ถล่มซาอุฯ จุดพลุน้ำมัน 100 เหรียญคัมแบ็ก?

ถล่มซาอุฯ จุดพลุน้ำมัน 100 เหรียญคัมแบ็ก?

สรุปข่าว

วันนี้ (16 ก.ย.62) จากเหตุโจมตีโรงกลั่นน้ำมันในซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเป็นการโจมตีครั้งเลวร้ายที่สุดที่เคยเกิดขึ้น และทำให้ความกังวลเรื่อง "น้ำมันร้อยเหรียญ" กลับมาเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงกันอีกครั้ง 

เราเคยซื้อขายน้ำมันดิบในระดับราคา 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลกันไปครั้งล่าสุดเมื่อปี 2014 หรือเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว ก่อนที่ราคาจะร่วงลงหนักในปีเดียวกัน และจากนั้นเป็นต้นมา ราคาน้ำมันโลกก็ยังไม่เคยขึ้นไปแตะ 100 เหรียญ หรือระดับใกล้เคียงได้อีกเลย มีที่เคยขึ้นไปสูงสุดก็ในเดือน ต.ค. ปี 2018 ที่สหรัฐฉีกข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน 5 ชาติ+1 และมีแผนจะคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่สุดอันดับ 3 ในโอเปกขณะนั้น ทำให้ราคาขึ้นไปแตะที่ประมาณ 75 ดอลลาร์/บาร์เรล

และกรณีโจมตีซาอุดิอาระเบียรอบล่าสุดนี้ ก็กำลังทำให้มีการพูดถึงความเป็นไปได้เรื่อง "น้ำมัน 100 เหรียญ คัมแบ็ก" อีกครั้ง


ถ้าเราลองพิจารณาปัจจัยหลายข้อที่เกี่ยวข้องในขณะนี้จะเห็นได้ว่า มีหลายปัจจัยทั้งทางตรงและทางอ้อม จากการโจมตีซาอุฯ รอบนี้ ที่จะทำให้น้ำมันกลับมาเป็นขาขึ้นได้จริงๆ เพียงแต่อาจจะไม่ถึงขั้น 100 เหรียญ อย่างที่กังวลกัน 

เรามาดูปัจจัยสนับสนุนราคาน้ำมันขาขึ้นกันก่อน 

(1.) ประการแรกซึ่งเห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ "การโจมตีรอบนี้สร้างความเสียหายแก่อุตสาหกรรมน้ำมันของซาอุฯ มากที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น" ต้องเข้าใจก่อนว่าปัญหาการโจมตีจากกลุ่มกบฎฮูตี ที่ทำสงครามอยู่ในประเทศเยเมน นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ เกิดขึ้นมาต่อเนื่องหลายปีแล้ว และมีการยิงขีปนาวุธโจมตีซาอุฯ ที่เป็นฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลเยเมน อย่างต่อเนื่อง แต่นี่คือ "ครั้งแรก" ที่การโจมตีสร้างความเสียหายต่อโรงกลั่นของซาอุดี อรามโก อย่างหนักถึงขั้นกระทบต่อซัพพลายทั่วโลก


นี่คือความใหญ่ของรัฐวิสาหกิจน้ำมันเบอร์ 1 ของซาอุฯ และของโลก ซึ่งเมื่อใหญ่ขนาดนี้ และถูกโจมตีหนัก สเกลความเสียหายจึงรุนแรงตามไปด้วย

ในครั้งนี้ กลุ่มกบฎฮูตีโจมตีโรงกลั่น 2 แห่งของบริษัทซาอุดี อรามโก รัฐวิสาหกิจน้ำมันเบอร์ 1 แบบเข้าเป้า ทำให้ซาอุฯ ต้องลดกำลังการผลิตลงถึง 50% หรือราว 5.7 ล้านบาร์เรล/วัน ปริมาณนี้นี่มากกว่าการผลิตของหลายประเทศในโอเปกรวมกันเสียอีก

