พ่างตงไหล เชนค้าปลีกจากเมืองเล็กที่คนจีนในเมืองใหญ่ต้องแย่งกันซื้อ (ตอน 3)

Share on Line Share on Facebook Share on X
พ่างตงไหล เชนค้าปลีกจากเมืองเล็กที่คนจีนในเมืองใหญ่ต้องแย่งกันซื้อ (ตอน 3)

อีกตัวอย่างหนึ่งที่ผมแอบชื่นชมในบริการที่รอบด้านก็คือ เมื่อมีฝนตกกระทันหัน พนักงานก็จะนำพลาสติกไปคลุมรถจักรยานและรถจักรยานไฟฟ้าของลูกค้าที่จอดอยู่ในลานกลางแจ้ง คล้ายกับที่เราเห็นภัตตาคารหรือร้านอาหารจีนนิยมเอาผ้าหรือพลาสติกมาคลุมเสื้อสูทของเราที่วางไว้ที่พนักพิง และเมื่อฝนหยุดตก ก็จะมีเจ้าหน้าที่ยืนรอในลานจอดรถ เพื่อให้บริการถอดพลาสติกคลุมและเช็ดเบาะที่อาจเปียกอีกด้วย 

ด้วยหลักคิดที่ว่า “เราไม่ได้ขายสินค้า แต่ขายความรู้สึกที่ดีเมื่อลูกค้ามาช้อป” จนนำไปสู่บริการที่ยอดเยี่ยมดังกล่าว ทำให้ผมไม่แปลกใจว่า ทำไมคนจีนจำนวนมากยอมเดินทางไกลหลายร้อยกิโลเมตรเพื่อไปช้อปและซึมซับประสบการณ์ดีๆ ที่ช่องทางจัดจำหน่ายสุดฮิตแห่งนี้


สรุปข่าว

พ่างตงไหลสร้างความแตกต่างด้วยการให้ความสำคัญกับ “ความสุขของพนักงาน” และประสบการณ์ของลูกค้า มากกว่าการมุ่งกำไรระยะสั้น บริษัทลงทุนกับบุคลากรทั้งค่าตอบแทน วันหยุด สวัสดิการ และการแบ่งปันผลกำไร จนพนักงานมีความผูกพันและพร้อมส่งต่อบริการที่ดีให้ลูกค้า แนวคิด “พนักงานคือทรัพย์สิน ไม่ใช่ต้นทุน” กลายเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้พ่างตงไหลสร้างผลประกอบการโดดเด่นและเป็นต้นแบบใหม่ของธุรกิจค้าปลีกจีน

อีกตัวอย่างหนึ่งที่ผมแอบชื่นชมในบริการที่รอบด้านก็คือ เมื่อมีฝนตกกระทันหัน พนักงานก็จะนำพลาสติกไปคลุมรถจักรยานและรถจักรยานไฟฟ้าของลูกค้าที่จอดอยู่ในลานกลางแจ้ง คล้ายกับที่เราเห็นภัตตาคารหรือร้านอาหารจีนนิยมเอาผ้าหรือพลาสติกมาคลุมเสื้อสูทของเราที่วางไว้ที่พนักพิง และเมื่อฝนหยุดตก ก็จะมีเจ้าหน้าที่ยืนรอในลานจอดรถ เพื่อให้บริการถอดพลาสติกคลุมและเช็ดเบาะที่อาจเปียกอีกด้วย 

ด้วยหลักคิดที่ว่า “เราไม่ได้ขายสินค้า แต่ขายความรู้สึกที่ดีเมื่อลูกค้ามาช้อป” จนนำไปสู่บริการที่ยอดเยี่ยมดังกล่าว ทำให้ผมไม่แปลกใจว่า ทำไมคนจีนจำนวนมากยอมเดินทางไกลหลายร้อยกิโลเมตรเพื่อไปช้อปและซึมซับประสบการณ์ดีๆ ที่ช่องทางจัดจำหน่ายสุดฮิตแห่งนี้


ขณะเดียวกันก็สะท้อนว่า พ่างตงไหลมีวัฒนธรรมองค์กรที่ “อบอุ่น” และการฝึกอบรมพนักงานอย่างมืออาชีพ ซึ่งแสดงว่านอกจากมีความสามารถสูงแล้ว เจ้าของและคณะผู้บริหารยังเชื่อมั่นในการสร้างและรักษาอัตลักษณ์ของตนเองเอาไว้ ดังสโลแกนที่ว่า “Be you! You are unique and beautiful in your own way. Be you!” 

