
“โรคใหลตาย” หรือที่ในทางการแพทย์เรียกว่า ภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Sudden unexplained nocturnal death syndrome (SUNDS) ถือเป็นหนึ่งในภัยเงียบใกล้ตัวที่พร้อมคร่าชีวิตผู้คนได้โดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า แม้ในอดีตสังคมจะมีความเชื่อว่าโรคนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับไสยศาสตร์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ใหลตายเป็นภาวะความผิดปกติของร่างกายที่มีสาเหตุหลักมาจากพันธุกรรมและระบบไฟฟ้าในหัวใจ
สรุปข่าว
“โรคใหลตาย” หรือที่ในทางการแพทย์เรียกว่า ภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Sudden unexplained nocturnal death syndrome (SUNDS) ถือเป็นหนึ่งในภัยเงียบใกล้ตัวที่พร้อมคร่าชีวิตผู้คนได้โดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า แม้ในอดีตสังคมจะมีความเชื่อว่าโรคนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับไสยศาสตร์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ใหลตายเป็นภาวะความผิดปกติของร่างกายที่มีสาเหตุหลักมาจากพันธุกรรมและระบบไฟฟ้าในหัวใจ
สถานการณ์และสถิติของโรคใหลตายในประเทศไทยและระดับสากล
โรคใหลตายเป็นโรคที่พบมากในประชากรชายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในแต่ละท้องถิ่นจะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป ดังนี้:
- ประเทศไทย: เรียกว่า “ใหลตาย”
- ประเทศญี่ปุ่น: เรียกว่า Pokkuri Death Syndrome (PDS)
- ประเทศฟิลิปปินส์: ให้ชื่อว่า Bangungut
ในด้านอัตราการเกิดโรค ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงจีนตอนล่าง มีอัตราการเกิดโรคอยู่ที่ 1 ใน 1,000 คน ซึ่งสูงกว่าประเทศอื่นๆ ในโลกที่มีอัตราการเกิดโรคอยู่ที่ประมาณ 1 ใน 2,000 คนอย่างเห็นได้ชัด
สำหรับภายในประเทศไทยเอง ศาสตราจารย์ นพ.อภิชัย คงพัฒนะโยธิน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ระบุว่า อัตราผู้เป็นโรคนี้พบมากที่สุดในภาคอีสานและภาคเหนือ รองลงมาคือภาคอื่นๆ แต่กลับพบน้อยมากในภาคใต้ โดยโรคนี้มักเกิดกับชายหนุ่มที่มีร่างกายปกติแข็งแรงดี ซึ่งจะหลับและละเมอก่อนจะเสียชีวิตในเวลากลางคืน
ทำความรู้จักโรคใหลตายคืออะไร และอาการแสดงออก
โรคใหลตายคือการเสียชีวิตขณะนอนหลับ (SUNDS) ผู้ที่เป็นโรคนี้อาจมีอาการแตกต่างกัน หรือบางรายอาจไม่มีอาการอะไรเลย ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้ตัวว่าตนเองมีความผิดปกติ ทั้งนี้ การวินิจฉัยในปัจจุบันต้องอาศัยการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram – ECG) เนื่องจากผู้ป่วยจะมีความเสี่ยงเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงจนนำไปสู่การเสียชีวิต
ลักษณะการแสดงอาการมักเกิดขึ้นในเวลากลางคืน โดยจะมีอาการที่เรียกว่า Agonal breathing ซึ่งเป็นการหายใจเฮือกที่เกิดขึ้นภายหลังจากหัวใจเต้นผิดจังหวะ จนไม่มีเลือดไปเลี้ยงสมอง ผู้ป่วยจะมีอาการกระสับกระส่าย เกร็ง คล้ายกับเป็นลมในขณะนอนหลับ เมื่อตื่นมาจะมีอาการเบลอๆ บางรายอาจเป็นลมในตอนกลางวันในขณะที่ไม่ได้ทำกิจกรรมอะไรหนัก และในรายที่ร้ายแรงที่สุดคือนอนเสียชีวิตไปเลย
สาเหตุหลักของการเกิดโรคใหลตาย
ปัจจุบันทางการแพทย์สรุปสาเหตุการเกิดโรคใหลตายได้จาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่:
1. สาเหตุทางพันธุกรรม (Genetic Factors)
ในต่างประเทศพบการกลายพันธุ์ในลักษณะที่พบน้อย (Rare variants) ประมาณ 20% ในยีนที่เรียกว่า “SCN5A” ซึ่งเป็นยีนที่ควบคุมการไหลเข้าออกของโซเดียม (Voltage-gated sodium channels) ของเซลล์ในกล้ามเนื้อหัวใจ ส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดรุนแรงและเสียชีวิตได้ แต่สำหรับการศึกษากรณีในประเทศไทยพบยีนกลายพันธุ์ลักษณะดังกล่าวเพียง 7-8%
อย่างไรก็ตาม ในคนไทยพบว่ามีการกลายพันธุ์ที่เรียกว่า “R965C” ในยีน SCN5A โดยพบประมาณ 1 ใน 200 คน ซึ่งทำให้คนไทยกลุ่มนี้มีความเสี่ยงใหลตายมากกว่าคนไม่มีการกลายพันธุ์ถึงกว่า 10 เท่า นอกจากนี้ยังพบหลักฐานการกลายพันธุ์ของยีนในลักษณะ Common variants หรือ Single nucleotide polymorphisms (SNPs) ร่วมกันหลายตัว (Polygenic inheritance) ซึ่งแต่ละตัวจะเพิ่มโอกาสเป็นโรคประมาณ 2-2.5 เท่า
2. สาเหตุที่ไม่ใช่ส่วนของพันธุกรรม (Environmental Factors)
แม้จะมีพันธุกรรมแฝงอยู่ แต่ปัจจัยกระตุ้นภายนอกก็เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ได้แก่:
- มีไข้สูง: หากผู้ป่วยเป็นโรคใหลตายแล้วมีไข้สูง โอกาสเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะจะสูงขึ้นมาก ส่งผลให้ความเสี่ยงเสียชีวิตเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
- ปัจจัยทางเพศและพฤติกรรม: เพศชายมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าเพศหญิง รวมถึงการบริโภคอาหารจำพวกข้าว แป้ง น้ำตาล คาร์โบไฮเดรตสูง และการดื่มแอลกอฮอล์จำนวนมากเกินไป
- การขาดแร่ธาตุโพแทสเซียม: เกลือแร่ที่ได้จากการรับประทานผักและผลไม้ ซึ่งทำหน้าที่เข้าไปปรับสมดุลน้ำในร่างกายเพื่อให้การเต้นของหัวใจเป็นปกติ โดยข้อสมมติฐานในภาคอีสานพบว่าผู้คนมีระดับโพแทสเซียมต่ำ รวมถึงการรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงกว่าภาคอื่นๆ ซึ่งยังอยู่ในขั้นตอนศึกษาวิจัยเพิ่มเติม
3 สัญญาณ “เสี่ยง” เป็น “โรคใหลตาย”
เนื่องจากการตรวจคัดกรองชายไทยทั้งหมดเป็นเรื่องทำได้ยาก แพทย์จึงแนะนำให้ผู้ที่มีสัญญาณเสี่ยงเข้ามาพบแพทย์เพื่อตรวจคลื่นหัวใจ โดยสามารถประเมินความเสี่ยงเบื้องต้นได้ดังนี้:
1.มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคใหลตาย: หรือมีญาติพี่น้องสายเลือดเดียวกันเสียชีวิตอย่างกะทันหันขณะนอนหลับโดยไม่ทราบสาเหตุในช่วงอายุยังน้อย (40-50 ปีลงมา)
2.เคยมีอาการเป็นลมโดยไม่ทราบสาเหตุ: โดยเฉพาะในคนอายุน้อยที่มีอาการใจสั่นหรือหัวใจเต้นไม่ปรกติก่อนเป็นลม เป็นเวลานาน ตื่นมาแล้วเบลอ หรือมีอาการชัก เกร็ง กระตุกร่วมด้วย รวมถึงการเป็นลมในเวลาที่ไม่ควรเป็น เช่น ขณะออกกำลังกาย
3. มีความผิดปกติเวลานอนหลับ: มีอาการกระสับกระส่าย มีภาวะการหายใจติดขัด (Agonal breathing) หรือมีอาการเกร็งร่วมด้วย แล้วตื่นมาตอนเช้ามีอาการมึนงง เบลอ คล้ายสมองขาดเลือด
การรักษาและการดูแลตนเองเพื่อป้องกัน
ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคใหลตายให้หายขาดได้โดยตรง การรักษาจึงเป็นไปตามระดับความรุนแรงและเน้นการประคับประคอง ดังนี้:
- การฝังเครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติ (ICD): สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงหรือเคยมีภาวะหัวใจหยุดเต้น (ต้องปั๊มหัวใจขึ้นมา) แพทย์จะแนะนำให้ฝังเครื่องใต้ผิวหนังเพื่อตรวจจับจังหวะการหยุดเต้นของหัวใจ และปล่อยกระแสไฟช็อตกระตุ้นให้หัวใจกลับมาทำงานโดยอัตโนมัติ
- การจี้หัวใจด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง (RFA): เป็นการรักษาที่ได้ผลดีโดยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ประธานคณะทำงานวิจัย Thai BrS ศ.นพ.กุลวี เนตรมณี) โดยจี้บริเวณทางออกหัวใจห้องขวาล่าง (Right ventricular outflow tract) เพื่อไม่ให้บริเวณดังกล่าวทำให้เกิดภาวะหัวใจห้องล่างเต้นพลิ้ว (Ventricular Fibrillation) ซึ่งการรักษานี้ยังคงอยู่ในขั้นตอนการศึกษาวิจัยและต้องวินิจฉัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นรายบุคคล
ข้อแนะนำในการปฏิบัติตัวเพื่อลดความเสี่ยง
ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยหรือพบว่ามีความเสี่ยงควรหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น ดังนี้:
- หลีกเลี่ยงกลุ่มยาที่มีกลไกออกฤทธิ์ลดการทำงานของ Sodium channel รวมถึงยานอนหลับ ยาคลายเครียด และยาโคเคน
- เลี่ยงการมีไข้สูง หากป่วยเป็นหวัดมีไข้ต้องรีบทานยาลดไข้และหมั่นเช็ดตัวอยู่เสมอ
- หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มมึนเมา และสารเสพติดทุกชนิด เช่น กัญชา โคเคน
- หลีกเลี่ยงอาหารมื้อหนักที่มีคาร์โบไฮเดรต น้ำตาล และพลังงานสูง โดยเฉพาะการรับประทานก่อนนอน
หากพบผู้ป่วยอยู่ในภาวะใหลตายระหว่างรอรถพยาบาล ให้จัดให้นอนราบ สังเกตอาการ หากไม่พบการหายใจหรือชีพจรที่คอไม่เต้น ให้กดหน้าอกลึกราว 1.5 นิ้ว ด้วยความถี่ประมาณ 100 ครั้งต่อนาทีโดยไม่หยุดจนกว่าจะถึงมือแพทย์ ข้อควรระวังคือห้ามงัดปากคนไข้ด้วยของแข็งเด็ดขาด เนื่องจากอาจเป็นอันตรายได้
ที่มาข้อมูล : chula.ac.th, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี สาขา ภาควิชาอายุรศาสตร์
ที่มารูปภาพ : Getty Images
นักข่าวสายโซเชียล รายงานข่าวประเด็นสังคมและความเคลื่อนไหว เน้นการนำเสนอการสรุปข้อมูลที่รวดเร็ว ชัดเจน และเข้าใจง่าย
