เชิดสิงโตตลาดพลู จากการแสดงสู่มรดกชุมชน เมื่อ "สิงโตมีชีวิต" เพราะผู้คนยังสืบทอด

Share on Line Share on Facebook Share on X

เสียงกลองสามจังหวะแรกดังขึ้นก้องไปทั่วตรอกเล็ก ๆ ของตลาดพลู ผู้คนที่ยืนรออยู่ริมทางต่างขยับตัวเปิดพื้นที่ให้สิงโตสีแดงค่อย ๆ ก้าวออกมา มันส่ายหัว กระพริบตา ย่อตัว และหันซ้ายหันขวาราวกับกำลังสำรวจผู้คนที่อยู่ตรงหน้า

เด็ก ๆ ส่งเสียงหัวเราะด้วยความตื่นเต้น ผู้ใหญ่ยกโทรศัพท์ขึ้นบันทึกภาพ ขณะที่บางคนยกมือไหว้ เพราะเชื่อว่าสิงโตจะนำความเป็นสิริมงคลมาสู่บ้านและครอบครัว

แต่หากวันหนึ่ง...ไม่มีคนอยู่ใต้หัวสิงโต

สิ่งที่เหลืออยู่คงเป็นเพียงโครงไม้ กระดาษ และสีสัน

เพราะสิ่งที่ทำให้สิงโตมีชีวิต ไม่ใช่แค่หัวสิงโต

หากคือ "ผู้คน"

และนั่นคือเรื่องราวที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง การเชิดสิงโตตลาดพลู ศิลปะการแสดงที่ไม่ได้มีชีวิตเพราะกาลเวลา หากมีชีวิตเพราะยังมีคนเลือกจะรักษาและส่งต่อ



สรุปข่าว

ตลาดพลู อดีตชุมชนจีนขนาดใหญ่แห่งฝั่งธนบุรี ไม่ได้เป็นเพียงย่านเก่าแก่ที่หลงเหลือจากอดีต แต่คือพื้นที่ที่วัฒนธรรมยังมีลมหายใจ การเชิดสิงโตจึงไม่ใช่แค่การแสดง หากคือการส่งต่อความเชื่อ ศิลปะ และภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น แม้รูปแบบจะปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย แต่หัวใจยังเหมือนเดิม เพราะสิงโตจะมีชีวิตได้ เมื่อยังมีคนเชิด และวัฒนธรรมจะอยู่รอดได้ เมื่อยังมีคนสืบทอด

เสียงกลองสามจังหวะแรกดังขึ้นก้องไปทั่วตรอกเล็ก ๆ ของตลาดพลู ผู้คนที่ยืนรออยู่ริมทางต่างขยับตัวเปิดพื้นที่ให้สิงโตสีแดงค่อย ๆ ก้าวออกมา มันส่ายหัว กระพริบตา ย่อตัว และหันซ้ายหันขวาราวกับกำลังสำรวจผู้คนที่อยู่ตรงหน้า

เด็ก ๆ ส่งเสียงหัวเราะด้วยความตื่นเต้น ผู้ใหญ่ยกโทรศัพท์ขึ้นบันทึกภาพ ขณะที่บางคนยกมือไหว้ เพราะเชื่อว่าสิงโตจะนำความเป็นสิริมงคลมาสู่บ้านและครอบครัว

แต่หากวันหนึ่ง...ไม่มีคนอยู่ใต้หัวสิงโต

สิ่งที่เหลืออยู่คงเป็นเพียงโครงไม้ กระดาษ และสีสัน

เพราะสิ่งที่ทำให้สิงโตมีชีวิต ไม่ใช่แค่หัวสิงโต

หากคือ "ผู้คน"

และนั่นคือเรื่องราวที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง การเชิดสิงโตตลาดพลู ศิลปะการแสดงที่ไม่ได้มีชีวิตเพราะกาลเวลา หากมีชีวิตเพราะยังมีคนเลือกจะรักษาและส่งต่อ



จากเรือสำเภา...สู่เสียงกลองที่ไม่เคยเงียบ

ก่อนที่ตลาดพลูจะกลายเป็นย่านสตรีทฟู้ดและชุมชนเก่าแก่ริมฝั่งธนบุรี พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งต่อมาได้แปรสถานภาพเป็นคลองบางกอกใหญ่  

พีรวัฒน์ บูรณพงศ์ สมาชิกกลุ่มตลาดพลูดูดี ให้ข้อมูลว่าจุดหมายสำคัญในอดีตที่ชาวจีนอพยพเข้าสู่ฝั่งธนบุรี คือ บริเวณที่เรียกว่า "บางยี่เรือ" หรือจุดที่เรือสำเภาจากจีนแวะค้าขายและนำผู้คนจำนวนมากเข้ามาตั้งรกราก จนก่อร่างเป็นชุมชนชาวจีนแต้จิ๋วที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ

ชาวจีพนอพยพมาพร้อมกับวัฒนธรรม ภาษา อาหาร และความเชื่อ ชาวจีนยังนำศิลปะการเชิดสิงโตติดตัวมาด้วย จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของงานมงคล งานประเพณี และพิธีกรรมของศาลเจ้าที่กระจายอยู่ทั่วชุมชน

พีรวัฒน์ บูรณพงศ์ สมาชิกกลุ่มตลาดพลูดูดี อธิบายว่า แม้ตลาดพลูจะเป็นชุมชนที่มีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติอาศัยอยู่ร่วมกัน แต่ชาวจีนคือกลุ่มคนสำคัญที่หล่อหลอมอัตลักษณ์ของพื้นที่ ผ่านศาลเจ้า ความศรัทธา และประเพณีที่สืบทอดต่อเนื่องมาหลายชั่วอายุคน

การเชิดสิงโตจึงไม่ได้เข้ามาในฐานะ "การแสดง" หากเข้ามาพร้อมกับผู้คนที่อพยพจากแผ่นดินจีน และค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของชุมชน

ในอดีต ผู้ใหญ่ในชุมชนจะรวมตัวกันฝึกเชิดสิงโต ฝึกมวยจีน และถ่ายทอดท่วงท่าต่าง ๆ ให้กับลูกหลาน หลายลีลาที่ยังเห็นในปัจจุบัน จึงมีรากฐานมาจากศิลปะการต่อสู้ของชาวจีนที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

ธนทัต เติมมโนธรรม คณะกรรมการบริหารศาลเจ้าพ่อพระเพลิง ตลาดพลู เล่าว่า แม้ตลาดพลูจะมีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติอาศัยอยู่ร่วมกัน แต่ศาลเจ้าจีนยังคงเป็นศูนย์กลางของผู้คน และเป็นพื้นที่ที่ศิลปะการเชิดสิงโตได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นปู่สู่รุ่นพ่อ และส่งต่อมาถึงรุ่นลูก

ในอดีต ผู้ใหญ่ในชุมชนมักใช้เวลาว่างมาฝึกเชิดสิงโต ฝึกมวยจีน และถ่ายทอดท่วงท่าต่าง ๆ ให้คนรุ่นหลัง หลายลีลาที่เห็นในปัจจุบัน จึงมีรากฐานมาจากศิลปะการต่อสู้ของชาวจีนในอดีต

เสียงกลองที่ดังขึ้นทุกเทศกาล จึงไม่ใช่เพียงเสียงแห่งความครึกครื้น หากคือเสียงของความทรงจำที่ยังไม่เคยเงียบหายไปจากตลาดพลู


หัวสิงโต...ต้องมีชีวิต

แม้หัวสิงโตจะเป็นสิ่งแรกที่ผู้ชมมองเห็น แต่สำหรับ วิชัย รอดเกิด หรือ "อาจารย์โจ ตลาดพลู" ช่างทำหัวสิงโตและครูผู้สืบทอดศิลปะการเชิดสิงโต มันยังเป็นเพียง "ร่างกาย"

อาจารย์โจลงมือทำหัวสิงโตทุกขั้นตอน ตั้งแต่ดัดลวด ขึ้นโครงไม้ ปิดกระดาษ ไปจนถึงลงสีด้วยตัวเอง เพราะเชื่อว่าหัวสิงโตทุกหัวควรมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

โหนกหน้าผากที่นูนเด่น แก้มที่อิ่ม ปากกว้าง และดวงตาที่ดุดัน ล้วนสะท้อนความหมายของความอุดมสมบูรณ์ ความแข็งแกร่ง และความเป็นสิริมงคล

"หัวสิงโตต้องดุ...แต่ต้องสง่างาม"

คือหลักคิดที่เขายึดถือมาตลอดหลายสิบปี

"ขึ้นโหนกเนี่ยนะ สำคัญ พอขึ้นโหนกได้สวยแล้ว ตอนนี้อะไรมันไปได้หมดน่ะ

ปาก จมูก แก้ม พวกนี้ มันแล้วแต่เราจะเล่นทรงอะไรเลยนะ ถ้าหลังไม่สวย โหนกไม่สวยเนี่ย หรือว่าเตี้ยไปเงี้ย เวลานั้นมันเป็นเหมือนกับหัวกบ ไม่ใช่แล้ว มันไม่สวยอ่ะ บางคนจีนเค้าจะเน้นเลยว่า เอาโหนกใหญ่ก่อน

แก้มใหญ่ โหนกใหญ่ ก็จะแบบว่า ความอุดมสมบูรณ์ของเจ้าของ เอ่อ ของอย่างผมนี่ ถ้าใช้ลวดขึ้นโครงไว้ดูก่อน แล้วพอเสริมไม้ที่ 1 รับลวด รับอะไรเสร็จ 1 2 3 ไม้ รับปาก รับโหนก รับหลัง 3 อันเนี่ย มันเป็นเหมือนกับเสาเข็ม" 

