.ต. ได้ใช้กลไกความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจพหุภาคีขององค์กรคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ระหว่างประเทศ (IOSCO EMMoU) เพื่อขอข้อมูลจากหน่วยงานกำกับดูแลในต่างประเทศ ก่อนนำมาประกอบกับพยานหลักฐานที่ บก.ปอศ. รวบรวมจากการสืบสวนสอบสวนในประเทศ ทำให้สามารถวิเคราะห์โครงสร้างการถือหุ้นที่ซับซ้อนหลายชั้น และระบุตัวผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงซึ่งอยู่เบื้องหลังผู้ถือหุ้นตามทะเบียนได้

สรุปข่าว

บก.ปอศ. ผนึก ปปง. และ ก.ล.ต. ดำเนินคดีผู้ต้องหา 7 ราย กรณีเครือข่ายใช้กองทุนต่างประเทศถือหุ้น VGI อำพรางเจ้าของที่แท้จริง พร้อมยึดและอายัดหุ้น VGI, BCP และ MFC ที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินต้องสงสัย ยืนยันบริษัททั้ง 3 แห่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แถลงผลปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายมหากาพย์ ฟอกเงินข้ามโลก” หลังสืบสวนพบเครือข่ายบุคคลทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ใช้นิติบุคคลและกองทุนในต่างประเทศถือหุ้นแทนเพื่ออำพรางผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงในการได้มาซึ่งหุ้นเพิ่มทุนของบริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ VGI ซึ่งเข้าข่ายหลีกเลี่ยงหน้าที่รายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์และการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ตามกฎหมาย


สำหรับการดำเนินคดี บก.ปอศ. ได้ดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายกับกลุ่มผู้ต้องหา โดยมีรายชื่อรวม 7 ราย


 นายเบน (สงวนนามสกุล) อายุ 48 ปี

นายยิม (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี

นางสาวแคทรียา (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี

นางสาวสุภารัตน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 45 ปี

นายยูจีน (สงวนนามสกุล) อายุ 48 ปี

นายโคปิง (สงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี

นายณัฐกร (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี 


ศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2567 ก.ล.ต. ได้รับทราบข้อมูลและเริ่มติดตามกรณีที่อาจมีบุคคลหรือกลุ่มทุนเข้ามาเกี่ยวข้องกับการถือครองหุ้นในบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ ซึ่งอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535


กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากการออกหุ้นเพิ่มทุนแบบเสนอขายเฉพาะเจาะจง (Private Placement: PP) ของ VGI โดยมีกองทุนต่างประเทศ 3 กองทุนได้รับการจัดสรรหุ้น ซึ่ง ก.ล.ต. ได้ตรวจสอบโครงสร้างการถือครองหุ้นและผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลในต่างประเทศ


จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ลงทุนทั้ง 3 รายมีแหล่งเงินทุนร่วมกัน และผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง (Ultimate Beneficial Owner: UBO) ของกลุ่มผู้ลงทุนมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน ซึ่งเข้าข่ายเป็นผู้กระทำการร่วมกัน (Acting in Concert) ตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ที่ ทจ. 7/2552


ทั้งนี้ เมื่อนับรวมสัดส่วนการถือครองหุ้นของผู้ลงทุนทั้ง 3 ราย พบว่าเข้าข่ายถือครองหุ้นเกินร้อยละ 25 ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของ VGI แต่ผู้ลงทุนและผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงไม่ได้รายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ในฐานะผู้กระทำการร่วมกัน และไม่ได้ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ (Tender Offer) รวมทั้งมีการรายงานข้อมูลไม่ถูกต้องและเป็นเท็จ

 

พฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรา 246 และมาตรา 247 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ซึ่งมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 298 รวมถึงเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 281/10 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน


สำหรับการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ก.ล.ต. ได้ใช้กลไกความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจพหุภาคีขององค์กรคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ระหว่างประเทศ (IOSCO EMMoU) เพื่อขอข้อมูลจากหน่วยงานกำกับดูแลในต่างประเทศ ก่อนนำมาประกอบกับพยานหลักฐานที่ บก.ปอศ. รวบรวมจากการสืบสวนสอบสวนในประเทศ ทำให้สามารถวิเคราะห์โครงสร้างการถือหุ้นที่ซับซ้อนหลายชั้น และระบุตัวผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงซึ่งอยู่เบื้องหลังผู้ถือหุ้นตามทะเบียนได้

ด้าน นายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เปิดเผยว่า ปปง. ได้ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินที่เป็นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 3 หลักทรัพย์ ได้แก่ บริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ VGI บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)หรือ BCP และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC 


โดยพิจารณาจากเส้นทางการเคลื่อนย้ายเงินที่ได้จากการกระทำความผิด ซึ่งถูกโอนออกไปต่างประเทศผ่านกระบวนการต่าง ๆ ก่อนนำกลับเข้ามาลงทุนในตลาดทุนไทย จึงดำเนินการยึดและอายัดหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินดังกล่าว โดยมีความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการฉ้อโกงและการฉ้อโกงประชาชน


ขณะที่ ศ.ดร.พรอนงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การอายัดหุ้นดังกล่าวเป็นการดำเนินการกับทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินของเครือข่ายที่ถูกตรวจสอบ โดยยืนยันว่าบริษัทจดทะเบียนทั้ง 3 แห่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด และการซื้อขายหลักทรัพย์ยังคงดำเนินไปตามปกติ ผู้ถือหุ้นรายอื่นยังสามารถซื้อขายหุ้นได้ตามปกติ เนื่องจากการอายัดจะดำเนินการเฉพาะหุ้นที่เข้าข่ายเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเท่านั้น


นอกจากนี้ บก.ปอศ. และ ก.ล.ต. ยังได้เข้าตรวจค้นเป้าหมายรวม 4 จุด เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม โดย ก.ล.ต. อยู่ระหว่างตรวจสอบบทบาทของบุคคลอื่นที่อาจเกี่ยวข้อง และจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้ที่พบว่า มีการกระทำผิด ก.ล.ต. ระบุว่า หน้าที่รายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์และการทำผิด


ก.ล.ต. ระบุว่า หน้าที่รายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์และการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์เป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองผู้ถือหุ้นรายย่อย เพื่อให้ทราบถึงผู้ถือหุ้นและผู้มีอำนาจควบคุมกิจการที่แท้จริง รวมถึงได้รับโอกาสขายหุ้นอย่างเป็นธรรมเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอำนาจควบคุมกิจการ


การใช้บุคคลหรือนิติบุคคล รวมถึงกองทุนต่างประเทศถือหุ้นแทนเพื่ออำพรางเจ้าของที่แท้จริง จึงเป็นพฤติการณ์ที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดทุน โดยก.ล.ต. จะร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในประเทศและหน่วยงานกำกับดูแลต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการใช้โครงสร้างการถือหุ้นข้ามพรมแดนในการหลีกเลี่ยงกฎหมาย 


ทั้งนี้ การดำเนินคดีดังกล่าวยังอยู่ในกระบวนการตามกฎหมาย โดยผู้ต้องหายังคงได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

ที่มาข้อมูล : Ryt9.com, ก.ล.ต.

ที่มารูปภาพ : TNN Wealth