
"ประกันชีวิต" ถือว่าเป็นหลักประกันที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิต เพราะเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ และเพื่อไม่สร้างภาระให้กับคนในครอบครัว รวมถึงสามารถทำให้คนข้างหลังสามารถดำเนินชีวิต หรือบรรลุเป้าหมายต่าง ๆ ในชีวิต เช่นการศึกษา หรือรักษาคุณภาพชีวิตต่อไปได้ ซึ่งคำชักชวนในการทำประกันชีวิตที่มักจะได้ยินอยู่เป็นประจำ คือการทำประกันชีวิตด้วย "ทุนประกัน 1 ล้านบาท" คำถามที่เกิดขึ้นสำหรับหลาย ๆ คนคือ จำนวนเงิน 1 ล้านบาทนั้นมาก หรือน้อยไป หรือเพียงพอต่อการเป็นหลักประกันให้กับคนข้างหลังหรือไม่
สรุปข่าว
"ประกันชีวิต" ถือว่าเป็นหลักประกันที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิต เพราะเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ และเพื่อไม่สร้างภาระให้กับคนในครอบครัว รวมถึงสามารถทำให้คนข้างหลังสามารถดำเนินชีวิต หรือบรรลุเป้าหมายต่าง ๆ ในชีวิต เช่นการศึกษา หรือรักษาคุณภาพชีวิตต่อไปได้ ซึ่งคำชักชวนในการทำประกันชีวิตที่มักจะได้ยินอยู่เป็นประจำ คือการทำประกันชีวิตด้วย "ทุนประกัน 1 ล้านบาท" คำถามที่เกิดขึ้นสำหรับหลาย ๆ คนคือ จำนวนเงิน 1 ล้านบาทนั้นมาก หรือน้อยไป หรือเพียงพอต่อการเป็นหลักประกันให้กับคนข้างหลังหรือไม่
ดังนั้นวิธีในการคำนวณ "ทุนประกันชีวิต" ของแต่ละคนย่อมที่จะมีความแตกต่างกันออกไป โดยหลัก ๆ แล้วการคำนวณทุนประกันชีวิตมักจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ทรัพย์สิน หรือสิ่งที่มีอยู่แล้วที่ผู้เอาประกันชีวิตจะได้รับเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ภาระหนี้สินที่คงค้างอยู่ รายได้ของผู้เอาประกันชีวิต และระยะเวลาในการทำงาน รวมถึงระยะเวลาในการปรับตัวของคนในครอบครัว
ก่อนที่เราจะเริ่มการคำนวณทุนประกันชีวิต ขั้นตอนแรกคือขั้นตอนที่สำคัญมาก คือการตรวจสอบทรัพย์สินที่มีอยู่ และภาระหนี้สินที่จะตกเป็นภาระให้กับคนข้างหลัง ซึ่งถ้าผู้เอาประกันชีวิตมีทรัพย์สินที่มากกว่าหนี้สิน ก็อาจจะพออุ่นใจได้ เพราะจะยังคงเหลือทรัพย์สินสุทธิ ที่สามารถส่งต่อเป็นมรดกให้กับทายาทต่อไป แต่ถ้ามีภาระหนี้สินที่มากกว่าทรัพย์สิน จำเป็นที่จะต้องนำหนี้สินมาคำนวณทุนประกันด้วย
แต่ด้วยคุณสมบัติเฉพาะบางอย่างของสินทรัพย์ที่ไม่อาจจะหักล้างกับภาระหนี้สินได้โดยตรง เช่นที่อยู่อาศัยที่ยังมีภาระผ่อนชำระ จะมีทั้งส่วนที่ผ่อนชำระไปแล้วที่กลายเป็นทรัพย์สิน และส่วนที่ยังไม่ได้ผ่อนชำระเป็นหนี้สิน อยู่ในสินทรัพย์เดียวกัน ดังนั้นอาจจะจำเป็นที่จะต้องนำภาระหนี้สินที่คงค้างอยู่มาคำนวณทุนประกันด้วยเช่นเดียวกัน
ขั้นตอนถัดมาคือการคำนวณสิทธิ และผลประโยชน์ รวมถึงสวัสดิการต่าง ๆ ที่จะได้รับเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น เช่น เงินบำเน็จ บำนาญ เงินสวัสดิการกรณีเสียชีวิต เงินสมทบจากประกันสังคม เงินสำรองเลี้ยงชีพ เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้การคำนวณทุนประกันชีวิตมีความเหมาะสมเพียงพอ
