แม้การท่องเที่ยวจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย แต่โจทย์สำคัญในวันนี้อาจไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวหรือรายได้เท่านั้น หากคือการทำให้การเดินทางทุกครั้งสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชน รวมถึงยกระดับสินค้าและบริการไทยให้เติบโตไปพร้อมกัน
ปัจจุบัน การท่องเที่ยวไทยยังเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งความสามารถในการแข่งขัน การกระจุกตัวของรายได้ในจังหวัดท่องเที่ยวหลักและผู้ประกอบการขนาดใหญ่ การเชื่อมโยงสินค้า บริการ และคอนเทนต์ไทยที่ยังไม่เต็มศักยภาพ รวมถึงการบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่ยังขาดเอกภาพ
สะท้อนจากดัชนีการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการเดินทาง หรือ TTDI ปี 2567 ที่ไทยอยู่อันดับ 47 ของโลก จากทั้งหมด 119 ประเทศ ได้คะแนน 4.12 จาก 7 คะแนน
ทำให้แนวคิด "Value Tourism" หรือการท่องเที่ยวเชิงคุณค่า กลายเป็นทิศทางสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดยเปลี่ยนจากการวัดความสำเร็จด้วย "จำนวนนักท่องเที่ยว" ไปสู่ "คุณภาพของการเดินทาง" ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจในทุกระดับ ขณะที่จุดแข็งของไทยยังมีโอกาสต่อยอดได้อีกหลายด้าน โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการแพทย์ ซึ่งตลาดโลกมีมูลค่าสูงถึง 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 และคาดว่าจะขยายเป็น 7.9 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2569 ขณะที่ตลาดของไทยเติบโตเฉลี่ยกว่า 28% ต่อปี มีมูลค่าราว 4.05 หมื่นล้านดอลลาร์
อีกหนึ่งจุดแข็งคือการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ซึ่งไทยได้รับการจัดอันดับเป็นจุดหมายปลายทางด้านอาหารอันดับ 2 ของโลก ขณะที่ตลาดโลกมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยกว่า 14% ต่อปี และคาดว่าจะมีมูลค่ากว่า 4.2 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2576
ด้านการท่องเที่ยวผ่านภาพยนตร์ ซีรีส์ และดิจิทัลคอนเทนต์ ก็เป็นอีกโอกาสสำคัญ โดยตลาดโลกมีมูลค่ากว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ และเติบโตเฉลี่ยปีละกว่า 8% โดยในปี 68 ที่ผ่านมามีกองถ่ายทำภาพยนตร์และวีดิทัศน์จากต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 546 เรื่อง สร้างรายได้และเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศกว่า 7,717 ล้านบาท ถือเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของ กรมการท่องเที่ยว
ส่วนการท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ไทยยังคงเป็นจุดขายสำคัญ โดยตลาดโลกมีมูลค่าประมาณ 7.7-9.1 พันล้านดอลลาร์ในปี 2569 ไทยยังมีโอกาสผลักดันประสบการณ์ท่องเที่ยวผ่านวิถีชีวิต วัฒนธรรม และเอกลักษณ์ท้องถิ่นได้อีกมาก
ทั้งหมดสะท้อนว่า อนาคตของการท่องเที่ยวไทยอาจไม่ได้แข่งขันกันที่จำนวนผู้มาเยือนเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้าง "คุณค่า" ให้เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ชุมชน ผู้ประกอบการ สินค้า บริการ ไปจนถึงเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อให้ทุกการเดินทางสร้างรายได้ที่ยั่งยืนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว
สรุปข่าว
แม้การท่องเที่ยวจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย แต่โจทย์สำคัญในวันนี้อาจไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวหรือรายได้เท่านั้น หากคือการทำให้การเดินทางทุกครั้งสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชน รวมถึงยกระดับสินค้าและบริการไทยให้เติบโตไปพร้อมกัน
ปัจจุบัน การท่องเที่ยวไทยยังเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งความสามารถในการแข่งขัน การกระจุกตัวของรายได้ในจังหวัดท่องเที่ยวหลักและผู้ประกอบการขนาดใหญ่ การเชื่อมโยงสินค้า บริการ และคอนเทนต์ไทยที่ยังไม่เต็มศักยภาพ รวมถึงการบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่ยังขาดเอกภาพ
สะท้อนจากดัชนีการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการเดินทาง หรือ TTDI ปี 2567 ที่ไทยอยู่อันดับ 47 ของโลก จากทั้งหมด 119 ประเทศ ได้คะแนน 4.12 จาก 7 คะแนน
ทำให้แนวคิด "Value Tourism" หรือการท่องเที่ยวเชิงคุณค่า กลายเป็นทิศทางสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดยเปลี่ยนจากการวัดความสำเร็จด้วย "จำนวนนักท่องเที่ยว" ไปสู่ "คุณภาพของการเดินทาง" ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจในทุกระดับ ขณะที่จุดแข็งของไทยยังมีโอกาสต่อยอดได้อีกหลายด้าน โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการแพทย์ ซึ่งตลาดโลกมีมูลค่าสูงถึง 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 และคาดว่าจะขยายเป็น 7.9 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2569 ขณะที่ตลาดของไทยเติบโตเฉลี่ยกว่า 28% ต่อปี มีมูลค่าราว 4.05 หมื่นล้านดอลลาร์
อีกหนึ่งจุดแข็งคือการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ซึ่งไทยได้รับการจัดอันดับเป็นจุดหมายปลายทางด้านอาหารอันดับ 2 ของโลก ขณะที่ตลาดโลกมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยกว่า 14% ต่อปี และคาดว่าจะมีมูลค่ากว่า 4.2 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2576
ด้านการท่องเที่ยวผ่านภาพยนตร์ ซีรีส์ และดิจิทัลคอนเทนต์ ก็เป็นอีกโอกาสสำคัญ โดยตลาดโลกมีมูลค่ากว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ และเติบโตเฉลี่ยปีละกว่า 8% โดยในปี 68 ที่ผ่านมามีกองถ่ายทำภาพยนตร์และวีดิทัศน์จากต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 546 เรื่อง สร้างรายได้และเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศกว่า 7,717 ล้านบาท ถือเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของ กรมการท่องเที่ยว
ส่วนการท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ไทยยังคงเป็นจุดขายสำคัญ โดยตลาดโลกมีมูลค่าประมาณ 7.7-9.1 พันล้านดอลลาร์ในปี 2569 ไทยยังมีโอกาสผลักดันประสบการณ์ท่องเที่ยวผ่านวิถีชีวิต วัฒนธรรม และเอกลักษณ์ท้องถิ่นได้อีกมาก
ทั้งหมดสะท้อนว่า อนาคตของการท่องเที่ยวไทยอาจไม่ได้แข่งขันกันที่จำนวนผู้มาเยือนเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้าง "คุณค่า" ให้เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ชุมชน ผู้ประกอบการ สินค้า บริการ ไปจนถึงเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อให้ทุกการเดินทางสร้างรายได้ที่ยั่งยืนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิด "Value Tourism" ที่สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า หรือ สนค. เสนอให้กระทรวงพาณิชย์บูรณาการการทำงานของหน่วยงานในสังกัด ผ่าน 4 ยุทธศาสตร์สำคัญเริ่มจาก Create Value สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและอัตลักษณ์ท้องถิ่น ด้วยการเชื่อมโยงสินค้าเกษตร สินค้า GI และตลาดต้องชม เข้ากับการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและการท่องเที่ยวโดยชุมชน เพื่อสร้างความแตกต่างให้แต่ละพื้นที่
ต่อด้วย Curate Entrepreneurs ยกระดับผู้ประกอบการให้สามารถสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวมูลค่าสูง ผ่านการต่อยอดตรา Thai SELECT ไปสู่ธุรกิจบริการอื่น เช่น โรงเรียนสอนทำอาหาร ธุรกิจสุขภาพและเวลเนส รวมถึงการใช้คาแรกเตอร์ท้องถิ่นสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและภาพลักษณ์ของจังหวัด
ด้าน Connect to Market มุ่งเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับตลาด ผ่านงานแสดงสินค้า กิจกรรมจับคู่ธุรกิจ และการผลักดันประเทศไทยให้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์และซีรีส์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวตามรอยคอนเทนต์
ขณะที่ปัจจัยสนับสนุน หรือ Enablers จะเน้นการพัฒนาระบบ One Stop Service การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับต่างประเทศ และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาใช้บริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ
การขับเคลื่อนแนวทางนี้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กระทรวงวัฒนธรรม รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้การพัฒนาสินค้า บริการ และการท่องเที่ยวเชื่อมโยงกันตลอดทั้งห่วงโซ่
นอกจากนี้ สนค. ยังเตรียมผลักดันโครงการ Sandbox ในจังหวัดรองที่มีศักยภาพ เพื่อทดลองรูปแบบการพัฒนาที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ก่อนขยายผลไปยังจังหวัดอื่นทั่วประเทศ
ท้ายที่สุด การท่องเที่ยวเชิงคุณค่าจึงไม่ใช่เพียงนโยบายด้านการท่องเที่ยว แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ผ่านการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับสินค้า บริการ วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างการเติบโตที่สมดุล ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
ด้านนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ระบุว่า พฤติกรรมนักท่องเที่ยวทั่วโลกเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวเดินทางด้วยตนเอง หรือ FIT ที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดกรุ๊ปทัวร์ แม้จะมีจำนวนมาก แต่สร้างรายได้ต่อหัวค่อนข้างต่ำ และปัจจุบันยังมีแนวโน้มลดขนาดกลุ่ม รวมถึงเปลี่ยนจุดหมายปลายทางไปยังประเทศเกิดใหม่ด้านการท่องเที่ยว เช่น เวียดนาม
ททท. จึงเดินหน้าปรับภาพลักษณ์ประเทศไทย หรือ Rebranding โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความเป็นระเบียบ และการยกระดับประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว เพื่อลบภาพจำจากปัญหาในอดีต ทั้งอาชญากรรมและการหลอกลวง พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักเดินทางทั่วโลก
อีกหนึ่งมาตรการสำคัญ คือการนำเทคโนโลยี Face Recognition มาใช้ในการตรวจคนเข้าเมือง เพื่ออำนวยความสะดวก ลดความแออัด และยกระดับประสบการณ์การเดินทาง โดยเริ่มนำร่องกับนักท่องเที่ยวจากฮ่องกงและสิงคโปร์ที่เดินทางเข้าไทยเป็นครั้งที่สอง ก่อนขยายไปยังประเทศอื่นในอนาคต
สำหรับการทำตลาด ททท. ยังคงรักษาฐานนักท่องเที่ยวหลัก ทั้งจีน อินเดีย มาเลเซีย รวมถึงยุโรปและสหรัฐอเมริกา แต่จะเน้นนำเสนอประสบการณ์ใหม่ของประเทศไทย ภายใต้แนวคิด The New Thailand เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูงและเดินทางซ้ำ
กลุ่มเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ นักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ กลุ่มเวลเนส กลุ่มลักชัวรี่ กลุ่มเดินทางเพื่อเป็นรางวัล หรือ MICE และกลุ่มท่องเที่ยวเชิงกีฬา ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายสูง และได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกน้อยกว่าตลาดทั่วไป
พร้อมกันนี้ ททท. ยังผลักดันยุทธศาสตร์ Amazing 5 Economy เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้การท่องเที่ยวไทยใน 5 มิติ ประกอบด้วย Life Economy ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลาง Wellness และ Medical Tourism ภายใต้แคมเปญ Healing is the New Luxury , Sub-Culture Economy เจาะตลาดนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มผ่านเทศกาลและอีเวนต์, Night Economy พัฒนาเศรษฐกิจยามค่ำคืนเพื่อเพิ่มการใช้จ่ายและกระจายรายได้, Circular Economy ส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ Platform Economy ยกระดับการท่องเที่ยวด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ให้การเดินทางสะดวก รวดเร็ว และไร้รอยต่อ
ทั้งหมดสะท้อนว่า การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวในอนาคตจะไม่ได้วัดกันที่จำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่จะวัดกันที่คุณภาพของประสบการณ์ รายได้ต่อหัว และความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย เพื่อให้การท่องเที่ยวเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
- เทรนด์"เที่ยวไปวิ่งไป"มาแรงนักท่องเที่ยวชาวไทยแห่จองที่พักพุ่ง
- ชวนเที่ยวป่าหน้าฝน ชมพรรณไม้ ณ อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า
- อานิสงส์หยุดยาว นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยพุ่ง 12% “ญี่ปุ่น” มาแรงโต 105% รับ Golden Week
- อานิสงส์ วง BTS คัมแบ็ก ต่างชาติแห่เที่ยว "เกาหลีใต้" เดือนมีนาคม 2569 พุ่ง 26.7% ทะลุระดับก่อนโควิด
- รู้จักเทรนด์ “Coolcation” เทรนด์ใหม่ท่องเที่ยวหนีร้อน แห่เที่ยวที่อากาศเย็นแทนทะเล
ที่มาข้อมูล : TNN รวบรวม
ที่มารูปภาพ : TNN
