ปภ. เฝ้าระวังน้ำป่า 18-21 ส.ค. สั่งคุมเข้มน้ำตก-ถ้ำ 24 ชั่วโมง

Share on Line Share on Facebook Share on X
ปภ. เฝ้าระวังน้ำป่า 18-21 ส.ค. สั่งคุมเข้มน้ำตก-ถ้ำ 24 ชั่วโมง

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ยกระดับการติดตามสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ หลังภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนมีฝนตกหนักต่อเนื่อง พร้อมกำชับจังหวัดเตรียมรับมือความเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติประเภทน้ำตกและถ้ำ รวมถึงพื้นที่ริมแม่น้ำโขงที่ระดับน้ำมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

วันที่ 16 สิงหาคม 2569 เวลา 15.00 น. นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์สาธารณภัย หรือ Situation Awareness Team (SAT) ณ ห้องประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ โดยมีผู้บริหารส่วนกลาง ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต และสำนักงาน ปภ.จังหวัด เข้าร่วมทั้งในที่ประชุมและผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

นายชัยรัตน์ระบุว่า หลายพื้นที่มีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยามีประกาศเตือนฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทยตอนบน จากร่องมรสุมที่จะพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนในช่วงวันที่ 18-21 สิงหาคม 2569 ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ พื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่มต่ำ

ขณะเดียวกัน ระดับน้ำในแม่น้ำโขงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ปภ.จึงกำชับให้พื้นที่ลุ่มต่ำและชุมชนริมฝั่งแม่น้ำติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมตรวจสอบความมั่นคงของพนังกั้นน้ำ เขื่อน ประตูระบายน้ำ เครื่องสูบน้ำ และระบบระบายน้ำ รวมถึงแจ้งผู้ประกอบการริมแม่น้ำและผู้ประกอบการเรือให้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์

สรุปข่าว

ปภ.เตือนช่วง 18-21 ส.ค. 2569 ไทยตอนบนเสี่ยงฝนหนัก น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก กำชับจังหวัดตั้ง War room พร้อมตรวจสอบน้ำตก-ถ้ำ หากพบความเสี่ยงให้ปิดพื้นที่และจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง ขณะที่พื้นที่ริมโขงเตรียมรับระดับน้ำที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ยกระดับการติดตามสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ หลังภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนมีฝนตกหนักต่อเนื่อง พร้อมกำชับจังหวัดเตรียมรับมือความเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติประเภทน้ำตกและถ้ำ รวมถึงพื้นที่ริมแม่น้ำโขงที่ระดับน้ำมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

วันที่ 16 สิงหาคม 2569 เวลา 15.00 น. นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์สาธารณภัย หรือ Situation Awareness Team (SAT) ณ ห้องประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ โดยมีผู้บริหารส่วนกลาง ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต และสำนักงาน ปภ.จังหวัด เข้าร่วมทั้งในที่ประชุมและผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

นายชัยรัตน์ระบุว่า หลายพื้นที่มีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยามีประกาศเตือนฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทยตอนบน จากร่องมรสุมที่จะพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนในช่วงวันที่ 18-21 สิงหาคม 2569 ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ พื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่มต่ำ

ขณะเดียวกัน ระดับน้ำในแม่น้ำโขงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ปภ.จึงกำชับให้พื้นที่ลุ่มต่ำและชุมชนริมฝั่งแม่น้ำติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมตรวจสอบความมั่นคงของพนังกั้นน้ำ เขื่อน ประตูระบายน้ำ เครื่องสูบน้ำ และระบบระบายน้ำ รวมถึงแจ้งผู้ประกอบการริมแม่น้ำและผู้ประกอบการเรือให้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์

เชียงรายเร่งระบายน้ำ ติดตั้งสะพานเบลีย์

สำหรับสถานการณ์ในจังหวัดเชียงราย ฝนตกหนักส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอเทิง สำนักงาน ปภ.จังหวัดเชียงรายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าช่วยเหลือประชาชนยกสิ่งของขึ้นที่สูง พร้อมเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่

ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 15 เชียงราย สนับสนุนเครื่องสูบน้ำขนาด 14 นิ้ว จำนวน 1 เครื่อง รถเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัย 1 คัน รถกู้ภัยเคลื่อนที่เร็วพร้อมอุปกรณ์ 1 คัน และกำลังเจ้าหน้าที่

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดตั้งสะพานเบลีย์ชั่วคราวเชื่อมระหว่างตำบลแม่พริกกับตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย ทดแทนสะพานเดิมที่ได้รับความเสียหายบริเวณฐานและโครงสร้างจากกระแสน้ำไหลเชี่ยว โดยคาดว่าจะติดตั้งแล้วเสร็จภายในวันที่ 20 สิงหาคม 2569

น้ำป่าหลากน้ำตกแม่สา บาดเจ็บ 2 ราย

ส่วนจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2569 เกิดน้ำป่าไหลหลากบริเวณน้ำตกแม่สา อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ตำบลแม่สา อำเภอแม่ริม มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย

สำนักงาน ปภ.จังหวัดเชียงใหม่ อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย หน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ ขณะที่อุทยานฯ ประกาศปิดพื้นที่น้ำตกแม่สาเป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม ปัจจุบันสถานการณ์ในพื้นที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว

สุโขทัยเหลือน้ำท่วม 1 หมู่บ้าน 13 คนได้รับผลกระทบ

จังหวัดสุโขทัยยังมีสถานการณ์อุทกภัยในอำเภอกงไกรลาศ จำนวน 1 ตำบล 1 หมู่บ้าน มีประชาชนได้รับผลกระทบ 4 ครัวเรือน รวม 13 คน อย่างไรก็ตาม ระดับน้ำลดลงและประชาชนสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติแล้ว โดยหน่วยงานในพื้นที่ยังคงช่วยเหลือยกสิ่งของขึ้นที่สูงและเร่งระบายน้ำ

จังหวัดยังวางแผนบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก เนื่องจากปริมาณน้ำในพื้นที่อยู่ในระดับน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลย้อนหลัง 6 ปี เพื่อสำรองและบริหารน้ำรองรับช่วงฤดูแล้งในระยะต่อไป

สั่งจังหวัดตั้ง War room เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง

ปภ.กำชับจังหวัดที่กำลังเผชิญสถานการณ์ให้จัดตั้ง War room เป็นศูนย์ติดตามและประเมินสถานการณ์ เพื่อสนับสนุนผู้ว่าราชการจังหวัดในการสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเร่งดำเนินการด้านเอกสารในพื้นที่ที่มีการประกาศเขตประสบสาธารณภัยหรือเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน เพื่อให้สามารถสนับสนุนเครื่องจักรกลสาธารณภัยได้อย่างรวดเร็วตามระเบียบ

อีกมาตรการสำคัญคือให้จังหวัดรวบรวมข้อมูล น้ำตกและถ้ำ ในพื้นที่ ประสานกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ตรวจสอบความเสี่ยงและแผนเฝ้าระวัง พร้อมจัดเตรียมจุดรักษาพยาบาลและพื้นที่ปลอดภัยสำหรับรองรับกรณีฉุกเฉิน

หากประเมินแล้วพบว่าแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติมีความเสี่ยง ให้หน่วยงานรับผิดชอบแจ้งเตือน ปิดกั้นพื้นที่และห้ามบุคคลหรือนักท่องเที่ยวเข้า พร้อมจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง ตลอด 24 ชั่วโมง

ด้านการแจ้งเตือนประชาชน ปภ.ให้จังหวัดใช้ทุกช่องทางที่มี ทั้งระบบ Cell Broadcast หอกระจายข่าว วิทยุสื่อสาร สื่อสังคมออนไลน์ และช่องทางราชการ โดยต้องแจ้งข้อมูลพื้นที่เสี่ยง ระดับน้ำ จุดอพยพ ศูนย์พักพิงชั่วคราว จุดจอดรถ และเส้นทางอพยพอย่างต่อเนื่อง

พร้อมกันนี้ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตต้องเตรียมกำลังพล เครื่องจักรกลและทรัพยากรให้พร้อมปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถนำทรัพยากรเข้าสู่พื้นที่เสี่ยงล่วงหน้าตามแผนเผชิญเหตุของจังหวัด โดยให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : ปภ.

บรรณาธิการออนไลน์