เคล็ดไม่ลับ "วางแผนภาษี" ศิลปินหน้าใหม่ ยื่นแบบถูก ลดหย่อนเต็มสิทธิ

Share on Line Share on Facebook Share on X
เคล็ดไม่ลับ "วางแผนภาษี" ศิลปินหน้าใหม่ ยื่นแบบถูก ลดหย่อนเต็มสิทธิ

ยิ่งรายได้ไม่แน่นอน ยิ่งต้องวางแผนภาษี เรื่องที่นักแสดง ศิลปินอิสระ ฟรีแลนซ์ไม่ควรมองข้าม ในยุคที่รูปแบบการทำงานเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว หลายคนไม่ได้มีรายได้จากเงินเดือนเพียงทางเดียวอีกต่อไป บางคนรับงานอิสระ โดยเฉพาะอาชีพศิลปินอิสระ นักแสดง นักร้อง พิธีกร

สรุปข่าว

การวางแผนภาษีที่ดีไม่ใช่การหาช่องทางเพื่อหนีภาษี แต่คือการเข้าใจกติกา ใช้สิทธิที่กฎหมายให้ และบริหารเงินอย่างมีระบบเพราะสำหรับคนทำงานอิสระหรือผู้ที่มีรายได้หลายทาง การเสียภาษีอย่างถูกต้องอาจไม่ใช่เรื่องยาก หากเราเริ่มวางแผนตั้งแต่วันที่มีรายได้ก้อนแรก ไม่ใช่วันที่ได้รับหนังสือจากกรมสรรพากรเพียงเท่านั้น

ยิ่งรายได้ไม่แน่นอน ยิ่งต้องวางแผนภาษี เรื่องที่นักแสดง ศิลปินอิสระ ฟรีแลนซ์ไม่ควรมองข้าม ในยุคที่รูปแบบการทำงานเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว หลายคนไม่ได้มีรายได้จากเงินเดือนเพียงทางเดียวอีกต่อไป บางคนรับงานอิสระ โดยเฉพาะอาชีพศิลปินอิสระ นักแสดง นักร้อง พิธีกร

ซึ่งรายได้ของคนกลุ่มนี้มีลักษณะเหมือนกันคือ รายได้อาจจะมีความไม่แน่นอน แต่ภาระภาษียังคงเกิดขึ้น สิ่งที่น่ากังวลจึงไม่ใช่เพียงการมีรายได้สูง แต่เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวรายได้ของตัวเองเข้าข่ายเงินได้ประเภทใด หักค่าใช้จ่ายได้เท่าไร และต้องวางแผนภาษีอย่างไร

เพราะความเข้าใจผิดเพียงเล็กน้อย อาจทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่มเป็นจำนวนมากในภายหลัง จุดเริ่มต้นสำคัญคือรู้ว่าเงินได้ของเราเป็นประเภทไหน สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ เงินได้ไม่ได้ถูกจัดอยู่ในประเภทเดียวทั้งหมด การจำแนกประเภทเงินได้มีผลโดยตรงต่อวิธีการหักค่าใช้จ่ายและการคำนวณภาษี

โดยทั่วไป เงินได้ของฟรีแลนซ์สามารถพบได้ทั้ง เงินได้ตามมาตรา 40(2) ซึ่งเป็นลักษณะของการรับทำงานให้ เช่น ค่าจ้าง ค่าคอมมิชชั่น ค่านายหน้า ค่าที่ปรึกษา งานออกแบบ งานเขียน งานแปล หรือการรับรีวิวสินค้า จะสามารถหักแบบเหมา 50% ของเงินได้ แต่ได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท

ขณะที่ เงินได้ตามมาตรา 40(8) จะเกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจหรือกิจการ เช่น การขายสินค้าออนไลน์ ร้านค้า ธุรกิจบริการ รวมถึงรายได้ของศิลปินนักร้องหรือนักแสดงในลักษณะที่เข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย สำหรับเงินได้ส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท หักได้ 60% สำหรับเงินได้ส่วนที่เกิน 300,000 บาท หักได้ 40% รวมกันต้องไม่เกิน 600,000 บาท

ความแตกต่างตรงนี้มีสำคัญมาก เพราะวิธีการหักค่าใช้จ่ายของแต่ละประเภทไม่เหมือนกัน ลองเปรียบเทียบง่าย ๆ หากมีรายได้ 1 ล้านบาท แต่รายได้นั้นถูกจัดเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(2) การหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาจะถูกจำกัดไว้ตามหลักเกณฑ์ของประเภทเงินได้

แต่หากเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) บางกรณีสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง หรือใช้วิธีหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาตามที่กฎหมายกำหนดได้

ดังนั้น คนที่มีรายได้เท่ากันอาจมี เงินได้สุทธิที่ต้องนำไปคำนวณภาษีแตกต่างกันอย่างมาก นี่คือเหตุผลที่การวางแผนภาษีไม่ควรเริ่มต้นในเดือนมีนาคมหรือเมษายน แต่ควรเริ่มตั้งแต่วันที่เริ่มมีรายได้ โดยอาชีพศิลปิน ดารา นักร้อง และนักแสดง เป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจน เพราะคนกลุ่มนี้อาจมีรายได้หลายรูปแบบ ทั้งค่าการแสดง ค่าจ้างงานอีเวนต์ ค่าพรีเซนเตอร์ ค่าร้องเพลง หรือค่าจ้างในฐานะพิธีกร