ประเด็นสำคัญในส่วนนี้ก็คือ ผู้บริหารเชื่อว่า “กำไรเป็นผลลัพธ์ ไม่ใช่เป้าหมาย” จึง “ใส่ใจ” และ “ลงลึก” ในทุกมิติของการบริหารงาน ซึ่งนั่นหมายรวมถึงการสำรวจหน้างานด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง ทำให้พนักงานยึดมั่นในหลักการและพร้อมมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่ลูกค้าอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งช่วยให้บริษัทก้าวข้ามสงครามราคาไปพร้อมกัน

ประการที่ 2 การบริหารงานที่ใช้คนเป็นศูนย์กลาง (Human-Centric) พ่างตงไหลสร้างมาตรฐานใหม่ด้านสวัสดิการและคุณค่าของพนักงาน โดยให้ความสำคัญกับ “ระดับความสุข” ของบุคลากรอย่างยิ่งยวด เพราะผู้ก่อตั้งยึดมั่นในปรัชญาการส่งต่อ “ความสุข” จากภายใน โดยเชื่อว่า “หากพนักงานไม่มีความสุข ย่อมไม่สามารถส่งมอบบริการที่จริงใจให้ลูกค้าได้”

พ่างตงหลายมีหลักคิดที่ว่า “พนักงานคือทรัพย์สิน ไม่ใช่ต้นทุน” จึงเดินหน้าลงทุนกับพนักงานแบบ “สุดทาง” ตามสโลแกนที่ว่า “Authentic: Develop Well-Rounded Individuals Empower Bright and Authentic Lives” (ที่แท้จริง: พัฒนาคนที่มีความรอบด้าน ส่งเสริมชีวิตที่สดใสและแท้จริง) 

เราจึงเห็นบริษัทใส่ใจกับการพัฒนาบุคลากรของพนักงานก่อนสิ่งอื่นใด (Putting People First) ถึงขนาดมีคู่มือปฏิบัติเพื่อเตรียมความพร้อมแก่บุคลากรของตนเองในการให้บริการอย่างมืออาชีพ และให้ความสำคัญกับการสร้างความสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิต (Work-Life Balance) ของพนักงานอย่างจริงจัง รวมทั้งการปฏิบัติกับพนักงานเสมือนสมาชิกครอบครัว 

ยกตัวอย่างเช่น พ่างตงหลายกำหนดชั่วโมงทำงานเพียง 7–8 ชั่วโมงต่อวันน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของธุรกิจค้าปลีกจีน ปิดทุกวันอังคารเพื่อให้พนักงานได้มีเวลาพักผ่อน และห้ามทำงานล่วงเวลาเกินกำหนด 

ขณะเดียวกัน พนักงานยังมีโควต้าวันหยุดพักร้อนประจำปีมากจนน่าอิจฉา จากคำบอกเล่าของพนักงานต้อนรับ ผมได้รับแจ้งว่ามีโควต้าวันลารวมราว 40-50 วันต่อปีไม่รวมวันหยุดปกติ จำแนกเป็นวันลาพักผ่อน (Holiday Leave) 30-40 วัน และวันลาเมื่อไม่มีความสุข (Unhappy Leave) อีก 10 วันเมื่อรู้สึกสภาพจิตใจไม่พร้อมหรือไม่สดชื่น โดยที่ผู้บริหารไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธการลา

นอกจากวันลาเมื่อไม่มีความสุขที่ไม่เคยมีธุรกิจไหนกำหนดใช้มาก่อนแล้ว บริษัทยังกำหนดวันหยุดที่แตกต่างจากธุรกิจค้าปลีกทั่วไป อาทิ การให้ “วันเที่ยว” ของเทศกาลตรุษจีนเป็นวันหยุดเพื่อให้พนักงานได้กลับไปใช้เวลากับครอบครัว ทั้งที่ถือเป็นช่วงทำเงินของธุรกิจค้าปลีก

นอกจากนี้ ยังมีสวัสดิการในเรื่องการเดินทางไปศึกษาดูงานและพักผ่อนทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทีมทำงานที่บรรลุเป้าหมาย หรือชนะในการจัดประกวดแข่งขันภายใน เช่น การนำเสนอความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

ในแง่ของผลตอบแทน บริษัทให้เงินเดือนสูงกว่าค่าเฉลี่ยในธุรกิจค้าปลีก จากข้อมูลในปี 2026 ระบุว่า พนักงานของพ่างตงไหลมีรายได้หลักหักภาษีเฉลี่ยมากกว่า 9,000 หยวนต่อเดือน (ราว 45,000 บาท) ซึ่งถือว่าสูงมากในเมืองรองระดับที่ 3-4 ที่มีค่าครองชีพค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของพนักงานค้าปลีกทั่วไปในท้องถิ่นที่อยู่ราว 3,000-3,700 หยวนต่อเดือน ขณะที่บุคลากรระดับผู้บริหารและฝ่ายเทคนิคและผู้เชี่ยวชาญได้รับค่าตอบแทนเฉลี่ยราว 700,000 หยวนต่อปี

