
จากกรณีรัฐบาลเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2569 ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งเกิดความเข้าใจว่าเป็นโครงการที่รัฐบาลจะโอนเงินหรือช่วยจ่ายดอกเบี้ยให้ประชาชนโดยตรง ขณะที่บางส่วนเข้าใจว่าเงินเพิ่มทุน 30,000–150,000 บาท เป็นเงินที่สมาชิกกองทุนจะได้รับ
แต่ข้อเท็จจริงคือ โครงการนี้ไม่ได้แจกเงินให้ประชาชนเป็นรายบุคคล และสมาชิกไม่สามารถลงทะเบียนเพื่อรับเงิน 30,000–150,000 บาทโดยตรงได้
รายงานพิเศษนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” คืออะไร ใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์ กองทุนต้องทำอย่างไร และเงินเพิ่มทุนที่รัฐบาลจัดสรรให้กองทุนคำนวณอย่างไร
สรุปข่าว
จากกรณีรัฐบาลเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2569 ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งเกิดความเข้าใจว่าเป็นโครงการที่รัฐบาลจะโอนเงินหรือช่วยจ่ายดอกเบี้ยให้ประชาชนโดยตรง ขณะที่บางส่วนเข้าใจว่าเงินเพิ่มทุน 30,000–150,000 บาท เป็นเงินที่สมาชิกกองทุนจะได้รับ
แต่ข้อเท็จจริงคือ โครงการนี้ไม่ได้แจกเงินให้ประชาชนเป็นรายบุคคล และสมาชิกไม่สามารถลงทะเบียนเพื่อรับเงิน 30,000–150,000 บาทโดยตรงได้
รายงานพิเศษนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” คืออะไร ใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์ กองทุนต้องทำอย่างไร และเงินเพิ่มทุนที่รัฐบาลจัดสรรให้กองทุนคำนวณอย่างไร
“ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” คืออะไร?
คำว่า “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ไม่ได้หมายถึงรัฐบาลจะโอนเงินครึ่งหนึ่งของดอกเบี้ยเข้าบัญชีสมาชิก หรือรัฐบาลจะนำเงินไปจ่ายหนี้ให้สมาชิกโดยตรง
แต่หมายถึง กองทุนที่เข้าร่วมโครงการต้องลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้บัญชีที่ 1 ให้แก่สมาชิกอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บตามสัญญา
พูดง่าย ๆ คือ หากสมาชิกมีสัญญากู้เงินกับกองทุน และกองทุนเข้าร่วมโครงการ กองทุนจะต้องดำเนินการจัดทำหรือปรับปรุงสัญญา เพื่อให้สมาชิกได้รับการลดดอกเบี้ยตามหลักเกณฑ์ของโครงการ
เมื่อกองทุนลดดอกเบี้ยให้สมาชิกแล้ว รัฐบาลจึงจัดสรร เงินเพิ่มทุนให้แก่กองทุน ตามยอดดอกเบี้ยรวมที่กองทุนปรับลดให้สมาชิกในรอบสัญญาของปีบัญชีปัจจุบัน
ดังนั้น ผู้ได้รับเงินเพิ่มทุนจากรัฐบาลคือ “กองทุน” ไม่ใช่สมาชิกแต่ละราย
เงิน 30,000 - 150,000 บาท คืออะไร?
ตัวเลขที่หลายคนอาจเข้าใจว่าเป็นเงินที่รัฐบาลแจกให้ประชาชน แท้จริงแล้วเป็น วงเงินเพิ่มทุนที่รัฐบาลจัดสรรให้แก่กองทุนที่เข้าร่วมโครงการ
การจัดสรรใช้เกณฑ์แบบขั้นบันได โดยพิจารณาจากยอดดอกเบี้ยรวมที่กองทุนลดให้แก่สมาชิก ดังนี้
- ยอดดอกเบี้ยรวม ไม่เกิน 30,000 บาท ได้รับเงินเพิ่มทุน 30,000 บาท
- ยอดดอกเบี้ยรวม มากกว่า 30,000 - 50,000 บาท ได้รับเงินเพิ่มทุน 50,000 บาท
- ยอดดอกเบี้ยรวม มากกว่า 50,000 - 70,000 บาท ได้รับเงินเพิ่มทุน 70,000 บาท
- ยอดดอกเบี้ยรวม มากกว่า 70,000 - 90,000 บาท ได้รับเงินเพิ่มทุน 90,000 บาท
- ยอดดอกเบี้ยรวม มากกว่า 90,000 - 120,000 บาท ได้รับเงินเพิ่มทุน 120,000 บาท
- ยอดดอกเบี้ยรวม มากกว่า 120,000 บาท ได้รับเงินเพิ่มทุนสูงสุด 150,000 บาท
จึงต้องย้ำว่า ตัวเลข 30,000 - 150,000 บาท ไม่ใช่วงเงินที่สมาชิกแต่ละคนจะได้รับ
ใครเป็นผู้ยื่นขอเข้าร่วมโครงการ?
อีกประเด็นสำคัญคือ สมาชิกไม่ใช่ผู้ยื่นคำขอเข้าร่วมโครงการด้วยตนเอง
ผู้ที่ต้องยื่นคำขอคือ กองทุน ได้แก่ กองทุนหมู่บ้าน กองทุนชุมชนเมือง และกองทุนชุมชนทหารที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์
เมื่อกองทุนสมัครและผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติแล้ว จึงต้องดำเนินการจัดทำหรือปรับปรุงสัญญาเงินกู้ เพื่อให้สมาชิกได้รับการลดอัตราดอกเบี้ยตามเงื่อนไขของโครงการ
กองทุนที่จะเข้าร่วม ต้องมีคุณสมบัติอะไร?
กองทุนที่จะเข้าร่วมโครงการต้องมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยมีเงื่อนไขสำคัญ ได้แก่
1. ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล
กองทุนต้องมีสถานะเป็นนิติบุคคลตามหลักเกณฑ์ของโครงการ
2. มีคณะกรรมการบริหาร
ต้องมีคณะกรรมการบริหารกองทุนตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง
3. ส่งรายงานงบการเงินต่อเนื่อง
ต้องส่งรายงานงบการเงินต่อสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ หรือ สทบ. ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 2 ปี
4. สมาชิกต้องมีมติเห็นชอบ
การเข้าร่วมโครงการต้องได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกของกองทุนตามหลักเกณฑ์
งบประมาณโครงการ 4,452 ล้านบาท ใช้ทำอะไร?
รัฐบาลจัดสรรวงเงินรวม 4,452 ล้านบาท สำหรับโครงการ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มทุนให้แก่กองทุนที่เข้าร่วมโครงการ และสนับสนุนกลไกการลดต้นทุนทางการเงินให้แก่สมาชิกผ่านกองทุน
หลักการสำคัญจึงไม่ใช่การนำเงินงบประมาณไปโอนให้ประชาชนเป็นรายบุคคล แต่เป็นการใช้ กลไกของกองทุน เพื่อช่วยลดภาระดอกเบี้ยและเพิ่มเงินทุนให้กองทุนสามารถดำเนินงานต่อไปได้
โครงการนี้ช่วยประชาชนอย่างไร?
รัฐบาลระบุว่า เป้าหมายของโครงการคือการ เพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบด้วยต้นทุนที่เหมาะสม เพื่อนำเงินไปประกอบอาชีพ สร้างรายได้ และลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ
ดังนั้น ประโยชน์ที่สมาชิกได้รับจากโครงการจึงอยู่ที่ การลดภาระดอกเบี้ยเงินกู้ หากกองทุนที่สมาชิกสังกัดเข้าร่วมโครงการและดำเนินการตามหลักเกณฑ์ ไม่ใช่การได้รับเงินสดจากรัฐบาลโดยตรง
ระวัง! อย่าหลงเชื่อลิงก์ลงทะเบียนรับเงิน 30,000–150,000 บาท
รัฐบาลเตือนประชาชนให้ระมัดระวังข้อความหรือเว็บไซต์ที่อ้างว่าสามารถลงทะเบียนรับเงิน 30,000–150,000 บาท จากโครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ได้โดยตรง
เนื่องจากเงินจำนวนดังกล่าวเป็น เงินเพิ่มทุนที่จัดสรรให้แก่กองทุน ไม่ใช่เงินที่สมาชิกสามารถลงทะเบียนขอรับเป็นรายบุคคล
หากต้องการตรวจสอบข้อมูล ควรสอบถาม คณะกรรมการกองทุนในพื้นที่ หรือสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.)
สทบ. ทั้ง 14 สาขาเขต สามารถติดต่อได้ที่ 02-100-4209 ต่อ 1702–1712
สรุป “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ต้องเข้าใจอย่างไร?
สรุปให้เข้าใจง่ายที่สุดคือ
รัฐบาลไม่ได้แจกเงิน 30,000 - 150,000 บาทให้สมาชิก
แต่รัฐบาลใช้เงินเพื่อ เพิ่มทุนให้กองทุน ที่เข้าร่วมโครงการ ขณะที่กองทุนต้องนำกลไกดังกล่าวมาเชื่อมกับการ ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้บัญชีที่ 1 ให้สมาชิกอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ตามหลักเกณฑ์
ดังนั้น หากเป็นสมาชิกกองทุนหมู่บ้าน กองทุนชุมชนเมือง หรือกองทุนชุมชนทหาร และต้องการทราบว่าจะได้รับประโยชน์จากโครงการหรือไม่ สิ่งแรกที่ควรทำคือ ตรวจสอบว่ากองทุนของตนเข้าร่วมโครงการแล้วหรือยัง เพราะการมีชื่อเป็นสมาชิกในฐานข้อมูลกว่า 12 ล้านคนไม่ได้หมายความว่าจะได้รับสิทธิโดยอัตโนมัติ
- “ไทยช่วยไทย x Local Low Cost” เริ่ม 1–15 ส.ค. ลดราคาสินค้าสูงสุด 60%
- เอาจริง! "สุขสมรวย" ล้างบางทุจริต "กองทุนหมู่บ้านฯ" เปิดวอร์รูมรับแจ้งเบาะแส
- แจกโค้ดส่วนลด 100 บาท 500,000 สิทธิ์ "ศุภจี" ดันสินค้า SME ไทย ลงแพลต์ฟอร์มไทย ไม่เก็บค่า GP พร้อมคูปองส่งฟรี
- คิกออฟ “ไทยช่วยไทย” ดันสินค้า SME กว่า 2,000 ราย ขึ้นแพลตฟอร์มออนไลน์
- "พาณิชย์" แจกโค้ดส่วนลด 500,000 สิทธิ์ ชอปออนไลน์สินค้าพรีเมียม SME
ที่มาข้อมูล : รัฐบาลไทย
ที่มารูปภาพ : Getty Images
นักข่าวสายโซเชียล รายงานข่าวประเด็นสังคมและความเคลื่อนไหว เน้นการนำเสนอการสรุปข้อมูลที่รวดเร็ว ชัดเจน และเข้าใจง่าย