ก่อนหน้านี้ ทางซาอุฯ คาดการณ์ว่าจะสามารถฟื้นกำลังการผลิตกลับมาเป็นปกติได้ภายในเวลาเพียงแค่ 2 วัน แต่ล่าสุด ทางบริษัทซาอุดี อรามโก เปิดเผยว่า น่าจะสามารถฟื้นกำลังการผลิตประมาณ 1 ใน 3 หรือราว 2 ล้านบาร์เรล/วัน ได้ภายในวันจันทร์นี้ ซึ่งตรงตามที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ไม่น่าจะฟื้นตัวได้เร็วขนาดนั้น และต้องใช้เวลาเป็นอาทิตย์กว่าจะฟื้นการผลิตกลับมาได้แบบ 100% 



ดังนั้น เราจึงได้เห็นราคาน้ำมันที่เปิดตลาดซื้อขายเมื่อคืนนี้ ดีดตัวพุ่งไปแล้วกว่า 13% สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์บวกไปเกือบ 8 ดอลลาร์ ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสบวกไป 6.4 ดอลลาร์ ซึ่งอยู่ในช่วงประมาณการที่นักวิเคราะห์คาดเอาไว้ว่ารามคาน้ำมันโลกจะบวกขึ้นไปทันทีวันนี้ประมาณ 5 - 10 ดอลลาร์

แต่ซาอุฯ นั้นมีน้ำมันดิบสำรองเก็บไว้ในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่นและจีน ซึ่งมีอยู่รวมกันประมาณ 200 ล้านบาร์เรล ทำให้นักวิเคราะห์มองว่า ไม่ใช่เรื่องน่าตื่นตระหนกมากนักสนำหรับรายใหญ่อย่างซาอุฯ

ขณะที่ฝั่ง "สหรัฐ" เองนั้น ก็แถลงว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมนำสำรองน้ำมันฉุกเฉินออกมาใช้ หากจำเป็น ขณะที่สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA ระบุในทวิตเตอร์ว่า ได้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลซาอุดีอาระเบียและประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อื่น ๆ แล้ว และย้ำว่าขณะนี้ ปริมาณน้ำมันในตลาดยังพอเพียง

(2.) แต่ประเด็นที่จะส่งผลกระทบต่อราคาในระยะยาวก็คือ ปัญหาระหว่าง "อิหร่านกับสหรัฐ" อาจกลับมาปะทุกอีกครั้ง และสร้างความตึงเครียดรอบใหม่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

เรื่องอิหร่านนั้นถือเป็นประเด็นสำคัญ เพราะก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่วัน เพิ่งมีข่าวดีว่าสหรัฐอาจจะพิจารณาผ่อนปรน หรือถึงขั้นยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน โดยจะมีการคุยกันระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ที่นครนิวยอร์ก ในเดือนนี้ แต่ข่าวล่าสุดซึ่งทางรัฐบาลสหรัฐพุ่งเป้าโจมตีอิหร่าน ว่าเป็นผู้โจมตีที่แท้จริงทันที ทำให้ความเป็นไปได้เรื่องการผ่อนปรนปรนมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านอาจต้องชะลอออกไปก่อน


จากกราฟฟิกนี้จะเห็นได้ว่าอิหร่านนั้นเป็นผู้ผลิตรายใหญ่เบอร์ 3 ในกลุ่ม รองจากแค่ซาอุฯ และอิรักเท่านั้น ดังนั้น การที่อิหร่านจะได้หรือไม่ได้ส่งออกน้ำมัน จึงเป็นตัวแปรสำคัญที่จะส่งผลต่อราคาน้ำมันในระยะยาว ซึ่งอิหร่านนั้นถือเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการขึ้น/ลงอย่างมีนัยยะของราคาน้ำมันโลกมาตลอดช่วง 1 - 2 ปีที่ผ่านมา

และการที่สหรัฐเองมีแผนจะผ่อนปรนให้อิหร่าน หรือประกาศว่าจะนำน้ำมันสำรองฉุกเฉินออกมาใช้นั้น เป็นเพราะสหรัฐเองก็ไม่ต้องการใช้น้ำมันโลกมาเป็นปัจจัยกระทบเศรษฐกิจในบ้านหนักขึ้นไปอีก จากเดิมที่ถูกกระทบเพราะสงครามการค้ากับจีนอยู่แล้ว และกำลังจะเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวที่มีการใช้น้ำมันเยอะแล้ว และยิ่งกำลังจะถึงการเลือกตั้งปีหน้า 2020 สหรัฐยิ่งต้องพยายามคุมความเสี่ยงต่างๆ เพื่อไม่ให้กระทบต่อเศรษฐกิจในบ้านด้วย