ในช่วงหลายปีหลัง บริษัทมีผลประกอบการเติบโตอย่างก้าวกระโดดและสร้างผลกำไรต่อสาขาได้สูงกว่ายักษ์ใหญ่ค้าปลีกระดับโลก ที่สำคัญก็คือ อวี้ ดงไหล ผู้ก่อตั้งยึดมั่นในหลักการบริหาร “Profit Sharing” ที่แบ่งปันผลประโยชน์กลับคืนสู่พนักงานเป็นสำคัญ อันนำไปสู่ความร่วมมือและความจงรักภักดีในองค์กร

ข้อมูลของบริษัทระบุว่า บริษัทจัดสรรผลกำไรสุทธิระหว่าง 50-90% ในแต่ละปีเป็นโบนัสและสวัสดิการของพนักงาน โดยในปี 2025 พ่านตงไหลแจกโบนัสแก่พนักงานคิดเป็นมูลค่า 3,600 ล้านหยวน จากยอดขายโดยรวมราว 23,500 ล้านหยวน 

ยกตัวอย่างเช่น ระดับผู้จัดการสาขา (Store Managers) ได้รับโบนัสสูงถึง 20 ล้านหยวนต่อคน ขณะที่ระดับพนักงานระดับปฏิบัติการส่วนใหญ่ได้รับส่วนแบ่งผลประโยชน์และสวัสดิการรวมเฉลี่ยสูงถึงหลักแสนหยวนตามสัดส่วนโครงสร้างเงินเดือนและผลงาน

นอกจากนี้ยังมี “รางวัลปลอบขวัญ” (Grievance Award) เป็นสวัสดิการพิเศษแก่พนักงานเพื่อชดเชยความเสียใจราว 5,000-8,000 หยวน หากพนักงานถูกลูกค้าปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสม อาทิ โดนดุด่าว่ากล่าวหรือได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม จึงไม่น่าแปลกใจที่พนักงานของบริษัทมีใบหน้าที่เปื้อน “รอยยิ้ม” อยู่ตลอด

ด้วยบริการลูกค้าที่เหนือระดับ พนักงานได้รับการฝึกอบรมอย่างมืออาชีพ และมีระบบการดูแลพนักงานที่ดี รวมทั้งมีวัฒนธรรมองค์กรที่อบอุ่น ทำให้พนักงานภาคภูมิใจในงานและพร้อมมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า 

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ พ่างตงไหลได้กลายเป็นผู้นำในการพิสูจน์ให้วงการค้าปลีกเห็นว่า “ยิ่งดูแลพนักงานดี กำไรและประสิทธิภาพของกิจการยิ่งสูงขึ้น” กลายเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจนี้สามารถดึงดูดและรักษาพนักงานที่มีคุณภาพสูงไว้ในองค์กรได้อย่างยั่งยืน และช่วยลดอัตราการลาออก (Turnover Rate) และค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมพนักงานใหม่ไปพร้อมกัน ซึ่งโต้แย้งแนวคิดเดิมที่มองว่าธุรกิจค้าปลีกต้องใช้แรงงานราคาถูกและทำงานชั่วโมงยาวนาน 

ทั้งนี้ การยึดมั่นในปรัชญาการให้ความสำคัญกับทรัพยากรมนุษย์เป็นอันดับแรกดังกล่าว การมุ่งเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ ทำให้ไม่เร่งเปิดสาขา หรือปิดสาขาที่ไม่ได้มาตรฐานที่กำหนด และลักษณะเฉพาะของกิจการทำให้พ่างตงไหลสามารถกำหนดมาตรฐานใหม่ด้านสวัสดิการและคุณค่าของพนักงานได้ แต่ก็อาจยากในการนำไปใช้ได้ในองค์กรอื่น อาทิ กิจการที่ขึ้นทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ต้องตอบคำถามของผู้ถือหุ้นภายนอกที่มีแนวคิดแตกต่างกัน 

กำลังสนุกเลย แต่พื้นที่ของผมหมดแล้ว ต้องขอยกยอดไปติดตามต่อในตอนหน้าครับ ...

ที่มาข้อมูล : ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร

ที่มารูปภาพ : Getty Images