ยุโรปเล็งกฎคุมผลิตรถอีวี ดัน Local Content ปกป้องโรงงาน-ชิ้นส่วนในภูมิภาค

Share on Line Share on Facebook Share on X

ตลาดรถไฟฟ้าโลกกำลังเปลี่ยนทิศอีกครั้ง เมื่อแต่ละภูมิภาคเติบโตไม่เท่ากัน และการแข่งขันไม่ได้หยุดอยู่แค่การแย่งลูกค้า แต่กำลังลามไปถึง โรงงาน ชิ้นส่วน และการจ้างงาน โดยเฉพาะยุโรปที่กำลังพิจารณาใช้กติกาใหม่ เพื่อให้การเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าส่งประโยชน์กลับเข้าสู่ฐานการผลิตภายในภูมิภาคมากขึ้น

ตลาด EV ยุโรปโตเด่น สวนจีน-อเมริกาเหนือ

ตัวเลขยอดขายกำลังบอกว่า ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโลกไม่ได้เติบโตไปในทิศทางเดียวกัน โดยตลาดยุโรปกำลังขยายตัวโดดเด่นกว่าภูมิภาคอื่น

ข้อมูลจาก Benchmark Mineral Intelligence ซึ่งรอยเตอร์นำเสนอ ระบุว่า เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าและรถปลั๊กอินไฮบริดในยุโรปอยู่ที่ประมาณ 380,000 คัน เพิ่มขึ้น 36% ขณะที่ยอดขายทั่วโลกเพิ่มขึ้นเพียง 2% ส่วนจีนลดลง 11% และอเมริกาเหนือลดลง 33%

แรงหนุนสำคัญของยุโรปมาจากมาตรการอุดหนุนในตลาดหลัก สะท้อนว่าภาครัฐยังมีบทบาทโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าของผู้บริโภค

แต่เป้าหมายของยุโรปไม่ได้หยุดอยู่ที่การเพิ่มยอดขาย เพราะหากรถที่ขายเพิ่มขึ้นยังพึ่งพารถยนต์และชิ้นส่วนนำเข้า ประโยชน์จากการเติบโตของตลาดทั้งด้านโรงงาน การลงทุน และการจ้างงาน ก็อาจไหลออกไปนอกภูมิภาค


สรุปข่าว

สหภาพยุโรปกำลังพิจารณากำหนดกฎระเบียบใหม่เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในยุโรปเป็นอย่างน้อย 75% (ไม่รวมแบตเตอรี่) โดยเฉพาะสำหรับรถยนต์ที่จะได้รับเงินอุดหนุนและเข้าโครงการจัดซื้อของภาครัฐ มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อปกป้องและกระตุ้นการลงทุนในฐานการผลิต โรงงาน และการจ้างงานภายในภูมิภาค รับมือการแข่งขันจากผู้ผลิตต่างชาติ โดยเฉพาะจีน ท่ามกลางตลาด EV ยุโรปที่เติบโตโดดเด่น อย่างไรก็ตาม มีข้อกังวลว่าการเพิ่มสัดส่วน Local Content สูงเกินไปอาจดันต้นทุนการผลิตและราคารถอีวีให้สูงขึ้น สะท้อนว่าการแข่งขันกำลังเปลี่ยนจากสงครามราคาไปสู่สงครามแย่งชิงฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน โดย "Made in Europe" จะทวีความสำคัญมากขึ้น

ตลาดรถไฟฟ้าโลกกำลังเปลี่ยนทิศอีกครั้ง เมื่อแต่ละภูมิภาคเติบโตไม่เท่ากัน และการแข่งขันไม่ได้หยุดอยู่แค่การแย่งลูกค้า แต่กำลังลามไปถึง โรงงาน ชิ้นส่วน และการจ้างงาน โดยเฉพาะยุโรปที่กำลังพิจารณาใช้กติกาใหม่ เพื่อให้การเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าส่งประโยชน์กลับเข้าสู่ฐานการผลิตภายในภูมิภาคมากขึ้น

ตลาด EV ยุโรปโตเด่น สวนจีน-อเมริกาเหนือ

ตัวเลขยอดขายกำลังบอกว่า ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโลกไม่ได้เติบโตไปในทิศทางเดียวกัน โดยตลาดยุโรปกำลังขยายตัวโดดเด่นกว่าภูมิภาคอื่น

ข้อมูลจาก Benchmark Mineral Intelligence ซึ่งรอยเตอร์นำเสนอ ระบุว่า เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าและรถปลั๊กอินไฮบริดในยุโรปอยู่ที่ประมาณ 380,000 คัน เพิ่มขึ้น 36% ขณะที่ยอดขายทั่วโลกเพิ่มขึ้นเพียง 2% ส่วนจีนลดลง 11% และอเมริกาเหนือลดลง 33%

แรงหนุนสำคัญของยุโรปมาจากมาตรการอุดหนุนในตลาดหลัก สะท้อนว่าภาครัฐยังมีบทบาทโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าของผู้บริโภค

แต่เป้าหมายของยุโรปไม่ได้หยุดอยู่ที่การเพิ่มยอดขาย เพราะหากรถที่ขายเพิ่มขึ้นยังพึ่งพารถยนต์และชิ้นส่วนนำเข้า ประโยชน์จากการเติบโตของตลาดทั้งด้านโรงงาน การลงทุน และการจ้างงาน ก็อาจไหลออกไปนอกภูมิภาค


EU เล็งเพิ่มสัดส่วนชิ้นส่วนผลิตในยุโรปเป็น 75%

ล่าสุด สหภาพยุโรปกำลังพิจารณาแก้ไขร่างกฎหมายเร่งการพัฒนาอุตสาหกรรม หรือ Industrial Accelerator Act เพื่อดึงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนกลับเข้ามาในยุโรปมากขึ้น

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ข้อเสนอใหม่ต้องการเพิ่มสัดส่วนชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในยุโรป จากเดิม 70% เป็น 75% โดยไม่นับรวมแบตเตอรี่

เงื่อนไขดังกล่าวจะนำมาใช้กับรถยนต์ที่ต้องการรับ เงินอุดหนุนหรือเข้าสู่โครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ไม่ได้เป็นข้อบังคับสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าทุกคันที่วางจำหน่ายในตลาดยุโรป

นั่นหมายความว่า แม้รถยนต์จะประกอบในยุโรป ก็อาจยังไม่ได้รับสิทธิ หากใช้ชิ้นส่วนจากประเทศนอกภูมิภาคในสัดส่วนสูงเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด

จากสงครามราคา สู่สงครามแย่งฐานผลิต EV

เป้าหมายสำคัญของมาตรการคือการรับมือการแข่งขันจากผู้ผลิตจีน ซึ่งกำลังขยายบทบาทในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโลกอย่างรวดเร็ว แต่กติกาเดียวกันอาจส่งผลต่อค่ายรถญี่ปุ่นและประเทศคู่ค้าที่มีห่วงโซ่การผลิตกระจายอยู่ทั่วโลกด้วย

ผู้ผลิตรถยนต์จึงอาจต้องเพิ่มการจัดซื้อชิ้นส่วนจากโรงงานในยุโรป หาพันธมิตรท้องถิ่น หรือลงทุนตั้งโรงงานเพิ่ม เพื่อรักษาสิทธิในการเข้าถึงเงินสนับสนุนและโครงการจัดซื้อจากภาครัฐ

หากแนวทางดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ผู้ได้ประโยชน์โดยตรงคือ โรงงานและผู้ผลิตชิ้นส่วนในยุโรป ขณะที่ซัพพลายเออร์จากภายนอกภูมิภาคอาจเผชิญความเสี่ยงที่จะเสียคำสั่งซื้อ แม้จะมีต้นทุนต่ำกว่าหรือเป็นคู่ค้ากับค่ายรถมายาวนานก็ตาม


กฎ Local Content อาจดันต้นทุนรถอีวีสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังต้องรอข้อสรุป เพราะมีทั้งค่ายรถและประเทศสมาชิกบางส่วนกังวลว่า การกำหนดสัดส่วนชิ้นส่วนที่ผลิตในยุโรปสูงเกินไป อาจเพิ่มต้นทุน ลดความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน และสุดท้ายอาจทำให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าสูงขึ้น

โจทย์ของยุโรปจึงคล้ายกับหลายประเทศที่กำลังผลักดันอุตสาหกรรม EV คือ ต้องหาจุดสมดุลระหว่าง การปกป้องฐานการผลิตในประเทศกับการรักษาราคารถให้แข่งขันได้

หากกติกาเข้มเกินไป ต้นทุนของผู้ผลิตอาจสูงขึ้น แต่หากเปิดตลาดโดยไม่มีเงื่อนไข การเติบโตของยอดขาย EV ก็อาจไม่ได้สร้างโรงงาน การลงทุน และการจ้างงานภายในยุโรปมากเท่าที่คาดหวัง

การแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจึงกำลังเปลี่ยนจาก สงครามราคา ไปสู่สงครามแย่งชิงฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน และในระยะต่อไป คำว่า “Made in Europe” อาจมีความสำคัญต่อการแข่งขันไม่แพ้ราคาและเทคโนโลยีของตัวรถ

ที่มาข้อมูล : Reuters, Benchmark Mineral Intelligence, Kyodo News

ที่มารูปภาพ : chatgpt