"ศุภจี" แจงสภา ยันไม่เพิ่มโควตานำเข้าข้าวโพด

Share on Line Share on Facebook Share on X
"ศุภจี" แจงสภา ยันไม่เพิ่มโควตานำเข้าข้าวโพด
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร กรณีข้อกังวลเกี่ยวกับการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และประเด็นข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรม (GMO) โดยยืนยันว่ารัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลผลประโยชน์ของเกษตรกรไทยเป็นอันดับแรก ควบคู่กับการรักษาความมั่นคงด้านอาหารและวัตถุดิบอาหารสัตว์ของประเทศ พร้อมย้ำว่าการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยังคงอยู่ภายใต้กรอบและเงื่อนไขเดิมที่กำหนดไว้ ไม่มีการเพิ่มปริมาณนำเข้าเกินกว่าโควตาที่ได้รับอนุญาต

การชี้แจงดังกล่าวมีขึ้นเพื่อตอบกระทู้ถามสดด้วยวาจาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รวมถึงประเด็นการนำเข้าข้าวโพด GMO จากต่างประเทศ

นางศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ประมาณ 9 ล้านตันต่อปี ขณะที่ผลผลิตภายในประเทศมีอยู่ประมาณ 5 ล้านตัน และคาดว่าในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นเป็นราว 5.3 ล้านตัน ส่งผลให้ยังมีความจำเป็นต้องจัดหาวัตถุดิบเพิ่มเติมอีกประมาณ 4 ล้านตันต่อปี เพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และปศุสัตว์

อย่างไรก็ตาม วัตถุดิบส่วนที่ขาดไม่ได้มาจากการนำเข้าข้าวโพดเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงวัตถุดิบทดแทนอื่น เช่น ข้าวสาลี มันเส้น และปลายข้าว ซึ่งที่ผ่านมาอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของไทยได้ใช้วัตถุดิบภายในประเทศควบคู่กับการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านภายใต้กรอบการค้าเสรีอาเซียน

สรุปข่าว

รัฐมนตรีพาณิชย์ยืนยันการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยังอยู่ภายใต้กรอบเดิม ไม่มีการเพิ่มโควตา และยังใช้เงื่อนไขรับซื้อผลผลิตในประเทศ 3 ต่อ 1 อย่างเคร่งครัด เตรียมทบทวนราคารับซื้อขั้นต่ำ พร้อมออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรพื้นที่ห่างไกล พื้นที่สูง และแปลงขนาดเล็กที่มีต้นทุนสูงสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยยืนยัน MOU กับภาคเอกชนสหรัฐฯ ไม่ได้ระบุการนำเข้าข้าวโพด GMO ขณะที่กระทรวงเกษตรฯ จะตรวจสอบการนำเข้าอย่างเข้มงวดตามกฎหมาย
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร กรณีข้อกังวลเกี่ยวกับการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และประเด็นข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรม (GMO) โดยยืนยันว่ารัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลผลประโยชน์ของเกษตรกรไทยเป็นอันดับแรก ควบคู่กับการรักษาความมั่นคงด้านอาหารและวัตถุดิบอาหารสัตว์ของประเทศ พร้อมย้ำว่าการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยังคงอยู่ภายใต้กรอบและเงื่อนไขเดิมที่กำหนดไว้ ไม่มีการเพิ่มปริมาณนำเข้าเกินกว่าโควตาที่ได้รับอนุญาต

การชี้แจงดังกล่าวมีขึ้นเพื่อตอบกระทู้ถามสดด้วยวาจาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รวมถึงประเด็นการนำเข้าข้าวโพด GMO จากต่างประเทศ

นางศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ประมาณ 9 ล้านตันต่อปี ขณะที่ผลผลิตภายในประเทศมีอยู่ประมาณ 5 ล้านตัน และคาดว่าในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นเป็นราว 5.3 ล้านตัน ส่งผลให้ยังมีความจำเป็นต้องจัดหาวัตถุดิบเพิ่มเติมอีกประมาณ 4 ล้านตันต่อปี เพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และปศุสัตว์

อย่างไรก็ตาม วัตถุดิบส่วนที่ขาดไม่ได้มาจากการนำเข้าข้าวโพดเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงวัตถุดิบทดแทนอื่น เช่น ข้าวสาลี มันเส้น และปลายข้าว ซึ่งที่ผ่านมาอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของไทยได้ใช้วัตถุดิบภายในประเทศควบคู่กับการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านภายใต้กรอบการค้าเสรีอาเซียน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ภายหลังรัฐบาลประกาศมาตรการให้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เฉพาะจากแหล่งผลิตที่ปลอดการเผาและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านลดลงถึง 49% เนื่องจากมีการตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเข้มงวดมากขึ้น

เมื่อการนำเข้าจากแหล่งเดิมลดลง ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องมองหาแหล่งวัตถุดิบทางเลือกเพิ่มเติมเพื่อรักษาความต่อเนื่องของการผลิตอาหารสัตว์ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีการเพิ่มปริมาณการนำเข้าเกินจากกรอบที่กำหนดไว้

นางศุภจี ยืนยันว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยกับภาคเอกชนของสหรัฐอเมริกา เป็นเพียงการสร้างทางเลือกในการจัดหาวัตถุดิบและเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อาหารสัตว์เท่านั้น ไม่ใช่การเปิดทางให้มีการนำเข้าข้าวโพดเพิ่มขึ้นจากเดิม โดยการนำเข้ายังคงต้องอยู่ภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) และมติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดสัดส่วนรับซื้อข้าวโพดในประเทศ 3 ส่วน ต่อการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ 1 ส่วนอย่างเคร่งครัด

ภายใต้กรอบ WTO ที่กำหนดโควตานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 1 ล้านตันในปี 2569 ประกอบกับมาตรการ 3 ต่อ 1 จะทำให้สามารถนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้าวสาลีรวมกันได้ไม่เกิน 1.7 ล้านตัน โดยไม่มีการเพิ่มโควตาหรือขยายปริมาณนำเข้าแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังคงกำหนดช่วงเวลานำเข้าไม่ให้ตรงกับฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตของเกษตรกรไทย เพื่อป้องกันผลกระทบด้านราคา

ในด้านการดูแลเกษตรกร กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าจะกำกับดูแลโครงสร้างราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างใกล้ชิด โดยปัจจุบันได้กำหนดราคารับซื้อขั้นต่ำที่ความชื้น 30% ในพื้นที่ผลิตหลัก 5 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร ชัยภูมิ พิจิตร และอุทัยธานี ไว้ที่กิโลกรัมละ 7.05 บาท และกำหนดราคารับซื้อหน้าโรงงานอาหารสัตว์ที่ความชื้น 14.5% ไม่น้อยกว่ากิโลกรัมละ 9.80 บาท

ปัจจุบันราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในตลาดยังอยู่สูงกว่าราคาประกันดังกล่าว โดยเกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้เฉลี่ยประมาณกิโลกรัมละ 8.03 บาท ขณะที่ราคาหน้าโรงงานอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 12.85 บาท อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ยอมรับว่าต้นทุนการผลิตของเกษตรกรเพิ่มขึ้นทั้งด้านปุ๋ย แรงงาน และค่าขนส่ง จึงเตรียมนำเรื่องเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) เพื่อพิจารณาทบทวนราคารับซื้อขั้นต่ำให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง

พร้อมกันนี้ กระทรวงยังเตรียมหามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกล พื้นที่สูง และแปลงปลูกขนาดเล็ก ซึ่งมีต้นทุนการรวบรวมและขนส่งผลผลิตสูงกว่าพื้นที่ผลิตหลัก เพื่อให้สามารถเข้าถึงตลาดและได้รับราคาที่เป็นธรรมมากขึ้น


สำหรับประเด็นข้าวโพด GMO นางศุภจี ยืนยันว่า จากการตรวจสอบร่วมกับสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย พบว่า MOU ที่ลงนามกับภาคเอกชนสหรัฐฯ ไม่ได้มีการระบุเรื่องการนำเข้าข้าวโพด GMO แต่อย่างใด แต่เป็นเพียงความร่วมมือด้านการจัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตมีการนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ GMO ผู้นำเข้าจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างเคร่งครัด โดยต้องได้รับอนุญาตและผ่านการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมวิชาการเกษตร เพื่อป้องกันผลกระทบต่อระบบนิเวศและภาคการเกษตรของประเทศ

นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลจะดำเนินนโยบายโดยยึดผลประโยชน์ของเกษตรกรไทยเป็นสำคัญ ควบคู่กับการรักษาความมั่นคงทางอาหารของประเทศ โดยการนำเข้าทุกกรณีจะต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายที่กำหนด ไม่มีการเพิ่มโควตาการนำเข้า และมีมาตรการกำกับดูแลอย่างรัดกุมทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรไทยในระยะยาว

ที่มาข้อมูล : กระทรวงพาณิชย์

ที่มารูปภาพ : กระทรวงพาณิชย์