อีกหนึ่งขั้นตอนที่สำคัญคือการคำนวณรายได้ ระยะเวลาทำงานที่เหลืออยู่จนกว่าจะเกษียณ และระยะเวลาการปรับตัวของคนในครอบครัว ในส่วนนี้จะเป็นการคำนวนที่อาจจะเป็นการบ่งบอกได้ว่า มูลค่าทางเศรษฐกิจตลอดชีวิตการทำงานของแต่ละคนเป็นเท่าไหร่ ซึ่งก็สามารถที่จะสะท้อนกลับมาเป็นทุนประกันชีวิตของคน ๆ นั้นได้ด้วยในทางกลับกัน ซึ่งก็จะขึ้นอยู่ว่าระยะเวลาของคนในครอบครัวจะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ด้วยเช่นเดียวกัน
เมื่อสามารถที่จะสำรวจ และรวมรวมรายละเอียดส่วนบุคคลที่เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน คือการพิจารณาว่าจะใช้หลักการในการกำหนดทุนประกันชีวิต ซึ่งก็มีหลายหลักการด้วยกัน ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม และความต้องการของแต่ละบุคคล
เริ่มที่ การประเมินทุนประกันที่เหมาะสมตามศักยภาพ หรือ Potential Based โดยคำนวณจากรายได้ทั้งหมดที่คาดว่า บุคคลจะหามาได้ในช่วงชีวิตที่เหลือในการทำงาน หรือจนกว่าจะเกษียณอายุ ซึ่งเป็นการประเมินถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจของบุคคลนั้น ๆ เป็นหลัก โดยไม่ได้มีการคำนวณความต้องการอื่น ๆ เพิ่มเข้าไปด้วย หลักการนี้จะไม่มีความทรัพย์ซ้อนมากนัก เหมือนกับการคำนวณรายได้ตลอดอายุการทำงานของผู้เอาประกันนั่นเอง
ยกตัวอย่างเช่น ผู้เอาประกันมีอายุ 40 ปี มีรายได้ปีละ 600,000 บาท และคาดว่าจะเกษียณอายุตอน 60 ปี ซึ่งถ้าสามารถคำนวนได้ละเอียดถึงการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยของรายได้ในแต่ละปีด้วย ก็จะสามารถสะท้อนมูลค่าทางเศรษฐกิจของผู้เอาประกันได้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด ถึงแม้ว่าผู้เอาประกันจะจากไปแล้ว โดยในตัวอย่างนี้จะคำนวนการเพิ่มขึ้นของรายได้เฉลี่ยที่ปีละ 3%
จะสามารถคำนวณได้ดังนี้ รายได้ปีละ 600,000 บาท เพิ่มขึ้นปีละ 3% ตลอดระยะเวลาในการทำงานที่เหลืออยู่ 20 ปี จะคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 16,000,000 บาท ก็สามารถนำมาใช้คำนวณทุนประกันชีวิตได้เลยทันที แต่อย่างไรก็ตามต้องไม่ลืมที่จะนำทรัพย์สิน และหนี้สิน รวมถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จะได้รับมาคำนวณด้วยเช่นกัน
ยกตัวอย่างว่าผู้เอาประกันที่ทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 2,000,000 บาท และจะได้รับผลประโยชน์เมื่อเสียชีวิตรวม 1,000,000 บาท ก็จะสามารถคำนวณทุนประกันที่แท้จริงได้ดังนี้ 16,000,000 - 2,000,000 - 1,000,000 = 13,000,000 บาท ซึ่งจะเป็นทุนประกันที่เหมาะสมกับผู้เอาประกัน
แต่ถ้าหากจำนวนทุนประกันที่ 13,000,000 ล้านบาท อาจจะมากเกินไป หรือเป็นภาระในการส่งเบี้ยประกัน ก็อาจจะใช้ระยะเวลาในการปรับตัวของคนในครอบครัวมาพิจารณาประกอบด้วย เช่นหากต้องการระยะเวลาในการปรับตัว 5 ปี ก็สามารถคำนวณทุนประกันจากรายได้เฉลี่ยตลอด 20 ปีคูณด้วย 5 ปี ก็จะเท่ากับ รายได้เฉลี่ยต่อปีที่ 800,000 x 5 = 4,000,000 บาท เป็นต้น ซึ่งก็อาจจะเพียงพอกับการปรับตัว และสามารถลดภาระค่าเบี้ยประกันลงได้
หลักการต่อมาคือ การประเมินทุนประกันตามภาระทางการเงิน หรือ Need Based โดยคำนวณค่าใช้จ่ายทางการเงินที่จำเป็นของครอบครัวหรือคนข้างหลัง เพื่อรักษาคุณภาพชีวิตให้ใกล้เคียงเดิม แม้หัวหน้าครอบครัวจะจากไป ซึ่งวิธีนี้จะเน้นไปที่ภาระค่าใช้จ่ายเป็นหลัก โดยการคำนวณทุนประกันด้วยหลักการนี้จำเป็นที่จะต้องนำภาระหนี้สินทั้งหมดเข้ามาคำนวณด้วย
ถ้าคำนวณจากตัวอย่างเดิม และสมมติว่าผู้เอาประกันชีวิตมีภาระที่ต้องดูแลค่าใช้จ่ายจำเป็นสำหรับครอบครัวอยู่ที่เดือนละ 30,000 บาท คิดเป็นปีละ 360,000 บาท โดยใช้ระยะเวลา 20 ปีที่เหลือมาคำนวณในการทำงาน ซึ่งข้อควรระวังของหลักการนี้คือการเพิ่มขึ้นของ "เงินเฟ้อ" เพราะค่าใช้จ่ายตลอดระยะเวลา 20 ปี จะต้องสูงขึ้นตามเงินเฟ้ออย่างแน่นอน
ดังนั้น ถ้าเรากำหนดอัตราเงินเฟ้อไว้ที่ 2% ต่อปี จะสามารถคำนวณได้ทุนประกันเท่ากับประมาณ 8,700,000 บาท และเมื่อรวมภาระหนี้สินที่สมมติว่ามีอยู่ 2,000,000 บาท ก็จะได้ทุนประกัน 10,700,000 บาท รวมถึงสามารถที่จะรวมค่าใช้จ่ายจำเป็นเพิ่มเติมเข้าไปด้วยได้ เช่น ค่าเล่าเรียนบุตรจนจบปริญญาตรีอีก 500,000 บาท ก็จะได้ทุนประกันที่ 11,200,000 บาท
และเช่นเดียวกันกับหลักการแรก หากทุนประกันที่ 11,200,000 บาท อาจจะเป็นภาระในการส่งเบี้ยประกันที่สูงจนเกินไป ให้ใช้ระยะเวลาในการปรับตัวของครอบครัว รวมกับภาระหนี้สิน และค่าใช้จ่ายแทน จะได้ทุนประกันเท่ากับ ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยปีละประมาณ 440,000 บาท ระยะเวลา 5 ปี เท่ากับ 2,200,000 บาท รวมกับภาระหนี้สิน และค่าใช้จ่ายจำเป็น เท่ากับทุนประกัน 4,700,000 บาท
และหลักการสุดท้ายที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบันคือ การประเมินทุนประกันด้วยผลตอบแทนจากการลงทุน หรือ Investment Based หลักการนี้จะคล้ายกันกับ Need Based แต่จะซับซ้อนกว่าตรงที่ไม่ได้คำนวณทุนประกันตามภาระค่าใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว แต่ยังคำนวณผลการลงทุนจากเงินสินไหมทดแทนเข้าไปด้วย
หมายความว่าเมื่อคำนวณภาระหนี้สิน และค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมดแล้ว ให้นำมาหาตัวเลขทุนประกันชีวิต ที่มีผลตอบแทนจากการลงทุนตลอดระยะเวลาที่ต้องการด้วย ซึ่งจากตัวอย่างก่อนหน้า มีความจำเป็นต้องใช้ทุนประกันอยู่ที่ 11,200,000 บาท แต่ด้วยการคำนวณด้วยหลักการนี้จะได้ทุนประกันที่ต่ำกว่า แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าสามารถรับความเสี่ยงได้แค่ไหน ซึ่งสามารถคำนวณได้ดังนี้
