เมืองเลี้ยงลูกได้? เปิดตัวเลขเด็ก 2.5 แสนคนใน กทม. กับแผนขยายศูนย์เด็กเล็กของ “ชัชชาติ”

Share on Line Share on Facebook Share on X
เมืองเลี้ยงลูกได้? เปิดตัวเลขเด็ก 2.5 แสนคนใน กทม. กับแผนขยายศูนย์เด็กเล็กของ “ชัชชาติ”

เมืองเลี้ยงลูกได้ของ “ชัชชาติ” กับโจทย์เด็ก 250,000 คนในกรุงเทพฯ เมื่อศูนย์เด็กเล็กกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเมือง

กรุงเทพมหานครกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรครั้งสำคัญ เมื่อจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ครอบครัวในเมืองต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายและการดูแลบุตรที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มพ่อแม่วัยทำงานที่ต้องกลับเข้าสู่ระบบการจ้างงานภายในเวลาไม่กี่เดือนหลังคลอด

ข้อมูลที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 9 เปิดเผยระหว่างลงพื้นที่รับฟังข้อเสนอจากมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม เขตจตุจักร เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ระบุว่า ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีเด็กปฐมวัยอายุ 0-6 ปี ประมาณ 250,000 คน แต่ระบบดูแลเด็กที่กรุงเทพมหานครมีอยู่สามารถรองรับได้ราว 60,000 คน หรือคิดเป็นประมาณ 24% ของเด็กทั้งหมด

ตัวเลขดังกล่าวหมายความว่า เด็กปฐมวัยกว่า 190,000 คน ยังอยู่นอกระบบดูแลของ กทม. โดยครอบครัวจำนวนมากต้องพึ่งพาญาติ ผู้สูงอายุในบ้าน ผู้รับจ้างเลี้ยงเด็ก หรือศูนย์รับเลี้ยงเด็กเอกชนที่มีค่าใช้จ่ายแตกต่างกันไปตามพื้นที่

นี่จึงเป็นที่มาของนโยบาย "เมืองเลี้ยงลูกได้" ที่ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนเด็กที่เข้าถึงระบบดูแลของ กทม. จาก 60,000 คน เป็น 80,000 คน เพิ่มขึ้น 20,000 คน หรือขยายกำลังรองรับอีกประมาณ 33% จากปัจจุบัน

หากทำได้ตามเป้าหมาย เด็กที่อยู่ในระบบดูแลของ กทม. จะเพิ่มจาก 24% เป็นประมาณ 32% ของเด็กปฐมวัยทั้งเมือง

ศูนย์เด็กอ่อน 3 แห่ง ไม่เพียงพอกับความต้องการของเมืองขนาด 11 ล้านคน

ข้อมูลจากสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ระบุว่า ปัจจุบันมีศูนย์ดูแลเด็กอ่อนต้นแบบสำหรับเด็กอายุ 3 เดือนถึง 3 ปี จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ ศูนย์บริการสาธารณสุข 3 บางซื่อ ศูนย์บริการสาธารณสุข 16 ลุมพินี และศูนย์เด็กอ่อนกรุงเทพมหานคร ศาลาว่าการ กทม. 2 ดินแดง

ภายใต้นโยบายใหม่ มีเป้าหมายขยายศูนย์เด็กอ่อนจาก 3 แห่ง เป็น 13 แห่ง เพิ่มขึ้น 10 แห่ง หรือมากกว่า 4 เท่าตัว

การขยายบริการในช่วงอายุ 3 เดือนมีความสำคัญ เพราะเป็นช่วงเวลาที่พ่อแม่จำนวนมากต้องกลับไปทำงานหลังสิ้นสุดสิทธิการลาคลอด ขณะที่เด็กยังต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดวัน

จากข้อมูลของ กทม. เด็กอ่อนวัย 3-12 เดือน จำเป็นต้องได้รับการดูแลตามมาตรฐานที่เข้มข้นกว่าช่วงวัยอื่น โดยใช้อัตราส่วนผู้ดูแล 1 คน ต่อเด็ก 3-5 คน

หากคำนวณในเชิงปฏิบัติ ศูนย์ที่รองรับเด็กอ่อน 60 คน อาจต้องใช้บุคลากรดูแลอย่างน้อย 12-20 คน ยังไม่รวมเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุข แม่ครัว และบุคลากรสนับสนุนอื่น ๆ

นั่นทำให้การขยายศูนย์เด็กอ่อนไม่ใช่เพียงการเพิ่มอาคารหรือห้องเรียน แต่หมายถึงการเพิ่มบุคลากรเฉพาะทางจำนวนมากเข้าสู่ระบบด้วย

สรุปข่าว

กรุงเทพมหานครมีเด็กปฐมวัยราว 250,000 คน แต่ระบบดูแลของ กทม. รองรับได้เพียง 60,000 คน หรือ 24% ของทั้งหมด นโยบาย "เมืองเลี้ยงลูกได้" ของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จึงตั้งเป้าเพิ่มเด็กในระบบเป็น 80,000 คน พร้อมขยายศูนย์เด็กอ่อนจาก 3 เป็น 13 แห่ง รองรับเด็กตั้งแต่อายุ 3 เดือน และพัฒนาโรงเรียนอนุบาลคุณภาพครบ 50 เขต

เมืองเลี้ยงลูกได้ของ “ชัชชาติ” กับโจทย์เด็ก 250,000 คนในกรุงเทพฯ เมื่อศูนย์เด็กเล็กกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเมือง

กรุงเทพมหานครกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรครั้งสำคัญ เมื่อจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ครอบครัวในเมืองต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายและการดูแลบุตรที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มพ่อแม่วัยทำงานที่ต้องกลับเข้าสู่ระบบการจ้างงานภายในเวลาไม่กี่เดือนหลังคลอด

ข้อมูลที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 9 เปิดเผยระหว่างลงพื้นที่รับฟังข้อเสนอจากมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม เขตจตุจักร เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ระบุว่า ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีเด็กปฐมวัยอายุ 0-6 ปี ประมาณ 250,000 คน แต่ระบบดูแลเด็กที่กรุงเทพมหานครมีอยู่สามารถรองรับได้ราว 60,000 คน หรือคิดเป็นประมาณ 24% ของเด็กทั้งหมด

ตัวเลขดังกล่าวหมายความว่า เด็กปฐมวัยกว่า 190,000 คน ยังอยู่นอกระบบดูแลของ กทม. โดยครอบครัวจำนวนมากต้องพึ่งพาญาติ ผู้สูงอายุในบ้าน ผู้รับจ้างเลี้ยงเด็ก หรือศูนย์รับเลี้ยงเด็กเอกชนที่มีค่าใช้จ่ายแตกต่างกันไปตามพื้นที่

นี่จึงเป็นที่มาของนโยบาย "เมืองเลี้ยงลูกได้" ที่ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนเด็กที่เข้าถึงระบบดูแลของ กทม. จาก 60,000 คน เป็น 80,000 คน เพิ่มขึ้น 20,000 คน หรือขยายกำลังรองรับอีกประมาณ 33% จากปัจจุบัน

หากทำได้ตามเป้าหมาย เด็กที่อยู่ในระบบดูแลของ กทม. จะเพิ่มจาก 24% เป็นประมาณ 32% ของเด็กปฐมวัยทั้งเมือง

ศูนย์เด็กอ่อน 3 แห่ง ไม่เพียงพอกับความต้องการของเมืองขนาด 11 ล้านคน

ข้อมูลจากสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ระบุว่า ปัจจุบันมีศูนย์ดูแลเด็กอ่อนต้นแบบสำหรับเด็กอายุ 3 เดือนถึง 3 ปี จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ ศูนย์บริการสาธารณสุข 3 บางซื่อ ศูนย์บริการสาธารณสุข 16 ลุมพินี และศูนย์เด็กอ่อนกรุงเทพมหานคร ศาลาว่าการ กทม. 2 ดินแดง

ภายใต้นโยบายใหม่ มีเป้าหมายขยายศูนย์เด็กอ่อนจาก 3 แห่ง เป็น 13 แห่ง เพิ่มขึ้น 10 แห่ง หรือมากกว่า 4 เท่าตัว

การขยายบริการในช่วงอายุ 3 เดือนมีความสำคัญ เพราะเป็นช่วงเวลาที่พ่อแม่จำนวนมากต้องกลับไปทำงานหลังสิ้นสุดสิทธิการลาคลอด ขณะที่เด็กยังต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดวัน

จากข้อมูลของ กทม. เด็กอ่อนวัย 3-12 เดือน จำเป็นต้องได้รับการดูแลตามมาตรฐานที่เข้มข้นกว่าช่วงวัยอื่น โดยใช้อัตราส่วนผู้ดูแล 1 คน ต่อเด็ก 3-5 คน

หากคำนวณในเชิงปฏิบัติ ศูนย์ที่รองรับเด็กอ่อน 60 คน อาจต้องใช้บุคลากรดูแลอย่างน้อย 12-20 คน ยังไม่รวมเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุข แม่ครัว และบุคลากรสนับสนุนอื่น ๆ

นั่นทำให้การขยายศูนย์เด็กอ่อนไม่ใช่เพียงการเพิ่มอาคารหรือห้องเรียน แต่หมายถึงการเพิ่มบุคลากรเฉพาะทางจำนวนมากเข้าสู่ระบบด้วย

เด็ก 20,000 คนที่เพิ่มขึ้น หมายถึงครอบครัวอีกหลายหมื่นครัวเรือนที่ได้รับประโยชน์

เมื่อพิจารณาจากเป้าหมายเพิ่มเด็กในระบบอีก 20,000 คน จะพบว่าเบื้องหลังตัวเลขดังกล่าวคือครอบครัวจำนวนไม่น้อยที่อาจลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการดูแลบุตร

สำหรับครอบครัวในกรุงเทพฯ ปัญหาหลักไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงลูก แต่รวมถึงการจัดสรรเวลาในการทำงาน การเดินทาง และการหาสถานที่ดูแลเด็กที่อยู่ใกล้บ้านหรือใกล้ที่ทำงาน

นโยบายเมืองเลี้ยงลูกได้จึงวางแนวทางให้มีการกระจายศูนย์เด็กเล็กในพื้นที่ชุมชน โรงเรียน และศูนย์บริการสาธารณสุข เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถเข้าถึงบริการได้ง่ายขึ้น

ขณะเดียวกันยังมีแนวคิดเชื่อมโยงศูนย์เด็กเล็กเข้ากับแหล่งงาน เพื่อช่วยลดเวลาการเดินทางของพ่อแม่ในแต่ละวัน

"บ้านย่ายาย" ทางเลือกใหม่ในสังคมสูงวัย

อีกหนึ่งมาตรการที่ถูกบรรจุอยู่ในแผนงาน คือการดึงผู้สูงอายุในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในระบบดูแลเด็กผ่านแนวคิด "บ้านย่ายาย"

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า กรุงเทพมหานครมีแนวโน้มเข้าสู่สังคมสูงวัยเช่นเดียวกับภาพรวมของประเทศ ทำให้หลายชุมชนมีผู้สูงอายุที่ยังมีศักยภาพและพร้อมทำกิจกรรมสาธารณะ

การเปิดพื้นที่ให้ผู้สูงอายุเข้ามาช่วยดูแลเด็กในชุมชน จึงเป็นการใช้ทรัพยากรทางสังคมที่มีอยู่เดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในด้านการดูแลเด็กและการสร้างกิจกรรมให้ผู้สูงอายุ

