ส่องอนาคต “ชิปเมดอินไทยแลนด์” ไทยอยู่ตรงไหนบนสมรภูมิ "ชิปโลก"

Share on Line Share on Facebook Share on X
ส่องอนาคต “ชิปเมดอินไทยแลนด์” ไทยอยู่ตรงไหนบนสมรภูมิ "ชิปโลก"

จากสมาร์ตโฟน รถยนต์ไฟฟ้า AI ไปจนถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ ทุกอย่างล้วนต้องพึ่งพา “เซมิคอนดักเตอร์” หรือ ชิปจิ๋วเล็ก ๆ ที่เราเห็นกลายเป็นหัวใจของเศรษฐกิจโลกในศตวรรษที่ 21


อุตสาหกรรมที่มีมูลค่ามหาศาลระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นสนามแข่งขันครั้งใหม่ที่หลายประเทศทั่วโลกต่างต้องการเข้ามามีบทบาท “ไทย” เองก็ตั้งเป้าหมายที่จะก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของภูมิภาคอาเซียน


ชิป = น้ำมันศตวรรษที่ 21 


มีคนกล่าวว่า “ชิป” คือ น้ำมันแห่งศตวรรษที่ 21 และเราก็กำลังเข้าสู่สงครามเย็นทางเทคโนโลยี เพราะหากผู้ใดได้ครอบครอง หรือ เป็นมหาอำนาจด้านการผลิตชิปนี้ ก็อาจจะสามารถครองโลกใบนี้ทั้งใบได้ เนื่องจากถ้าชิปหายไปในบาง

อุตสาหกรรม อาจจะทำให้ห่วงโซ่การผลิตต้องหยุดชะงักลงในทันที


พลังอำนาจที่อาจได้มา จากการครอบครองตลาดชิป ทำให้เกิดการแข่งขันอย่างมากสำหรับประเทศมหาอำนาจอย่าง สหรัฐฯ และจีน เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีใครสามารถผลิตชิปได้เองแบบ 100% ไม่เว้นแม้กระทั่งไต้หวันเอง ยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากประเทศอื่น ๆ หลายฝ่าย เพื่อผลิตชิปเล็ก ๆ ชิ้นนี้


ปี 2025 อุตสาหกรรมชิปทั่วโลกรวมกันมีมูลค่าปัจจุบันอยู่ที่ 7.9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 25.6% และยังคาดการณ์ว่า จะทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ ซึ่งตอนนี้ บริษัท TSMC จากไต้หวันยังคงเป็นผู้ที่ครองตลาดส่วนแบ่งชิปมากที่สุดของโลก คิดเป็นประมาณเกือบ 69.9% 


จากตัวเลขทั้งหมด โดยเฉพาะมูลค่าการตลาดที่สูงอย่างมาก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกว่า ทำไมใคร ๆ ก็ต่างพยายามกระโดดลงเป็นผู้เล่นในตลาดนี้ ไม่เว้นแม้แต่ “ประเทศไทย” เอง 

สรุปข่าว

เมื่อ “ชิป” กลายเป็นอาวุธเศรษฐกิจโลก ไทยกำลังเดิมพันสร้าง “ชิปเมดอินไทยแลนด์” ตั้งเป้าก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์แห่งอาเซียนภายในปี 2050 ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจด้านเทคโนโลยี แต่โจทย์สำคัญคือ ไทยจะเปลี่ยนจากฐานประกอบและทดสอบชิป ไปสู่การเป็นผู้เล่นสำคัญในห่วงโซ่การผลิตระดับโลกได้หรือไม่ ?

จากสมาร์ตโฟน รถยนต์ไฟฟ้า AI ไปจนถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ ทุกอย่างล้วนต้องพึ่งพา “เซมิคอนดักเตอร์” หรือ ชิปจิ๋วเล็ก ๆ ที่เราเห็นกลายเป็นหัวใจของเศรษฐกิจโลกในศตวรรษที่ 21


อุตสาหกรรมที่มีมูลค่ามหาศาลระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นสนามแข่งขันครั้งใหม่ที่หลายประเทศทั่วโลกต่างต้องการเข้ามามีบทบาท “ไทย” เองก็ตั้งเป้าหมายที่จะก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของภูมิภาคอาเซียน


ชิป = น้ำมันศตวรรษที่ 21 


มีคนกล่าวว่า “ชิป” คือ น้ำมันแห่งศตวรรษที่ 21 และเราก็กำลังเข้าสู่สงครามเย็นทางเทคโนโลยี เพราะหากผู้ใดได้ครอบครอง หรือ เป็นมหาอำนาจด้านการผลิตชิปนี้ ก็อาจจะสามารถครองโลกใบนี้ทั้งใบได้ เนื่องจากถ้าชิปหายไปในบาง

