ถนนเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่ - บูกิตกายูฮิตัม สำคัญอย่างไร? ดีเดย์เปิดใช้ 11 ก.ค.

Share on Line Share on Facebook Share on X
ถนนเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่ - บูกิตกายูฮิตัม สำคัญอย่างไร? ดีเดย์เปิดใช้ 11 ก.ค.

การเปิดใช้งานถนนเชื่อมต่อระหว่าง ด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ของไทย กับ ด่านบูกิตกายูฮิตัมของมาเลเซีย ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของความร่วมมือไทย–มาเลเซีย ที่ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างถนนสายใหม่ แต่เป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานชายแดน เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการขนส่งของทั้งสองประเทศในระยะยาว

วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย และดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ร่วมเปิดถนนเชื่อมต่ออย่างเป็นทางการ โดยจะเปิดให้ประชาชนและภาคธุรกิจใช้สัญจรและขนส่งสินค้าได้ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป

สรุปข่าว

ถนนเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่–บูกิตกายูฮิตัม สำคัญอย่างไร? เจาะผลกระทบต่อการค้าไทย-มาเลเซีย โลจิสติกส์ การลงทุน และเศรษฐกิจชายแดน หลังเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ 11 ก.ค. 2569.

การเปิดใช้งานถนนเชื่อมต่อระหว่าง ด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ของไทย กับ ด่านบูกิตกายูฮิตัมของมาเลเซีย ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของความร่วมมือไทย–มาเลเซีย ที่ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างถนนสายใหม่ แต่เป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานชายแดน เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการขนส่งของทั้งสองประเทศในระยะยาว

วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย และดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ร่วมเปิดถนนเชื่อมต่ออย่างเป็นทางการ โดยจะเปิดให้ประชาชนและภาคธุรกิจใช้สัญจรและขนส่งสินค้าได้ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป

ด่านสะเดา คือหัวใจการค้าชายแดนไทย–มาเลเซีย

ด่านสะเดา จังหวัดสงขลา ถือเป็นประตูการค้าชายแดนที่สำคัญที่สุดระหว่างไทยกับมาเลเซีย โดยมีมูลค่าการค้าผ่านด่านคิดเป็นกว่า 80% ของการค้าชายแดนไทย–มาเลเซียทั้งหมด

นอกจากนี้ ไทยและมาเลเซียยังตั้งเป้าขยายมูลค่าการค้าระหว่างกันให้แตะ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในอนาคต ทำให้การยกระดับด่านสะเดาเป็นโครงสร้างพื้นฐานยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

ลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มความเร็วขนส่งสินค้า

การเชื่อมต่อด่านศุลกากรทั้งสองฝั่งโดยตรง จะช่วยลดปัญหาคอขวดบริเวณชายแดน ลดเวลารอคิวของรถบรรทุก และลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการ

เมื่อการขนส่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น สินค้าส่งออกและนำเข้าจะเดินทางได้รวดเร็วกว่าเดิม เกษตรกรสามารถกระจายผลผลิตสู่ตลาดได้ง่ายขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจจะมีต้นทุนการแข่งขันที่ลดลง

กระตุ้นเศรษฐกิจชายแดนทั้งระบบ

ผลประโยชน์ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ส่งออกหรือบริษัทโลจิสติกส์ แต่ยังส่งผลเชิงบวกต่อธุรกิจในพื้นที่ชายแดน ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ร้านอาหาร สถานีบริการน้ำมัน ผู้ประกอบการท้องถิ่น และภาคการท่องเที่ยว ที่จะได้รับอานิสงส์จากการเดินทางที่สะดวกขึ้น

รัฐบาลไทยยังมีแผนต่อยอดการเชื่อมโยงพื้นที่ชายแดนในเส้นทาง สงขลา–เคดาห์ สตูล–เปอร์ลิส และนราธิวาส–กลันตัน พร้อมผลักดันเขตเศรษฐกิจชายแดน และอำนวยความสะดวกด้านศุลกากรและตรวจคนเข้าเมือง

รองรับการขนส่งยุคใหม่

ด่านสะเดาแห่งใหม่ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 596 ไร่ ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสงขลา รองรับการขนส่งในอนาคตด้วยโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ได้แก่

  • ช่องตรวจรถยนต์ฝั่งละ 11 ช่อง
  • ช่องตรวจคนเข้าเมืองฝั่งละ 14 ช่อง
  • อาคารตรวจสินค้าขนาดใหญ่ (Cargo Terminal)
  • ช่องตรวจรถบรรทุกขาเข้า–ขาออกฝั่งละ 8 ช่อง
  • ระบบ X-ray Fast Scan 2 เครื่อง
  • เครื่องชั่งน้ำหนักรถบรรทุก เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและความแม่นยำในการตรวจปล่อยสินค้า

ก้าวสำคัญสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์อาเซียน

การเปิดถนนเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่–บูกิตกายูฮิตัม จึงไม่ใช่เพียงการเชื่อมถนนสองประเทศเข้าด้วยกัน แต่เป็นการเชื่อมเศรษฐกิจ การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคเข้าหากัน

หากโครงการเชื่อมโยงชายแดนอื่น ๆ เดินหน้าตามแผน จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยและมาเลเซีย สร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการ ยกระดับเศรษฐกิจชายแดน และผลักดันทั้งสองประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์ของอาเซียนในอนาคต.

ที่มาข้อมูล : รัฐบาลไทย

ที่มารูปภาพ : รัฐบาลไทย

นักข่าวสายโซเชียล รายงานข่าวประเด็นสังคมและความเคลื่อนไหว เน้นการนำเสนอการสรุปข้อมูลที่รวดเร็ว ชัดเจน และเข้าใจง่าย