แนวคิดดังกล่าวถูกใช้ในหลายประเทศที่มีโครงสร้างประชากรสูงวัย โดยเฉพาะญี่ปุ่น ซึ่งมีการเชื่อมโยงกิจกรรมระหว่างเด็กและผู้สูงอายุในระดับชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง

จากศูนย์เด็กเล็กสู่โรงเรียนอนุบาลคุณภาพ 50 เขต

นอกจากการเพิ่มจำนวนสถานที่ดูแลเด็กแล้ว แผนงานยังตั้งเป้ายกระดับคุณภาพบริการควบคู่กันไป

หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการพัฒนาโรงเรียนอนุบาลคุณภาพให้ครอบคลุมทั้ง 50 เขตของกรุงเทพมหานคร รวมถึงการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในการจัดตั้งโรงเรียนสาธิตปฐมวัย เพื่อพัฒนาครูและบุคลากรเฉพาะทางด้านเด็กเล็ก

นอกจากนี้ยังมีแผนเพิ่มงบประมาณด้านอาหารกลางวัน ปรับค่าตอบแทนครูพี่เลี้ยงตามคุณวุฒิ และปรับอัตรากำลังให้เหมาะสมกับช่วงวัยของเด็ก

เป้าหมายคือการลดความแตกต่างของคุณภาพการดูแลเด็กระหว่างพื้นที่ชั้นในและชานเมือง รวมถึงลดภาระของครอบครัวที่ต้องส่งบุตรเข้าเรียนในสถานศึกษาที่มีค่าใช้จ่ายสูง

พื้นที่เล่น 53 แห่ง และห้องสมุดของเล่น ลดภาระครอบครัวเมือง

ข้อมูลจากทีมนโยบายยังระบุว่า กรุงเทพมหานครมีสวนสาธารณะในความดูแล 53 แห่ง ซึ่งจะถูกพัฒนาเป็นพื้นที่กิจกรรมสำหรับเด็กและครอบครัวผ่านโครงการ Play Day

ควบคู่กับแนวคิด "ห้องสมุดของเล่น" ที่เปิดโอกาสให้ครอบครัวยืมของเล่นและสื่อพัฒนาการกลับไปใช้ที่บ้าน

มาตรการลักษณะนี้ถูกนำมาใช้ในหลายประเทศเพื่อลดค่าใช้จ่ายของครัวเรือน โดยเฉพาะในช่วงวัยที่เด็กมีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาการอย่างรวดเร็วและต้องใช้อุปกรณ์การเรียนรู้หลากหลายประเภท

เมืองเลี้ยงลูกได้กับโจทย์ประชากรในอนาคต

ข้อมูลด้านประชากรของประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นแนวโน้มการเกิดที่ลดลงต่อเนื่อง ขณะที่สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นทุกปี

นักวิชาการด้านประชากรจำนวนมากมองตรงกันว่า การตัดสินใจมีบุตรของคนรุ่นใหม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรายได้เพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับความพร้อมด้านเวลา ระบบดูแลเด็ก และคุณภาพชีวิตของครอบครัว

สำหรับกรุงเทพมหานคร นโยบายเมืองเลี้ยงลูกได้จึงมุ่งแก้ปัญหาในส่วนที่เมืองสามารถดำเนินการได้โดยตรง นั่นคือการเพิ่มจำนวนสถานที่ดูแลเด็ก การพัฒนาบุคลากรปฐมวัย และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเลี้ยงดูบุตร

จากตัวเลขเป้าหมายที่เพิ่มเด็กในระบบอีก 20,000 คน เพิ่มศูนย์เด็กอ่อนกว่า 4 เท่า และขยายกิจกรรมสำหรับครอบครัวครอบคลุมทั้ง 50 เขต นโยบายนี้จึงเป็นหนึ่งในแผนงานด้านสังคมที่ใช้ข้อมูลประชากรและโครงสร้างครอบครัวเมืองเป็นฐานในการออกแบบมาตรการรองรับอนาคตของกรุงเทพมหานคร

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : Thai News Pix

บรรณาธิการออนไลน์