ภาระหนี้สิน และค่าใช้จ่ายจำเป็นให้รวมกันเป็นก้อนเดียวกันก่อน ถ้าหากไม่สามารถแยกเป็นค่าใช้จ่ายต่อเดือนได้ จากตัวอย่างที่แล้วจะอยู่ที่ 2,500,000 บาท ให้ใช้เป็นทุนประกันตั้งต้น ส่วนค่าใช้จ่ายรายปีจะอยู่ที่ 360,000 บาท ด้วยอัตราเงินเฟ้อ 2% ตลอดระยะเวลา 20 ปี ส่วนที่สำคัญที่สุดคือการประเมินผลตอบแทนจากการลงทุน ซึ่งเงินลงทุนในส่วนนี้ มีความสำคัญกับการดำรงชีวิต จึงไม่ควรลงทุนด้วยความเสี่ยงสูงเพื่อหวังผลตอบแทนที่สูง
แต่ควรจะลงทุนในสินทรัพยที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่ยังคงชนะดอกเบี้ยเงินฝาก และมากกว่าเงินเฟ้อ เช่น พันธบัตรรัฐบาล หรือตราสารหนี้เอกชนที่มีความเสี่ยงต่ำ โดยจะกำหนดผลตอบแทนจากการลงทุนต่อปีที่ 3.5% จะสามารถคำนวณทุนประกันได้ดังนี้
เริ่มต้นด้วยการหา "ผลตอบแทนที่แท้จริง" จากการลงทุนด้วยวิธีที่แม่นยำ โดยนำอัตราผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ หารด้วยอัตราเงินเฟ้อจะได้เท่ากับ 1.47% จากนั้นให้คำนวณหาทุนประกันที่จะต้องนำไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนเพื่อให้เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายต่อปีที่ 360,000 บาท จะได้เท่ากับประมาณ 6,300,000 บาท เมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายจำเป็นและหนี้สินจะอยู่ที่ทุนประกัน 8,800,000 บาท
หลักการ Investment Based มีข้อดีคือใช้การลงทุนมาช่วยสร้างผลตอบแทนเพื่อลดทุนประกันลง แต่ก็มีข้อเสียในการคำนวณที่ซับซ้อนหากต้องการคำนวณผลตอบแทนที่ได้รับเป็นค่าใช้จ่ายรายปีที่เพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ และยังมีความเสี่ยงจากการลงทุน
จะเห็นได้ว่าการคำนวณทุนประกันชีวิตในแต่ละรูปแบบจะขึ้นอยู่กับความต้องการ และความเหมาะสม ของแต่ละบุคคล หรือครอบครัว ซึ่งยากที่จะบอกได้ว่ารูปแบบไหนดีที่สุด และที่สำคัญที่สุด การกำหนดทุนประกันชีวิต ควรคำนึงถึง ความสามารถในการชำระเบี้ยประกันได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย เพราะวัตถุประสงค์ของการทำประกันชีวิต คือ “ช่วยสร้างความสงบสุขทางใจให้กับตนเองและครอบครัว และไม่ให้เป็นภาระทางการเงินแก่คนข้างหลัง” ดังนั้นแล้ว เบี้ยประกันที่ต้องชำระในแต่ละปี ก็ไม่ควรเป็นการสร้างภาระทางการเงินในปัจจุบันเช่นเดียวกัน
- ลงทุนเท่าไหร่ ? ให้เหมือนถูก “รางวัลที่ 1” ตอนเกษียณ
- วางแผนการเงิน “ลงทุนเป็นเกมรุก-ประกันเป็นเกมรับ” เกษียณสุขมั่นคง มั่งคั่ง
- วิกฤตศรัทธาประกันชีวิต ตัวแทน-ตัวท็อป ล้มระบบ เสียหายทะลุ 128 ล้าน
- 6 วิธี "วางแผนการเงิน" แบบ "Gen-Z" ที่ใช้ได้กับทุก Gen
- ประกันชีวิตครึ่งปีแรกโตร้อยละ 4.87 รับดีมานด์สุขภาพ-บำนาญพุ่ง
ที่มาข้อมูล : สมาคมนักวางแผนการเงินไทย
ที่มารูปภาพ : TNN
Content สายการเงินตัวจริง รอบด้าน ด้วยประสบการณ์แนะนำการลงทุนบล.ชั้นนำ รู้ลึกด้วย Certificate วางแผนการเงิน และวิเคราะห์การลงทุน