บริษัทวิเคราะห์ S&P Global Platts Analytics มองว่า ราคาน้ำมันน่าจะขึ้นไปเหนือระดับ 70 ดอลลาร์/บาร์เรล และอาจไปทดสอบระดับ 80 ดอลลาร์/บาร์เรลได้ โดยขึ้นอยู่กับว่า ซาอุจะฟื้นการผลิตและกลับมาส่งออกได้เร็วเพียงใด แต่ S&P เป็นสำนักวิเคราะห์อีกหนึ่งแห่งที่ไม่พูดเรื่องน้ำมัน 100 เหรียญ เพราะมองว่าซาอุฯ มีน้ำมันสำรองในต่างประเทศมหาศาลที่พร้อมนำออกมาใช้ได้ทันที 

แต่ที่ราคาจะขึ้นไปถึง 70 หรือ 80 ดอลลาร์นั้น เพราะมองว่าปัจจุบัน โลกมีน้ำมันสำรองที่ใช้ได้ทันทีประมาณ 2.3 ล้านบาร์เรล/วัน ในจำนวนนี้เป็นของซาอุฯ ไปมากกว่า 1.6 ล้านบาร์เรล/วัน และการที่ซาอุฯ ถูกโจมตีหนักในรอบนี้ จึงเป็นสิ่งที่สะท้อนเรื่องความเสี่ยงในภูมิรัฐศาสตร์ไปด้วย


หลายคนสงสัยว่า ระดับมหาเศรษฐีน้ำมันซาอุฯ หรือซาอุดี อรามโก ทำไมถึงไม่มีระบบป้องกันการโจมตีจากโดรนของกบฎฮูตี ที่ดีพอ งานนี้ CNN อ้างนักวิเคราะห์หลายฝ่ายว่า ทิศทางการโจมตีรอบนี้ไม่ได้มาจากทางเยเมน หรือทางใต้ แต่มาจากฝั่งอิหร่านหรืออิรัก และยังเป็นฝูงโดรนที่มีความล้ำสมัยมากขึ้นกว่าเดิม ทำให้ระบบป้องกันอาจไม่สามารถรับมือได้หมด 

ที่จริงแล้ว ซาอุฯ สั่งซื้อระบบป้องกันขีปนาวุธล้ำสมัย หรือ THAAD จากสหรัฐมาตั้งแต่ปี 2017 แต่เกิดปัญหาการเมืองทั้งสงครามเยเมนและการสังหารนักข่าว จามาล คาช็อกจี ทำให้สภาคองเกรสไม่อนุมัติการขาย เพิ่งจะเซ็นกันไปได้ไม่นานนี่เอง และมีรายงานว่าบริษัทอาวุธ ล็อกฮีด มาร์ติน กำลังลำเลียง THAAD ล็อตแรกไปซาอุฯ ในเร็วๆ นี้

นักวิเคราะห์มองว่าในระยะสั้น น้ำมันน่าจะขึ้นแรงจากความกังวลและการเก็งกำไรของนักลงทุน แต่ไม่น่าจะขึ้นไปยาวแตะ 90 - 100 ดอลลาร์ได้ เมื่อเทียบกับศักยภาพของซาอุฯ ในการจัดการและรับมือความเสี่ยง เพียงแต่แม้ราคาจะไม่ถึง 100 เหรียญ แต่ก็ต้องเตรียมใจรับระดับราคาน้ำมันใหม่ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ ที่จะทะยานขึ้นเหนือ 60 ดอลลาร์ในปัจจุบันไปแล้ว

ที่มาข้อมูล : -

ที่มารูปภาพ :

avatar

TNNThailand

แท็กบทความ

น้่ำมันดิบ
น้ำมันดิบสำรอง
ซาอุดีอาระเบีย
ซาอุดี อรามโก
อิหร่าน