อุตสาหกรรม อาจจะทำให้ห่วงโซ่การผลิตต้องหยุดชะงักลงในทันที


พลังอำนาจที่อาจได้มา จากการครอบครองตลาดชิป ทำให้เกิดการแข่งขันอย่างมากสำหรับประเทศมหาอำนาจอย่าง สหรัฐฯ และจีน เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีใครสามารถผลิตชิปได้เองแบบ 100% ไม่เว้นแม้กระทั่งไต้หวันเอง ยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากประเทศอื่น ๆ หลายฝ่าย เพื่อผลิตชิปเล็ก ๆ ชิ้นนี้


ปี 2025 อุตสาหกรรมชิปทั่วโลกรวมกันมีมูลค่าปัจจุบันอยู่ที่ 7.9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 25.6% และยังคาดการณ์ว่า จะทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ ซึ่งตอนนี้ บริษัท TSMC จากไต้หวันยังคงเป็นผู้ที่ครองตลาดส่วนแบ่งชิปมากที่สุดของโลก คิดเป็นประมาณเกือบ 69.9% 


จากตัวเลขทั้งหมด โดยเฉพาะมูลค่าการตลาดที่สูงอย่างมาก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกว่า ทำไมใคร ๆ ก็ต่างพยายามกระโดดลงเป็นผู้เล่นในตลาดนี้ ไม่เว้นแม้แต่ “ประเทศไทย” เอง 

ไทยตั้งเป้าขึ้นแท่นผู้นำด้านชิปแห่งอาเซียน 


รัฐบาลไทยเดินหน้าจัดตั้ง “บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ” เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของอาเซียน  โดยมี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานกรรมการ และ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธานกรรมการ 


บอร์ดดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดทิศทางนโยบาย แผนแม่บท และเป้าหมายในการพัฒนาอุตสาหกรรม เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งพิจารณาแผนงานและโครงการของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี 


การเคลื่อนไหวนี้ เป็นการเดินหน้ายุทธศาสตร์นำประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของภูมิภาคอาเซียน ตั้งเป้าหมายดึงดูดการลงทุนมูลค่า 2.5 ล้านล้านบาท และพัฒนาบุคลากรทักษะสูงกว่า 2.3 แสนคน เพื่อผลักดันเป้าหมายผลิตภัณฑ์ “ชิปเมดอินไทยแลนด์” ให้เกิดขึ้นจริงภายในปี 2050 สร้างความมั่นคงให้กับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเป้าหมาย  

ไทยอยู่ตรงไหนบนอุตสาหกรรมชิปโลก ?


บทความ “‘อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทยแข็งแกร่งตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ’ วลีที่เป็นได้มากกว่าภาพฝัน” เผยแพร่ผ่านนิตยสารสาระวิทย์ โดย สวทช. ระบุว่า อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลกมีห่วงโซ่การผลิตแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 


  • ส่วนต้นน้ำ คือ บริษัทที่ออกแบบชิปเท่านั้น เรียกว่า “แฟบเลส” 

  • ส่วนกลางน้ำ คือ ผู้ผลิตอุปกรณ์รวม หรือ IDM ซึ่งเป็นโรงงานผลิตชิปที่รับจ้างผลิตให้บริษัทอื่น เช่น TSMC

  • ส่วนปลายน้ำ คือ บริษัทประเภท Outsourced Semiconductor Assembly and test หรือ โอแสต (OSAT) รับประกอบ บรรจุ และทดสอบชิป 


สำหรับประเทศไทยถือว่ามีจุดแข็งและเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ส่วนปลายน้ำของโลก โดยบริษัทไทยจะรับแผ่นเวเฟอร์จากต่างประเทศมาทำกระบวนการบรรจุภัณฑ์ ประกอบแผงวงจร และทดสอบชิป รวมถึงผลิตแผ่นวงจรพิมพ์และประกอบเป็นผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ 


อีกทั้งยังเป็นฐานการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์รายใหญ่ของโลกจากบริษัท Western Digital และ Seagate มูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะของไทยจากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ส่วนปลายน้ำในปี พ.ศ. 2565 สูงถึง 1.3 ล้านล้านบาท


นอกจากนี้ ไทยยังมีฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ที่แข็งแรงทำให้ไทยมีประสบการณ์และโครงสร้างพื้นฐานบางส่วนรองรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อยู่แล้ว 


แต่ความท้าทายสำคัญ คือ ไทยยังไม่ได้อยู่ในส่วนต้นน้ำของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการออกแบบและผลิตชิปขั้นสูง ซึ่งเป็นส่วนที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงที่สุด 


อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการส่วนต้นน้ำ ไทยก็มีศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ หรือ TMEC ภายใต้ สวทช. ซึ่งมีโรงงานผลิตชิปขนาด 6 นิ้ว เป็นแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศ ดำเนินงานตั้งแต่การออกแบบ วิจัยพัฒนา ไปจนถึงการผลิตชิป CMOS และอุปกรณ์ MtM โดยเฉพาะเมมส์และเซนเซอร์ ในระดับการผลิตปริมาณน้อยมายาวนานกว่า 20 ปีแล้ว


อีก 25 ปี ไทยจะก้าวสู่ผู้นำด้านชิปแห่งอาเซียนได้ไหม ?


ถึงแม้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทยอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่เมื่อพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพของบุคลากร สภาพแวดล้อมในการประกอบธุรกิจ มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ และศักยภาพของอุตสาหกรรมปลายน้ำ พบว่าประเทศไทยยังมีโอกาสในการพัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ให้เติบโตและแข่งขันได้ 


“ร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ” จึงได้กำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง มุ่งต่อยอดจุดแข็งเดิมของไทย ควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถใหม่ เชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผลักดันให้เกิด “ชิปเมดอินไทยแลนด์”


พูดง่าย ๆ คือ ยุทธศาสตร์ของไทยจึงไม่ได้มุ่งแข่งขันกับประเทศผู้นำอย่างไต้หวันในทันที แต่เลือกต่อยอดจากจุดแข็งที่มีอยู่ เช่น ชิป Power สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ชิป Sensor สำหรับอุปกรณ์อัจฉริยะ รวมถึงชิป Analog, Photonics และ Discrete ซึ่งเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมที่ไทยมีฐานอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นชิปที่ใช้ในอุตสาหกรรมสำคัญของไทย อาทิ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม ดาต้าเซ็นเตอร์ เทคโนโลยี AI ระบบออโตเมชัน และการแพทย์ 


ในระยะ 5 ปีแรก จะมุ่งเน้นต่อยอดกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีจุดแข็ง เช่น กิจการประกอบและทดสอบชิป (Outsourced Semiconductor Assembly and Test: OSAT) การออกแบบชิป (IC Design) และกลุ่มผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง รวมถึงการผลักดันให้เกิดการลงทุนในกิจการผลิตชิปต้นน้ำ (Wafer Fabrication) ในประเทศไทย ควบคู่กับการเริ่มสร้างผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพให้เติบโตเป็นผู้เล่นหลัก (Local Champion) ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในอนาคต


เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว ร่างยุทธศาสตร์ฯ จึงเสนอกลไกขับเคลื่อน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่


  1. ด้านสิทธิประโยชน์ เช่น การให้เงินสนับสนุนและเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำในระยะยาว เพื่อดึงดูดโครงการลงทุนเป้าหมาย

  2. ด้านบุคลากรทักษะสูง เช่น การพัฒนาหลักสูตรและความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างบุคลากรด้านวิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์และการวิจัยขั้นสูง รวมทั้งการยกระดับทักษะแรงงานผ่านการฝึกอบรมวิชาชีพเฉพาะทาง

  3. ด้านเทคโนโลยี เช่น การยกระดับศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) และศูนย์วิจัยด้านเซมิคอนดักเตอร์ของสถาบันการศึกษา การสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาในการวิจัยและพัฒนา

  4. ด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การกำหนดพื้นที่ในรูปแบบคลัสเตอร์ การพัฒนาระบบน้ำและไฟฟ้า โดยเฉพาะพลังงานสะอาด การพัฒนาระบบป้องกันและจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ

  5. ด้านสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เช่น การอำนวยความสะดวกในการอนุมัติ/อนุญาตประกอบธุรกิจ การเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ และยุโรปในเรื่องเซมิคอนดักเตอร์ การออกแบบกลไกจัดซื้อภาครัฐเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทย เป็นต้น


เป้าหมายระยะยาว คือการสร้างระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์ให้ครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาบุคลากร เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ พร้อมสร้างผู้ประกอบการไทยให้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรมนี้


แต่เส้นทางสู่ “ชิปเมดอินไทยแลนด์” ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการแข่งขันในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ต้องใช้ทั้งเงินลงทุน เทคโนโลยี และเวลาในการสร้างองค์ความรู้


แหล่งข้อมูลอ้างอิง: