พายุ 3 ลูกไม่เข้าไทยโดยตรง จับตาฝนหนักเหนือ-อีสานถึงวันแม่

Share on Line Share on Facebook Share on X
พายุ 3 ลูกไม่เข้าไทยโดยตรง จับตาฝนหนักเหนือ-อีสานถึงวันแม่

พายุ 3 ลูกเคลื่อนตัวใกล้กัน แต่ไม่เข้าไทยโดยตรง

นายชวลิต จันทรรัตน์ กรรมการบริษัท ทีม กรุ๊ป และกรรมการสมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลกับ TNN ถึงสถานการณ์พายุในมหาสมุทรแปซิฟิกที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน โดยระบุว่า พายุทั้งหมดไม่มีแนวโน้มเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง แต่พายุบางลูก โดยเฉพาะ “ดอลฟิน” มีอิทธิพลต่อระบบมรสุมและปริมาณฝนของไทย

สำหรับพายุดอลฟิน มีทิศทางขึ้นฝั่งประเทศจีนบริเวณมณฑลเจ้อเจียง โดยขณะขึ้นฝั่งยังมีกำลังค่อนข้างแรง ความเร็วลมประมาณ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่งผลให้พื้นที่ดังกล่าวมีฝนตกหนัก ก่อนที่พายุจะเคลื่อนลึกเข้าไปในแผ่นดิน ผ่านบริเวณมณฑลอานฮุย และมีแนวโน้มเคลื่อนขึ้นไปทางมณฑลซานตง

หลังจากนั้นพายุจะทยอยลดกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนและพายุดีเปรสชัน โดยประเมินว่าจะอ่อนกำลังและสลายตัวในช่วงวันที่ 14-16 สิงหาคม 2569

ส่วนระบบพายุอีกลูกที่ก่อนหน้านี้ถูกติดตามควบคู่กัน ได้รวมตัวเข้ากับระบบของดอลฟินแล้ว ทำให้ไม่มีการติดตามในฐานะพายุแยกอีกลูกตามข้อมูลที่นายชวลิตให้ไว้

“จันทร์หอม” จ่อญี่ปุ่น 11 ส.ค. เตือนผู้เดินทางเช็กสภาพอากาศ

ด้านพายุ “จันทร์หอม” มีแนวโน้มเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศญี่ปุ่นในวันที่ 11 สิงหาคม 2569 บริเวณใกล้เมืองเซนได โดยพื้นที่เซนได อิวากิ รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียงอาจเผชิญฝนตกหนักจากอิทธิพลของพายุ

นายชวลิตระบุว่า พายุลูกนี้อยู่ในระดับพายุโซนร้อน และยังต้องติดตามเส้นทางหลังเคลื่อนผ่านญี่ปุ่นว่าจะออกสู่ทะเลญี่ปุ่นและเคลื่อนเข้าใกล้คาบสมุทรเกาหลีหรือไม่ โดยคาดว่าระบบจะอ่อนกำลังลงในช่วงวันที่ 13-14 สิงหาคม

ขณะที่ระบบพายุอีกลูกซึ่งมีการติดตามในลำดับถัดมา มีแนวโน้มเคลื่อนตัวไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ และอาจเข้าไปรวมกับระบบของพายุจันทร์หอม ซึ่งต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงของเส้นทางอย่างต่อเนื่อง

ดอลฟินไม่เข้าไทย แต่ช่วยเสริมมรสุมให้มีกำลังแรงขึ้น

แม้พายุทั้ง 3 ระบบจะไม่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง แต่นายชวลิตประเมินว่า พายุดอลฟินซึ่งมีขนาดใหญ่และมีกำลังแรง สามารถดึงความชื้นและเสริมกำลังมรสุมที่ปกคลุมประเทศไทย ส่งผลให้หลายพื้นที่มีฝนเพิ่มขึ้น

พื้นที่ที่ต้องติดตามเป็นพิเศษคือแนวชายแดนไทย-เมียนมา ตั้งแต่ อำเภอฝางและอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน อำเภอแม่สะเรียง อำเภอแม่สอด ไปจนถึงอำเภอพบพระ จังหวัดตาก ซึ่งมีโอกาสเกิดฝนต่อเนื่องไปถึงช่วงวันที่ 12 สิงหาคม หรือวันแม่แห่งชาติ

ภาคตะวันออกต้องเฝ้าระวังเช่นกัน โดยเฉพาะ ระยอง จันทบุรี และตราด ซึ่งมีโอกาสเกิดฝนตกหนักจากความชื้นที่เพิ่มขึ้น

สรุปข่าว

พายุ 3 ระบบในแปซิฟิกไม่มีแนวโน้มเข้าไทยโดยตรง แต่ดอลฟินมีกำลังแรงและมีส่วนเสริมมรสุม ทำให้ภาคเหนือ ชายแดนตะวันตก ภาคตะวันออกและอีสานตอนบนมีฝนเพิ่ม จับตาน่าน เชียงราย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร รวมถึงลำน้ำสาขาที่อาจระบายลงแม่น้ำโขงได้ช้า

