
พัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า เช็กพื้นที่เสี่ยงภัย-ปริมาณฝนตกทั่วประเทศ
เพราะเรื่องฟ้าฝนและภัยธรรมชาติเป็นเรื่องที่ติดตามยากกว่าที่คิด การมีข้อมูลที่แม่นยำและเข้าถึงง่ายจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเพื่อรับมือได้ทันเวลา โดยเฉพาะระบบเตือนภัยล่วงหน้าเพื่อเตรียมพร้อมรับมือความปลอดภัยได้อย่างทันท่วงที
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา พัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า ผ่านเว็บไซต์ clpp-radar.onwr.go.th ติดตามเรดาร์และปริมาณฝนตกทั่วประเทศ พร้อมวิเคราะห์ประเมินพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้ประชาชนเข้าใจง่ายและเข้าถึงได้ตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ป้องกันผลกระทบได้ทันท่วงที
สรุปข่าว
พัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า เช็กพื้นที่เสี่ยงภัย-ปริมาณฝนตกทั่วประเทศ
เพราะเรื่องฟ้าฝนและภัยธรรมชาติเป็นเรื่องที่ติดตามยากกว่าที่คิด การมีข้อมูลที่แม่นยำและเข้าถึงง่ายจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเพื่อรับมือได้ทันเวลา โดยเฉพาะระบบเตือนภัยล่วงหน้าเพื่อเตรียมพร้อมรับมือความปลอดภัยได้อย่างทันท่วงที
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา พัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า ผ่านเว็บไซต์ clpp-radar.onwr.go.th ติดตามเรดาร์และปริมาณฝนตกทั่วประเทศ พร้อมวิเคราะห์ประเมินพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้ประชาชนเข้าใจง่ายและเข้าถึงได้ตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ป้องกันผลกระทบได้ทันท่วงที
นายฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะ รองโฆษก สทนช. เปิดเผยถึงที่มาของการพัฒนาระบบติดตามสภาพอากาศผ่านเว็บไซต์ clpp-radar.onwr.go.th ว่า เป็นผลสืบเนื่องจากความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง สทนช. และกรมอุตุนิยมวิทยา aผ่านโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการการประยุกต์ใช้ข้อมูลอุตุนิยมวิทยาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งในระยะที่ 2 ได้ดำเนินการแล้วเสร็จไปเมื่อวันที่ 19-20 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา
นำข้อมูลเรดาร์คอมโพสิต มาแสดงร่วมกับการประมาณฝนสะสมล่วงหน้า 3 ชั่วโมง
ทั้งสองหน่วยงานได้ร่วมกันแลกเปลี่ยน เชื่อมโยง และบูรณาการข้อมูล ตลอดจนสนับสนุนการปฏิบัติงานตามภารกิจให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) การใช้ข้อมูลร่วมกันระหว่าง สทนช. กรมอุตุนิยมวิทยา และกรมฝนหลวงและการบินเกษตร โดยระบบดังกล่าวได้นำข้อมูลเรดาร์คอมโพสิต (Radar Composite) ที่กรมอุตุนิยมวิทยาวิเคราะห์มาแสดงร่วมกับการประมาณการฝนสะสมล่วงหน้า 3 ชั่วโมง เชื่อมโยงกับข้อมูลตรวจวัดปริมาณน้ำฝนจริงจากสถานีตรวจวัดทั่วประเทศผ่าน nationalthaiwater.onwr.go.th
สำหรับการทำงานของสถานีเรดาร์ตรวจอากาศโดยทั่วไปจะส่งคลื่นวิทยุออกไปในอากาศ เมื่อไปกระทบกับหยดน้ำหรือเม็ดฝนในกลุ่มเมฆแล้วจะสะท้อนกลับมาที่จานรับสัญญาณ หากสะท้อนกลับมาแรง แสดงว่าบริเวณนั้นมีฝนตกหนัก ซึ่งการใช้สถานีเรดาร์เดี่ยว มีข้อจำกัดทั้งเรื่องรัศมีการตรวจวัดที่ครอบคลุมเพียง 120-240 กิโลเมตรเท่านั้น
