ตลท.ชี้หุ้นไทยฟื้นแกร่ง ชู Thailand Focus ช่วยดึงเงินทุนต่างชาติ

Share on Line Share on Facebook Share on X
ตลท.ชี้หุ้นไทยฟื้นแกร่ง  ชู Thailand Focus  ช่วยดึงเงินทุนต่างชาติ

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวในงาน Thailand Focus 2026: Reignite Thailand ว่า ตลาดทุนไทยมีพัฒนาการเชิงบวกที่โดดเด่นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยดัชนี SET Index ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 1,200 จุดปีที่แล้ว มาอยู่ที่ 1,600 จุดในปัจจุบัน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน เพิ่มขึ้นจากต่ำกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีก่อน ขึ้นมาเฉลี่ยอยู่ที่มากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และกระแสเงินทุนต่างประเทศพลิกฟื้นจากไหลออกสุทธิ 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีก่อน มาเป็นไหลเข้าสุทธิมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้


 บรรยากาศการลงทุนในตลาดทุนไทยปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน เป็นผลมาจากเสถียรภาพทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง ทำให้รัฐบาลมีความแข็งแกร่งและมีความมั่นใจในการผลักดันนโยบายและการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ โดยเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้นอย่างมากในส่วนของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการลงทุนของภาคเอกชนในประเทศ หลังจากเศรษฐกิจไทย Underperform ในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา


ในปีนี้มีบริษัทจดทะเบียนไทยเข้าร่วมพบปะและให้ข้อมูลแก่นักลงทุนสถาบันแบบตัวต่อตัวและแบบกลุ่มย่อยมากถึง 77 บริษัท เพื่อแสดงถึงทิศทางและศักยภาพในการเติบโต และเนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปีของการจัดงาน Thailand Focus จึงได้มีการจัดเวทีประชุมร่วมกันระหว่างผู้บริหารระดับสูง


จากการพูดคุยกับนักลงทุนต่างชาติ เขาไม่เคยลืมไทย เขาเห็นว่าประเทศไทยเศรษฐกิจมีความน่าสนใจ และมีศักยภาพ ซึ่งนักลงทุนต่างชาติจับตามองอยู่ตลอด แต่เราไม่ได้ต้องการให้เขาจับตามองอย่างเดียว เราอยากให้มาลงทุนจริง ซึ่งปีนี้หลังจากที่มีรัฐบาล มีการผลักดันนโยบายเป็นการลงทุนที่สัมผัสได้ นักลงทุนมีความชัดเจนว่าเริ่มกลับมาสนใจเมืองไทยเป็นอย่างสูง 



สรุปข่าว

ตลาดทุนไทยฟื้นตัวชัดเจนจากปีก่อน โดย SET ขยับจาก 1,200 เป็น 1,600 จุด มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มเป็น กว่า 2 พันล้านดอลลาร์ และเงินทุนต่างชาติพลิกจาก ไหลออกสุทธิ 3 พันล้านดอลลาร์ เป็นไหลเข้าสุทธิกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ ในปีนี้

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวในงาน Thailand Focus 2026: Reignite Thailand ว่า ตลาดทุนไทยมีพัฒนาการเชิงบวกที่โดดเด่นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยดัชนี SET Index ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 1,200 จุดปีที่แล้ว มาอยู่ที่ 1,600 จุดในปัจจุบัน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน เพิ่มขึ้นจากต่ำกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีก่อน ขึ้นมาเฉลี่ยอยู่ที่มากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และกระแสเงินทุนต่างประเทศพลิกฟื้นจากไหลออกสุทธิ 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีก่อน มาเป็นไหลเข้าสุทธิมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้


 บรรยากาศการลงทุนในตลาดทุนไทยปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน เป็นผลมาจากเสถียรภาพทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง ทำให้รัฐบาลมีความแข็งแกร่งและมีความมั่นใจในการผลักดันนโยบายและการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ โดยเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้นอย่างมากในส่วนของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการลงทุนของภาคเอกชนในประเทศ หลังจากเศรษฐกิจไทย Underperform ในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา


ในปีนี้มีบริษัทจดทะเบียนไทยเข้าร่วมพบปะและให้ข้อมูลแก่นักลงทุนสถาบันแบบตัวต่อตัวและแบบกลุ่มย่อยมากถึง 77 บริษัท เพื่อแสดงถึงทิศทางและศักยภาพในการเติบโต และเนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปีของการจัดงาน Thailand Focus จึงได้มีการจัดเวทีประชุมร่วมกันระหว่างผู้บริหารระดับสูง


จากการพูดคุยกับนักลงทุนต่างชาติ เขาไม่เคยลืมไทย เขาเห็นว่าประเทศไทยเศรษฐกิจมีความน่าสนใจ และมีศักยภาพ ซึ่งนักลงทุนต่างชาติจับตามองอยู่ตลอด แต่เราไม่ได้ต้องการให้เขาจับตามองอย่างเดียว เราอยากให้มาลงทุนจริง ซึ่งปีนี้หลังจากที่มีรัฐบาล มีการผลักดันนโยบายเป็นการลงทุนที่สัมผัสได้ นักลงทุนมีความชัดเจนว่าเริ่มกลับมาสนใจเมืองไทยเป็นอย่างสูง 



 ที่สำคัญ Agenda ของงานในปีนี้เปลี่ยนจากการเน้นเรื่อง Regulation มาเป็นการมองไปที่อนาคต (Growth Story) และโอกาสการเติบโตของประเทศไทย โดยมีการจัดประชุมกลุ่มย่อยระหว่างบริษัทจดทะเบียนไทยกับนักลงทุนระดับโลก เพื่อสื่อสารทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงการลงทุนผ่าน BOI ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น Data Center, Semiconductor และการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งหากทุกภาคส่วนเชื่อมโยงกันได้จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยก้าวกระโดดในระยะยาว


สำหรับอุตสาหกรรมที่นักลงทุนให้ความสนใจเป็นพิเศษ คือ กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังคงเป็นไฮไลท์สำคัญ แต่ที่โดดเด่นมากในสายตานักลงทุนต่างชาติคือกลุ่มสถาบันการเงินไทย ซึ่งนักลงทุนชื่นชมในความแข็งแกร่งและเงินปันผลที่เริ่มดีขึ้น แม้จะมีข้อจำกัดเรื่องเพดานการถือหุ้นของชาวต่างชาติ (Foreign Limit) ที่กำหนด 25% แต่ ตลท. ยืนยันว่านักลงทุนยังสามารถลงทุนผ่านกลไก NVDR ได้


ทั้งนี้ ตลท. มีแผนที่จะหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อบริหารจัดการความสมดุลระหว่างความต้องการของนักลงทุนสถาบันระดับโลกที่ต้องการถือหุ้นที่มีสิทธิออกเสียง และการรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ


สำหรับประเด็นเรื่องจำนวน IPO ในปีนี้ที่มีจำนวนน้อยและขนาดเล็กลง นายอัสสเดช ระบุว่า เป็นไปตามสภาวะตลาดที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันจากภาวะตลาดที่เป็นบวก ก็มีความชัดเจนว่าคนเริ่มสนใจเข้าระดมทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น โดย ตลท. ร่วมกับ สำนักงาน ก.ล.ต. ได้ปรับปรุงกฎเกณฑ์เพื่อรองรับธุรกิจในกลุ่ม New Economy ให้เข้ามาจดทะเบียนได้ง่ายและเร็วขึ้น แต่ยังคงยึดหลัก Disclosure-based หรือการเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงอย่างครบถ้วนเพื่อปกป้องนักลงทุน


 

อย่างไรก็ตาม นายอัสสเดช กล่าวว่า ตลาดหุ้นยังมีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะผลกระทบด้านพลังงาน ถ้ายังมีความผันผวนต่อไปอาจสร้างความกังวลว่านโยบายที่เตรียมรับมือ จะสามารถรองรับความผันผวนได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้สื่อสารกับนักลงทุนต่างชาติถึงนโยบายการรับมืองด้านพลังงานสูงจากผลกระทบของสงคราม ส่งผลให้ Rating Agency ของระดับโลก ปรับเพิ่มเรตติ้งของไทยขึ้น ดังนั้นมองว่าการสื่อสารยังสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความคล่องตัวการปรับตัว เพื่อรองรับผลกระทบจากทั่วโลก


อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญคือโครงการ Jump+ ซึ่งมี 15 บริษัทจดทะเบียนเข้าร่วมสื่อสารแผนการเติบโต เน้นเรื่องธรรมาภิบาลและความยั่งยืน (ESG) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่นักลงทุนสถาบันระยะยาวใช้ตัดสินใจ


สิ่งที่นักลงทุนต้องการเห็นมากที่สุดคือ Performance จริง แผนงานที่สื่อสารออกไปต้องทำให้ได้ตามเป้าหมาย หากพื้นฐานธุรกิจดีและเติบโตได้ต่อเนื่อง เม็ดเงินลงทุนจะไหลเข้ามาอย่างแน่นอน นายอัสสเดช กล่าว 

ที่มาข้อมูล : Ryt9.com

ที่มารูปภาพ : TNN Wealth