ประเด็นสำคัญคือ ไม่ได้หมายความว่าทุกรายได้ของนักแสดงจะสามารถนำไปจัดเป็นเงินได้ประเภทเดียวกันได้ทั้งหมด การพิจารณาต้องดูว่ากิจกรรมที่ทำเพื่อก่อให้เกิดรายได้คืออะไร และอีกหนึ่งความเข้าใจผิดที่พบบ่อยในกลุ่มฟรีแลนซ์ ศิลปินอิสระ คือการถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว แปลว่าเสียภาษีครบแล้ว

ซึ่งการถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ไม่ได้หมายความว่าภาระภาษีสิ้นสุดลง แต่โดยหลักแล้วเป็น การจัดเก็บภาษีล่วงหน้า เมื่อถึงเวลายื่นแบบภาษี ผู้มีเงินได้ยังต้องนำรายได้ที่ได้รับมารวมคำนวณตามหลักเกณฑ์ จากนั้นจึงนำภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกหักไว้แล้วมาหักออกจากภาษีที่ต้องชำระ หากภาษีที่ถูกหักไว้ต่ำกว่าภาษีที่คำนวณได้ ก็ยังมีภาษีส่วนต่างที่ต้องชำระเพิ่มเติม ดังนั้น การเก็บหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ให้ครบจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก

สำหรับคนศิลปินอิสระ สิ่งที่ควรทำไม่ใช่เพียงหาเงินให้มากขึ้นแต่ต้องทำให้เงินที่หามาได้ถูกบริหารอย่างเป็นระบบ ด้วยการรวบรวมรายได้ทุกช่องทาง อย่ารอจนถึงสิ้นปีแล้วค่อยย้อนกลับมาดูว่ามีรายได้เท่าไร ควรบันทึกรายได้ตั้งแต่ต้นปี แยกตามแหล่งที่มา เช่น ค่าจ้างงาน, ค่าคอมมิชชั่น, ค่าที่ปรึกษา, รายได้จากการขายสินค้า, รายได้จากการรีวิวหรือโฆษณา และรายได้จากการลงทุนหรือกิจกรรมอื่น ๆ การทำเช่นนี้จะช่วยให้เห็นทั้งรายได้รวมและภาระภาษีที่กำลังจะเกิดขึ้น

และการเก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายให้เป็นระบบ โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้ในลักษณะธุรกิจและสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงได้ ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน เช่น ค่าอุปกรณ์ ค่าเช่าสำนักงาน ค่าโฆษณา ค่าขนส่ง หรือค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ ควรเก็บหลักฐานไว้ให้ครบถ้วน หลักการง่าย ๆ คือ มีรายได้ ต้องรู้ว่ามาจากไหน มีค่าใช้จ่าย ต้องรู้ว่าใช้ไปกับอะไร

ต่อมาคือแยกเงินส่วนตัวออกจากเงินธุรกิจ นี่เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คนทำงานอิสระมักมองข้าม หากมีรายได้หลายทาง การเปิดบัญชีแยกสำหรับรายได้และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับงาน จะช่วยให้ติดตามกระแสเงินสดได้ง่ายขึ้น และทำให้การเตรียมข้อมูลภาษีในช่วงปลายปีไม่ยุ่งยาก

และที่สำคัญคือการวางแผนค่าลดหย่อนตั้งแต่ต้นปี การวางแผนภาษีไม่ได้หมายถึงการหาวิธีจ่ายภาษีให้น้อยที่สุดเท่านั้น แต่หมายถึงการใช้สิทธิประโยชน์ที่กฎหมายเปิดให้ใช้อย่างเหมาะสม เช่น การวางแผนเรื่องการออมและการลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่มีสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามหลักเกณฑ์ของปีภาษีนั้น ๆ รวมถึงการใช้สิทธิลดหย่อนต่าง ๆ ที่ตนเองมีสิทธิได้รับ

แต่ก็มีข้อที่ต้องระมัดระวังคือ อย่าซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพียงเพราะต้องการลดภาษี แต่ควรพิจารณาควบคู่กับเป้าหมายทางการเงิน ความเสี่ยง และสภาพคล่องของตัวเองด้วย การวางแผนที่ดีจึงควรเชื่อมโยง 3 เรื่องเข้าด้วยกัน รายได้, ค่าใช้จ่าย และภาษี ต่อยอดไปสู่ ภาษี, เงินออม และการลงทุน สู่ความมั่นคงในอนาคต

สุดท้ายแล้ว การวางแผนภาษีที่ดีไม่ใช่การหาช่องทางเพื่อหนีภาษี แต่คือการเข้าใจกติกา ใช้สิทธิที่กฎหมายให้ และบริหารเงินอย่างมีระบบเพราะสำหรับคนทำงานอิสระหรือผู้ที่มีรายได้หลายทาง การเสียภาษีอย่างถูกต้องอาจไม่ใช่เรื่องยาก หากเราเริ่มวางแผนตั้งแต่วันที่มีรายได้ก้อนแรก ไม่ใช่วันที่ได้รับหนังสือจากกรมสรรพากรเพียงเท่านั้น

ที่มาข้อมูล : สมาคมนักวางแผนการเงินไทย

ที่มารูปภาพ : TNN

Content สายการเงินตัวจริง รอบด้าน ด้วยประสบการณ์แนะนำการลงทุนบล.ชั้นนำ รู้ลึกด้วย Certificate วางแผนการเงิน และวิเคราะห์การลงทุน