การมีแนวเทือกเขาหรือสิ่งปลูกสร้างบังกลายเป็นจุดอับสัญญาณ มองไม่เห็นกลุ่มฝน และการที่ไม่สามารถมองเห็นภาพรวมทั้งประเทศได้พร้อมกัน ทำให้ยากต่อการวิเคราะห์สภาพอากาศในภาพรวม
ดังนั้น การนำเรดาร์คอมโพสิตมาใช้ จึงเป็นการนำข้อมูลภาพจากสถานีเรดาร์ของกรมอุตุนิยมวิทยาทั้ง 23 สถานีทั่วประเทศ มาประมวลผลผ่านระบบคอมพิวเตอร์เพื่อตัดสัญญาณรบกวนและแก้ไขจุดอับสัญญาณ รวมทั้งผสานส่วนที่ทับซ้อนกันจนเชื่อมโยงเป็นภาพผืนใหญ่ผืนเดียวแบบไร้รอยต่อ ทำให้สามารถมองเห็นทิศทางการเคลื่อนตัวของพายุและกลุ่มฝนได้ทั่วประเทศในทันที
ประชาชนเป็นศูนย์กลางเพื่อให้ใช้งานและเข้าใจได้ง่ายที่สุด
รองโฆษก สทนช. กล่าวเน้นย้ำว่า การออกแบบระบบดังกล่าวเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลางเพื่อให้ใช้งานและเข้าใจได้ง่ายที่สุด ผ่านการแสดงระดับความรุนแรงของฝนด้วยแถบสีมาตรฐานเดียวกับกรมอุตุนิยมวิทยา เริ่มตั้งแต่สีเขียวสำหรับฝนเบาบาง สีเหลืองแทนฝนปานกลาง สีส้มและสีแดงหมายถึงฝนตกหนัก ไปจนถึงสีม่วงและสีชมพูสำหรับฝนตกหนักมาก ซึ่งระบบรองรับการใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือ สามารถติดตามข้อมูลสถานการณ์ฝนได้ทันที และมีปุ่มระบุ “ตำแหน่งของฉัน” ที่ช่วยประเมินได้ว่าจุดที่ยืนอยู่จะมีฝนตกในอีกกี่นาทีและตกหนักเพียงใด ด้วยข้อความภาษาไทยที่ชัดเจน
คาดการณ์ฝนล่วงหน้าได้ลึกถึงระดับตำบล อำเภอ และจังหวัด
นอกจากนี้ ระบบยังคาดการณ์ฝนล่วงหน้าได้ลึกถึงระดับตำบล อำเภอ และจังหวัด พร้อมแสดงชั้นข้อมูลเสี่ยงภัย เช่น พื้นที่เสี่ยงดินถล่ม พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก เพื่อช่วยให้ประชาชนใช้วางแผนในการเดินทาง หน่วยงานระดับท้องถิ่นสามารถใช้เตรียมพร้อมและเตือนภัยล่วงหน้า รวมทั้งหน่วยงานบริหารจัดการน้ำ สามารถใช้ข้อมูลแบบใกล้เคียงเวลาจริง เพื่อบริหารจัดการน้ำทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤติได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ลดผลกระทบและปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างทันท่วงที
ที่มาชื่อเว็บไซต์ “clpp-radar”
ทั้งนี้ ชื่อเว็บไซต์ “clpp-radar” มีที่มาจากการต่อยอดชื่อ “อาคารชลพิพัฒน์ (Chonlapiphat)” อาคารที่ทำการของ สทนช. ซึ่งได้รับพระราชทานชื่ออาคารจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 มีความหมายว่า “อาคารเป็นที่บริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้วิวัฒนาก้าวหน้าไปอย่างมีประสิทธิภาพ”
สทนช. จึงได้นำชื่ออันเป็นสิริมงคลนี้มาตั้งเป็นชื่อระบบ เพื่อมุ่งมั่นบริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน จึงขอเชิญชวนประชาชนและหน่วยงานเข้าใช้บริการ ระบบติดตามสภาพอากาศผ่านเว็บไซต์ clpp-radar.onwr.go.th ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
- สัญญาณเตือนภัย! ปภ.แนะจุดสังเกตน้ำป่าหลาก-ดินโคลนถล่ม
- เช็กด่วน! สทนช. เปิดพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม-น้ำป่า-ดินโคลนถล่ม 9-13 ก.ย.
- อุตุฯ เตือนฝนตกหนักมาก เช็กเลยพื้นที่ไหนเสี่ยง? น้ำท่วมฉับพลัน –น้ำหลาก
- แม่สายฝนยังตก! จับตาระดับน้ำยังไม่วิกฤติ หวั่นมวลน้ำต้นน้ำเพิ่มระดับ
- “มวลอากาศเย็น” กลางก.ย. ดันร่องฝนพาดไทยตอนบน 7-21 ก.ย. ทั่วไทยฝนชุกต่อเนื่อง
ที่มาข้อมูล : สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ
ที่มารูปภาพ : Thai News Pix
อดีตนักข่าวการเมืองภาคสนาม ติ่งเกาหลีที่ชอบดูฟุตบอล เป็นสายมูและทาสแมว
