สีหศักดิ์เตือนเมียนมาหยุดสู้รบกระทบไทย เตรียมเยือน 12 พ.ย.

Share on Line Share on Facebook Share on X
สีหศักดิ์เตือนเมียนมาหยุดสู้รบกระทบไทย เตรียมเยือน 12 พ.ย.

รัฐบาลไทยเดินหน้าใช้กลไกการทูตและความร่วมมือด้านความมั่นคง เพื่อป้องกันผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบบริเวณชายแดนไทย–เมียนมา หลังเกิดเหตุเครื่องบินทหารเมียนมาทิ้งระเบิดโจมตีฐานที่มั่นของกองกำลังกะเหรี่ยงฝั่งตรงข้ามจังหวัดแม่ฮ่องสอน จนแรงระเบิดส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนประชาชนฝั่งไทย โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้โทรศัพท์หารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา ขอให้หลีกเลี่ยงปฏิบัติการทางทหารใกล้ชายแดน พร้อมเตรียมเดินทางเยือนเมียนมาในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2569

ขณะเดียวกัน สถานการณ์บริเวณบ้านแม่สามแลบ อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ยังคงส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดนและการขนส่งสินค้าทางแม่น้ำสาละวิน แม้จะไม่มีรายงานการสู้รบเพิ่มเติมในพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่ทหารพรานยังคงลาดตระเวนและดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด ขณะที่สภาความมั่นคงแห่งชาติยืนยันว่า กองทัพไทยได้จัดเตรียมกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และแผนอพยพประชาชนไว้รองรับสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว

บ้านแม่สามแลบการค้าชะงัก หลังเมียนมาทิ้งระเบิด 2 ลูก

บรรยากาศบริเวณบ้านแม่สามแลบ ตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ยังคงเงียบเหงา หลังเกิดเหตุการณ์กองทัพเมียนมาส่งเครื่องบินปฏิบัติการโจมตีฐานที่มั่นของกองกำลังกะเหรี่ยง KNU ฝั่งตรงข้ามหมู่บ้านแม่สามแลบ โดยมีการทิ้งระเบิดจำนวน 2 ลูก ส่งผลให้แรงระเบิดข้ามมายังฝั่งไทยและสร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่

แม้สถานการณ์ล่าสุดจะยังไม่มีรายงานการสู้รบเพิ่มเติมระหว่างทหารเมียนมากับกองกำลังกะเหรี่ยง แต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจบริเวณชายแดนได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะการค้าขายและการขนส่งสินค้าระหว่างผู้ประกอบการไทยกับเมียนมาที่หยุดชะงัก ไม่มีเรือขนส่งสินค้าเดินทางเข้าออกตามปกติ เหลือเพียงเรือของประชาชนไทยบางส่วนที่ยังออกประกอบอาชีพในเขตลำน้ำสาละวินฝั่งไทย

ด้านเจ้าหน้าที่ทหารพรานจากกรมทหารพรานที่ 36 ยังคงปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนและตรึงกำลังตามแนวชายแดน พร้อมเพิ่มความเข้มงวดในการดูแลความปลอดภัยให้ประชาชน ร้านค้า และชุมชนริมแม่น้ำสาละวิน เพื่อป้องกันผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบที่อาจเกิดขึ้นอีก

สรุปข่าว

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว โทรหารัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา ขอหลีกเลี่ยงใช้อาวุธใกล้ชายแดนไทย หลังเหตุทิ้งระเบิด 2 ลูก กระทบบ้านแม่สามแลบ จ.แม่ฮ่องสอน จนการค้าชายแดนชะงัก เตรียมเยือนเมียนมา 12 พ.ย. ขณะที่ สมช. ยืนยันกองทัพพร้อมรับมือและจัดแผนอพยพประชาชน

รัฐบาลไทยเดินหน้าใช้กลไกการทูตและความร่วมมือด้านความมั่นคง เพื่อป้องกันผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบบริเวณชายแดนไทย–เมียนมา หลังเกิดเหตุเครื่องบินทหารเมียนมาทิ้งระเบิดโจมตีฐานที่มั่นของกองกำลังกะเหรี่ยงฝั่งตรงข้ามจังหวัดแม่ฮ่องสอน จนแรงระเบิดส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนประชาชนฝั่งไทย โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้โทรศัพท์หารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา ขอให้หลีกเลี่ยงปฏิบัติการทางทหารใกล้ชายแดน พร้อมเตรียมเดินทางเยือนเมียนมาในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2569

ขณะเดียวกัน สถานการณ์บริเวณบ้านแม่สามแลบ อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ยังคงส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดนและการขนส่งสินค้าทางแม่น้ำสาละวิน แม้จะไม่มีรายงานการสู้รบเพิ่มเติมในพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่ทหารพรานยังคงลาดตระเวนและดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด ขณะที่สภาความมั่นคงแห่งชาติยืนยันว่า กองทัพไทยได้จัดเตรียมกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และแผนอพยพประชาชนไว้รองรับสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว

บ้านแม่สามแลบการค้าชะงัก หลังเมียนมาทิ้งระเบิด 2 ลูก

บรรยากาศบริเวณบ้านแม่สามแลบ ตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ยังคงเงียบเหงา หลังเกิดเหตุการณ์กองทัพเมียนมาส่งเครื่องบินปฏิบัติการโจมตีฐานที่มั่นของกองกำลังกะเหรี่ยง KNU ฝั่งตรงข้ามหมู่บ้านแม่สามแลบ โดยมีการทิ้งระเบิดจำนวน 2 ลูก ส่งผลให้แรงระเบิดข้ามมายังฝั่งไทยและสร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่

แม้สถานการณ์ล่าสุดจะยังไม่มีรายงานการสู้รบเพิ่มเติมระหว่างทหารเมียนมากับกองกำลังกะเหรี่ยง แต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจบริเวณชายแดนได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะการค้าขายและการขนส่งสินค้าระหว่างผู้ประกอบการไทยกับเมียนมาที่หยุดชะงัก ไม่มีเรือขนส่งสินค้าเดินทางเข้าออกตามปกติ เหลือเพียงเรือของประชาชนไทยบางส่วนที่ยังออกประกอบอาชีพในเขตลำน้ำสาละวินฝั่งไทย

ด้านเจ้าหน้าที่ทหารพรานจากกรมทหารพรานที่ 36 ยังคงปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนและตรึงกำลังตามแนวชายแดน พร้อมเพิ่มความเข้มงวดในการดูแลความปลอดภัยให้ประชาชน ร้านค้า และชุมชนริมแม่น้ำสาละวิน เพื่อป้องกันผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบที่อาจเกิดขึ้นอีก

อบต.แม่สามแลบ เสนอพื้นที่ปลอดภัยลึก 10 กิโลเมตร

นายพงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สามแลบ ได้จัดทำจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ขอให้เร่งประสานหารือกับรัฐบาลเมียนมา เพื่อยุติการโจมตีทางอากาศและการใช้อาวุธที่อาจส่งผลกระทบข้ามพรมแดนมายังประเทศไทย

ข้อเสนอสำคัญคือการกำหนดพื้นที่ปลอดภัย หรือ Safety Zone และระเบียงมนุษยธรรมในฝั่งเมียนมา โดยให้มีระยะลึกจากแนวชายแดนไทย–เมียนมาประมาณ 10 กิโลเมตร เพื่อลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทั้งสองประเทศ รวมถึงบรรเทาผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพของชุมชนชายแดน

นอกจากนี้ ยังเสนอให้คำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และการจัดระบบช่วยเหลือผู้พลัดถิ่นจากสถานการณ์ความไม่สงบ เพื่อให้การดูแลด้านมนุษยธรรมดำเนินไปอย่างปลอดภัย โดยไม่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศไทย

สีหศักดิ์ต่อสายรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา ขอเลี่ยงใช้อาวุธใกล้ไทย

กระทรวงการต่างประเทศเปิดเผยว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง ครั้งที่ 11 ระหว่างวันที่ 2–4 พฤศจิกายน 2569 ได้โทรศัพท์หารือกับนายติน หม่อง ชเว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมียนมา

การหารือดังกล่าว ฝ่ายไทยได้แสดงความห่วงกังวลต่อปฏิบัติการทางทหารของกองทัพเมียนมาในพื้นที่ใกล้ชายแดน หลังเกิดผลกระทบข้ามพรมแดนมายังประเทศไทย โดยเน้นย้ำว่าการใช้กำลังทางทหาร โดยเฉพาะเครื่องบินโจมตี ควรดำเนินการให้ห่างจากแนวชายแดนไทยมากที่สุด เพื่อป้องกันอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

รัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาได้รับทราบข้อห่วงกังวลของฝ่ายไทย และระบุว่าจะนำเรื่องดังกล่าวรายงานให้ผู้นำเมียนมารับทราบ พร้อมยืนยันว่าที่ผ่านมาเมียนมาพยายามหลีกเลี่ยงการปฏิบัติการที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทย

ฝ่ายไทยย้ำถึงความสำคัญของการประสานงานระหว่างสองประเทศ เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่อาจกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน และรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน

เตรียมเยือนเมียนมา 12 พ.ย. ก่อนประชุมสุดยอดอาเซียน

นายสีหศักดิ์เปิดเผยเพิ่มเติมว่า มีกำหนดเดินทางเยือนเมียนมาในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2569 เพื่อพบหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมียนมา โดยอยู่ระหว่างประสานกำหนดการเข้าพบมิน อ่อง หล่าย ผู้นำเมียนมา เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ภายในประเทศและความมั่นคงตามแนวชายแดน

การเดินทางครั้งนี้จะเกิดขึ้นก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ระหว่างวันที่ 15–17 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งไทยต้องการเห็นเมียนมาลดระดับความรุนแรง และสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจรจาสันติภาพภายในประเทศ

ทั้งนี้ ไทยพร้อมสนับสนุนและประสานความร่วมมือภายใต้กรอบอาเซียน เพื่อให้เมียนมาสามารถกลับมามีบทบาทในกระบวนการความร่วมมือระดับภูมิภาคได้อย่างเหมาะสม แต่ฝ่ายเมียนมาจำเป็นต้องแสดงความร่วมมือและดำเนินมาตรการลดความรุนแรงอย่างเป็นรูปธรรมด้วย

สมช.ยืนยันกองทัพพร้อมรับมือ จัดกำลังและแผนอพยพประชาชน

พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. เปิดเผยถึงการติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย–เมียนมา โดยเฉพาะพื้นที่เมืองเมียวดีของเมียนมา ซึ่งอยู่ตรงข้ามอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ว่ากองทัพไทยได้ดำเนินมาตรการเฝ้าระวังตามขั้นตอนอย่างต่อเนื่อง

ขณะนี้มีการจัดกำลังพลและยุทโธปกรณ์เข้าประจำพื้นที่ พร้อมเตรียมแผนอพยพประชาชนหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน โดยให้หน่วยงานความมั่นคงประสานการปฏิบัติงานร่วมกับฝ่ายปกครองในพื้นที่อย่างใกล้ชิด ขณะที่กระทรวงมหาดไทยได้เข้าดำเนินการช่วยเหลือและเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชน

นอกจากนี้ ไทยได้ส่งหนังสือประท้วงไปยังทางการเมียนมาผ่านหลายช่องทาง ทั้งกระทรวงการต่างประเทศ กองทัพไทย และสภาความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อให้ฝ่ายเมียนมาเพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติการทางทหารบริเวณชายแดน

ล่าสุด พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้เชิญผู้ช่วยทูตทหารเมียนมาเข้าหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยฝ่ายเมียนมาได้รับทราบข้อห่วงกังวลของไทยและรับปากว่าจะนำไปดำเนินการ

เลขาธิการ สมช. ระบุว่า ที่ผ่านมาเมียนมาให้ความร่วมมือในการประสานงานด้วยดี อย่างไรก็ตาม การใช้อาวุธในพื้นที่ใกล้แนวชายแดนยังมีความเสี่ยง เนื่องจากความคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยอาจทำให้กระสุนปืนครกตกข้ามมายังฝั่งไทยได้

ด้วยเหตุนี้ กองทัพไทยจึงได้รับการกำชับให้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของประชาชน พร้อมติดตามสถานการณ์และประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

สำหรับความเคลื่อนไหวที่ต้องติดตามต่อจากนี้ คือการเดินทางเยือนเมียนมาของนายสีหศักดิ์ในวันที่ 12 พฤศจิกายน ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการหารือโดยตรงถึงมาตรการลดผลกระทบจากการสู้รบ การรักษาความปลอดภัยตามแนวชายแดน และแนวทางสนับสนุนกระบวนการสันติภาพ ก่อนนำประเด็นที่เกี่ยวข้องเข้าสู่การหารือในกรอบอาเซียนต่อไป

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : โฆษกกองทัพบก

บรรณาธิการออนไลน์