พายุ 3 ลูกเคลื่อนตัวใกล้กัน แต่ไม่เข้าไทยโดยตรง

นายชวลิต จันทรรัตน์ กรรมการบริษัท ทีม กรุ๊ป และกรรมการสมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลกับ TNN ถึงสถานการณ์พายุในมหาสมุทรแปซิฟิกที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน โดยระบุว่า พายุทั้งหมดไม่มีแนวโน้มเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง แต่พายุบางลูก โดยเฉพาะ “ดอลฟิน” มีอิทธิพลต่อระบบมรสุมและปริมาณฝนของไทย

สำหรับพายุดอลฟิน มีทิศทางขึ้นฝั่งประเทศจีนบริเวณมณฑลเจ้อเจียง โดยขณะขึ้นฝั่งยังมีกำลังค่อนข้างแรง ความเร็วลมประมาณ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่งผลให้พื้นที่ดังกล่าวมีฝนตกหนัก ก่อนที่พายุจะเคลื่อนลึกเข้าไปในแผ่นดิน ผ่านบริเวณมณฑลอานฮุย และมีแนวโน้มเคลื่อนขึ้นไปทางมณฑลซานตง

หลังจากนั้นพายุจะทยอยลดกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนและพายุดีเปรสชัน โดยประเมินว่าจะอ่อนกำลังและสลายตัวในช่วงวันที่ 14-16 สิงหาคม 2569

ส่วนระบบพายุอีกลูกที่ก่อนหน้านี้ถูกติดตามควบคู่กัน ได้รวมตัวเข้ากับระบบของดอลฟินแล้ว ทำให้ไม่มีการติดตามในฐานะพายุแยกอีกลูกตามข้อมูลที่นายชวลิตให้ไว้

“จันทร์หอม” จ่อญี่ปุ่น 11 ส.ค. เตือนผู้เดินทางเช็กสภาพอากาศ

ด้านพายุ “จันทร์หอม” มีแนวโน้มเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศญี่ปุ่นในวันที่ 11 สิงหาคม 2569 บริเวณใกล้เมืองเซนได โดยพื้นที่เซนได อิวากิ รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียงอาจเผชิญฝนตกหนักจากอิทธิพลของพายุ

นายชวลิตระบุว่า พายุลูกนี้อยู่ในระดับพายุโซนร้อน และยังต้องติดตามเส้นทางหลังเคลื่อนผ่านญี่ปุ่นว่าจะออกสู่ทะเลญี่ปุ่นและเคลื่อนเข้าใกล้คาบสมุทรเกาหลีหรือไม่ โดยคาดว่าระบบจะอ่อนกำลังลงในช่วงวันที่ 13-14 สิงหาคม

ขณะที่ระบบพายุอีกลูกซึ่งมีการติดตามในลำดับถัดมา มีแนวโน้มเคลื่อนตัวไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ และอาจเข้าไปรวมกับระบบของพายุจันทร์หอม ซึ่งต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงของเส้นทางอย่างต่อเนื่อง

ดอลฟินไม่เข้าไทย แต่ช่วยเสริมมรสุมให้มีกำลังแรงขึ้น

แม้พายุทั้ง 3 ระบบจะไม่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง แต่นายชวลิตประเมินว่า พายุดอลฟินซึ่งมีขนาดใหญ่และมีกำลังแรง สามารถดึงความชื้นและเสริมกำลังมรสุมที่ปกคลุมประเทศไทย ส่งผลให้หลายพื้นที่มีฝนเพิ่มขึ้น

พื้นที่ที่ต้องติดตามเป็นพิเศษคือแนวชายแดนไทย-เมียนมา ตั้งแต่ อำเภอฝางและอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน อำเภอแม่สะเรียง อำเภอแม่สอด ไปจนถึงอำเภอพบพระ จังหวัดตาก ซึ่งมีโอกาสเกิดฝนต่อเนื่องไปถึงช่วงวันที่ 12 สิงหาคม หรือวันแม่แห่งชาติ

ภาคตะวันออกต้องเฝ้าระวังเช่นกัน โดยเฉพาะ ระยอง จันทบุรี และตราด ซึ่งมีโอกาสเกิดฝนตกหนักจากความชื้นที่เพิ่มขึ้น

น่านเฝ้าระวังระดับน้ำ หลังฝนตกต่อเนื่อง

อีกพื้นที่สำคัญคือจังหวัดน่าน ซึ่งมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมและเกิดฝนตกต่อเนื่อง โดยนายชวลิตระบุว่า พื้นที่ตั้งแต่อำเภอท่าวังผา ภูเพียง เวียงสา และอำเภอเมืองน่าน ต้องติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

ข้อมูลที่นายชวลิตกล่าวระหว่างการสัมภาษณ์ระบุว่า ระดับน้ำบริเวณภูเพียงและเวียงสาอยู่ในภาวะล้น ขณะที่พื้นที่อำเภอเมืองน่านมีระดับน้ำเหลือจากจุดเฝ้าระวังประมาณ 28 เซนติเมตร ณ ช่วงเที่ยงของวันที่ให้สัมภาษณ์ จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศของหน่วยงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ จังหวัดพะเยา โดยเฉพาะบริเวณรอบกว๊านพะเยา และจังหวัดเชียงราย รวมถึงอำเภอแม่สาย ยังเป็นอีกกลุ่มพื้นที่ที่ต้องติดตามฝนตกหนัก

อีสานริมโขงระวัง “น้ำสาขาระบายช้า”

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนยังมีความเสี่ยงจากร่องความกดอากาศต่ำที่พาดผ่านจากน่านไปยัง สปป.ลาว ส่งผลให้จังหวัดตามแนวแม่น้ำโขง เช่น หนองคาย บึงกาฬ นครพนม และมุกดาหาร มีโอกาสเกิดฝนตกหนัก

ประเด็นที่ต้องติดตามไม่ใช่เฉพาะระดับน้ำในแม่น้ำโขง แต่รวมถึงน้ำจากลำน้ำสาขาภายในประเทศไทยที่อาจระบายลงแม่น้ำโขงได้ช้าลงเมื่อระดับน้ำโขงสูงขึ้น

ตัวอย่างเช่น ลำน้ำห้วยหลวงที่ไหลจากอุดรธานีลงสู่พื้นที่หนองคาย รวมถึงลำน้ำสงครามและลำน้ำก่ำ หากการระบายน้ำลงแม่น้ำโขงทำได้ช้า อาจทำให้น้ำสะสมในพื้นที่ริมลำน้ำสาขาเพิ่มขึ้น

นายชวลิตประเมินว่า ตัวแม่น้ำโขงยังไม่น่าจะเป็นสาเหตุโดยตรงของน้ำล้นเข้าท่วมพื้นที่ แต่ต้องเฝ้าระวังน้ำฝนภายในประเทศที่ระบายออกได้ช้า ซึ่งอาจทำให้บางพื้นที่เกิดน้ำท่วมได้

ฝนรอบนี้ช่วยเติมน้ำเขื่อน เตรียมสำรองถึงหน้าแล้งปี 2570

อีกด้านหนึ่ง ปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นมีส่วนช่วยเติมน้ำเข้าสู่อ่างเก็บน้ำสำคัญ โดยเฉพาะน้ำจากจังหวัดน่านที่จะไหลเข้าสู่ เขื่อนสิริกิติ์ ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยา

อย่างไรก็ตาม เขื่อนภูมิพล ยังมีปริมาณน้ำไหลเข้าไม่มากนักตามข้อมูลจากการสัมภาษณ์ จึงยังต้องบริหารจัดการน้ำอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะการเตรียมน้ำสำหรับพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา 22 จังหวัด และการใช้น้ำในฤดูนาปรังปี 2570

ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ฝนที่ตกเพิ่มขึ้นจะช่วยเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำห้วยหลวง รวมถึง เขื่อนอุบลรัตน์และเขื่อนลำปาว ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญของขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และพื้นที่ใกล้เคียง

นายชวลิตเสนอให้บริหารน้ำต้นทุนอย่างเหมาะสม เพื่อให้มีน้ำสำรองเพียงพอไปจนถึงช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2570

ภาคใต้ยังไม่ใช่พื้นที่เสี่ยงหลักในช่วงนี้

สำหรับภาคใต้ นายชวลิตประเมินว่า สถานการณ์ช่วงนี้ยังไม่น่ากังวลเท่าภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากแม้จะมีฝนตกต่อเนื่อง แต่ปริมาณฝนโดยรวมยังไม่หนักมาก

อย่างไรก็ตาม พื้นที่ซึ่งเคยเกิดน้ำท่วมบ่อย เช่น เพชรบุรี ปราณบุรี นครศรีธรรมราช และหาดใหญ่ ยังคงเป็นพื้นที่ที่ควรติดตาม โดยช่วงที่ต้องเพิ่มการเฝ้าระวังมากขึ้นจะอยู่ในฤดูฝนของภาคใต้ช่วงเดือนตุลาคม

ไทม์ไลน์สถานการณ์ที่ต้องจับตา

  • 10-12 ส.ค. 2569 ไทยตอนบนยังต้องติดตามฝน โดยเฉพาะเหนือ ชายแดนตะวันตก อีสานตอนบน และภาคตะวันออก
  • 11 ส.ค. 2569 พายุจันทร์หอมมีแนวโน้มขึ้นฝั่งญี่ปุ่น บริเวณเซนไดและพื้นที่ใกล้เคียง
  • 12 ส.ค. 2569 แนวชายแดนไทย-เมียนมายังมีโอกาสเกิดฝนต่อเนื่อง
  • 13-14 ส.ค. 2569 จับตาพายุจันทร์หอมอ่อนกำลังหลังเคลื่อนผ่านญี่ปุ่น
  • 14-16 ส.ค. 2569 ระบบของดอลฟินมีแนวโน้มอ่อนกำลังและสลายตัวในจีน

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : Freepik

บรรณาธิการออนไลน์