สำหรับ ม่วง ชาวอุบล หัวหน้าคณะสิงโตลูกเจ้าพ่อพระเพลิง ตลาดพลู การเชิดสิงโตไม่ใช่เพียงการยกหัวสิงโตขึ้นเดิน หากคือการทำให้ผู้ชมเชื่อว่าข้างหน้าคือ "สิงโต" ไม่ใช่ "คน"

เขาอธิบายว่า การฝึกเชิดสิงโตไม่ต่างจากการฝึกกังฟู ผู้เชิดต้องฝึกตั้งแต่ปลายนิ้ว ข้อมือ แขน ไหล่ หน้าท้อง ไปจนถึงการทรงตัวและการควบคุมลมหายใจ ทุกการลุก นั่ง ย่อตัว หมุนตัว หรือหันซ้ายหันขวา ต้องทำซ้ำจนกลายเป็นสัญชาตญาณ

"ทุกจังหวะต้องเป็นสิงโต"

เพราะทันทีที่การเคลื่อนไหวดูแข็งทื่อ ผู้ชมจะไม่เห็นสิงโตอีกต่อไป

ในความเชื่อของชาวจีน สิงโตที่อ่อนแรงไม่อาจนำความเป็นสิริมงคลมาสู่เจ้าของบ้านได้ ตรงกันข้าม สิงโตที่คึกคัก แข็งแรง และมีชีวิตชีวา คือสัญลักษณ์ของโชคลาภ ความอุดมสมบูรณ์ และพลังของชุมชน

การฝึกคนเชิดให้แข็งแรง จึงไม่ใช่เพียงการฝึกทักษะ หากเป็นการรักษาความหมายของความเชื่อที่ส่งต่อกันมาหลายชั่วอายุคน



การปรับตัว ไม่ใช่การทิ้งรากเหง้า


ทุกวันนี้ การเชิดสิงโตไม่ได้หยุดอยู่เพียงลีลาแบบดั้งเดิมอีกต่อไป

การแสดงบนเสาดอกเหมย การต่อตัว และท่วงท่าที่โลดโผน กลายเป็นอีกมิติหนึ่งที่ทำให้แต่ละคณะสร้างเอกลักษณ์ของตัวเอง

พีรวัฒน์มองว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่การละทิ้งรากเหง้า แต่คือการพัฒนาที่ทำให้ศิลปะการเชิดสิงโตยังคงอยู่รอดในโลกยุคใหม่

บางคณะรักษาลีลาแบบโบราณ บางคณะโดดเด่นด้านศิลปะการตกแต่งหัวสิงโต ขณะที่บางคณะพัฒนาการแสดงให้หวือหวา เพื่อดึงดูดผู้ชมและก้าวสู่เวทีระดับประเทศและนานาชาติ

ความแตกต่างไม่ได้ทำให้คุณค่าของการเชิดสิงโตลดลง หากกลับสะท้อนตัวตนและความสามารถของแต่ละคณะ

"แท้จริงแล้ว การเชิดสิงโตไม่ใช่เพียงเสียงกลอง ไม่ใช่เพียงความหวาดเสียวจากการต่อตัว และไม่ใช่เพียงความสวยงามของหัวสิงโต

แต่มันคือการทำงานร่วมกันของผู้คนหลายรุ่น"  พีรวัฒน์ กล่าว

ครูผู้ถ่ายทอด ช่างผู้สร้างหัวสิงโต นักดนตรี คนเชิด และเยาวชนที่กำลังเรียนรู้ ต่างช่วยกันรักษาศิลปะดั้งเดิม พร้อมเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ แสดงออก และเผยแพร่วัฒนธรรมของชุมชนออกไปสู่สังคมภายนอก

เพราะสิ่งที่กำลังถูกส่งต่อ ไม่ใช่เพียง "การเชิดสิงโต"

แต่คือการส่งต่อชุมชน ส่งต่อความเชื่อ และส่งต่อมรดกทางวัฒนธรรมที่ยังมีชีวิต


วัฒนธรรมจะมีชีวิต หากยังมีผู้คน

ค่ำวันหนึ่ง เสียงกลองยังคงสะท้อนอยู่ในตรอกเล็ก ๆ ของตลาดพลู เด็กหลายคนยังวิ่งตามขบวนสิงโตด้วยแววตาไม่ต่างจากเด็กเมื่อหลายสิบปีก่อน

เมืองอาจเปลี่ยนไป

บ้านไม้หลายหลังอาจกลายเป็นร้านกาแฟ

ผู้คนอาจใช้ชีวิตเร่งรีบกว่าเดิม

แต่ทุกครั้งที่หัวสิงโตขยับ ผู้คนก็ยังเชื่อว่ามันมีชีวิต

หัวสิงโตจะไม่มีวันมีชีวิต หากไม่มีคนเชิด

เช่นเดียวกับวัฒนธรรมที่จะไม่มีวันมีชีวิต หากไม่มีผู้คนช่วยกันรักษาและส่งต่อ

"คำว่าโบราณ...ไม่มีวันตาย หากยังมีคนเชื่อ และพร้อมส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป"

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN