จาก “ภาระงบประมาณ” สู่ “สวัสดิการถ้วนหน้า” เบี้ยผู้สูงอายุคุ้มค่ากับสังคมไทยหรือไม่?

Share on Line Share on Facebook Share on X
จาก “ภาระงบประมาณ” สู่ “สวัสดิการถ้วนหน้า” เบี้ยผู้สูงอายุคุ้มค่ากับสังคมไทยหรือไม่?

ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโครงสร้างประชากร จากประเทศที่เคยมีแรงงานจำนวนมาก กำลังก้าวเข้าสู่สังคมที่มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุว่า ไทยเข้าสู่ "สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์" แล้ว โดยประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนมากกว่า 20% ของประชากรทั้งประเทศ หรือคิดเป็นกว่า 13 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในอีกหลายสิบปีข้างหน้า

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ประเด็นเรื่อง "เบี้ยผู้สูงอายุ" จึงกลายเป็นหนึ่งในนโยบายสวัสดิการที่ถูกพูดถึงมากที่สุด

ฝ่ายหนึ่งมองว่าเป็นภาระงบประมาณที่รัฐต้องแบกรับเพิ่มขึ้นทุกปี ขณะที่อีกฝ่ายมองว่าเป็นการลงทุนทางสังคมที่ช่วยลดความยากจน ลดภาระครอบครัว และเตรียมความพร้อมรับมือกับสังคมสูงวัยในอนาคต

ระบบเบี้ยผู้สูงอายุไทยในปัจจุบัน

ปัจจุบันผู้สูงอายุไทยได้รับเบี้ยยังชีพแบบขั้นบันไดตามช่วงอายุ ประกอบด้วย

  • อายุ 60-69 ปี ได้รับ 600 บาทต่อเดือน
  • อายุ 70-79 ปี ได้รับ 700 บาทต่อเดือน
  • อายุ 80-89 ปี ได้รับ 800 บาทต่อเดือน
  • อายุ 90 ปีขึ้นไป ได้รับ 1,000 บาทต่อเดือน

โครงสร้างดังกล่าวถูกใช้มาตั้งแต่ปี 2554 หรือกว่า 15 ปีแล้ว ขณะที่ค่าครองชีพในประเทศปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง

หากเทียบกับอัตราเงินเฟ้อสะสมในช่วงเวลากว่า 1 ทศวรรษที่ผ่านมา มูลค่าที่แท้จริงของเบี้ยยังชีพลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ผู้สูงอายุวัย 60 ปี ที่ได้รับ 600 บาทในปี 2554 กับผู้สูงอายุวัยเดียวกันในปี 2569 แม้จะได้รับเงินเท่ากัน แต่กำลังซื้อกลับไม่เท่ากันอีกต่อไป

ค่าอาหาร ค่ายา ค่าเดินทาง และค่าสาธารณูปโภคต่างปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่รายได้ส่วนนี้แทบไม่เปลี่ยนแปลง

เงิน 600 บาท มีความหมายอย่างไรในชีวิตจริง

งานศึกษาของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และหลายหน่วยงานด้านผู้สูงอายุ พบว่า ผู้สูงอายุไทยจำนวนมากยังคงทำงานหลังอายุ 60 ปี

สาเหตุสำคัญไม่ใช่เพราะต้องการทำงานเพื่อความสุขเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะยังมีภาระค่าใช้จ่ายและไม่มีรายได้เพียงพอสำหรับการดำรงชีพ

ผู้สูงอายุในภาคเกษตรจำนวนมากยังต้องทำไร่ ทำนา หรือรับจ้างรายวัน แม้สุขภาพจะเริ่มถดถอย

ในพื้นที่ชนบทหลายแห่ง เบี้ยผู้สูงอายุเป็นรายได้ประจำที่แน่นอนที่สุดของครัวเรือน

บางครอบครัวมีลูกหลานทำงานรับจ้าง รายได้ไม่แน่นอน เมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด เช่น ตกงาน เจ็บป่วย หรือเศรษฐกิจชะลอตัว เงินเบี้ยผู้สูงอายุจึงกลายเป็นรายได้ก้อนสุดท้ายที่ยังคงเข้าบ้านทุกเดือน

นี่เป็นเหตุผลที่นักวิชาการด้านสวัสดิการหลายคนเรียกเบี้ยผู้สูงอายุว่า "กันชนทางเศรษฐกิจของครัวเรือน"

สรุปข่าว

ไทยมีผู้สูงอายุกว่า 13 ล้านคน และเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว ข้อเสนอปรับบำนาญพื้นฐานถ้วนหน้า 3,000 บาทใช้งบประมาณราว 4.74 แสนล้านบาทต่อปี แต่หลายงานศึกษาชี้ว่าการลงทุนด้านผู้สูงอายุสร้างผลตอบแทนทางสังคม ลดภาระลูกหลาน ลดความเหลื่อมล้ำ และช่วยพยุงเศรษฐกิจฐานราก

ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโครงสร้างประชากร จากประเทศที่เคยมีแรงงานจำนวนมาก กำลังก้าวเข้าสู่สังคมที่มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุว่า ไทยเข้าสู่ "สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์" แล้ว โดยประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนมากกว่า 20% ของประชากรทั้งประเทศ หรือคิดเป็นกว่า 13 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในอีกหลายสิบปีข้างหน้า

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ประเด็นเรื่อง "เบี้ยผู้สูงอายุ" จึงกลายเป็นหนึ่งในนโยบายสวัสดิการที่ถูกพูดถึงมากที่สุด

ฝ่ายหนึ่งมองว่าเป็นภาระงบประมาณที่รัฐต้องแบกรับเพิ่มขึ้นทุกปี ขณะที่อีกฝ่ายมองว่าเป็นการลงทุนทางสังคมที่ช่วยลดความยากจน ลดภาระครอบครัว และเตรียมความพร้อมรับมือกับสังคมสูงวัยในอนาคต

ระบบเบี้ยผู้สูงอายุไทยในปัจจุบัน

ปัจจุบันผู้สูงอายุไทยได้รับเบี้ยยังชีพแบบขั้นบันไดตามช่วงอายุ ประกอบด้วย

  • อายุ 60-69 ปี ได้รับ 600 บาทต่อเดือน
  • อายุ 70-79 ปี ได้รับ 700 บาทต่อเดือน
  • อายุ 80-89 ปี ได้รับ 800 บาทต่อเดือน
  • อายุ 90 ปีขึ้นไป ได้รับ 1,000 บาทต่อเดือน

โครงสร้างดังกล่าวถูกใช้มาตั้งแต่ปี 2554 หรือกว่า 15 ปีแล้ว ขณะที่ค่าครองชีพในประเทศปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง

หากเทียบกับอัตราเงินเฟ้อสะสมในช่วงเวลากว่า 1 ทศวรรษที่ผ่านมา มูลค่าที่แท้จริงของเบี้ยยังชีพลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ผู้สูงอายุวัย 60 ปี ที่ได้รับ 600 บาทในปี 2554 กับผู้สูงอายุวัยเดียวกันในปี 2569 แม้จะได้รับเงินเท่ากัน แต่กำลังซื้อกลับไม่เท่ากันอีกต่อไป

ค่าอาหาร ค่ายา ค่าเดินทาง และค่าสาธารณูปโภคต่างปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่รายได้ส่วนนี้แทบไม่เปลี่ยนแปลง

เงิน 600 บาท มีความหมายอย่างไรในชีวิตจริง

งานศึกษาของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และหลายหน่วยงานด้านผู้สูงอายุ พบว่า ผู้สูงอายุไทยจำนวนมากยังคงทำงานหลังอายุ 60 ปี

สาเหตุสำคัญไม่ใช่เพราะต้องการทำงานเพื่อความสุขเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะยังมีภาระค่าใช้จ่ายและไม่มีรายได้เพียงพอสำหรับการดำรงชีพ

ผู้สูงอายุในภาคเกษตรจำนวนมากยังต้องทำไร่ ทำนา หรือรับจ้างรายวัน แม้สุขภาพจะเริ่มถดถอย

ในพื้นที่ชนบทหลายแห่ง เบี้ยผู้สูงอายุเป็นรายได้ประจำที่แน่นอนที่สุดของครัวเรือน

บางครอบครัวมีลูกหลานทำงานรับจ้าง รายได้ไม่แน่นอน เมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด เช่น ตกงาน เจ็บป่วย หรือเศรษฐกิจชะลอตัว เงินเบี้ยผู้สูงอายุจึงกลายเป็นรายได้ก้อนสุดท้ายที่ยังคงเข้าบ้านทุกเดือน

นี่เป็นเหตุผลที่นักวิชาการด้านสวัสดิการหลายคนเรียกเบี้ยผู้สูงอายุว่า "กันชนทางเศรษฐกิจของครัวเรือน"

ข้อเสนอใหม่ จากเบี้ยยังชีพสู่บำนาญประชาชน

คณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎร เคยเสนอแนวทางปรับระบบเบี้ยผู้สูงอายุไปสู่ "บำนาญพื้นฐานประชาชน" หรือ Universal Social Pension

แนวคิดดังกล่าวกำหนดเป้าหมายให้ผู้สูงอายุทุกคนได้รับเงิน 3,000 บาทต่อเดือนภายในปี 2570

แผนการที่ถูกนำเสนอแบ่งเป็น 3 ระยะ

  • ปี 2568 ปรับเป็น 1,200 บาท
  • ปี 2569 ปรับเป็น 2,000 บาท
  • ปี 2570 ปรับเป็น 3,000 บาท

โดยประเมินว่าต้องใช้งบประมาณประมาณ

  • 176,000 ล้านบาท ในปี 2568
  • 305,000 ล้านบาท ในปี 2569
  • 474,000 ล้านบาท ในปี 2570

ตัวเลข 474,000 ล้านบาท กลายเป็นประเด็นที่ถูกนำมาใช้ถกเถียงอย่างกว้างขวางว่า ประเทศไทยจะสามารถรับภาระได้หรือไม่

4.74 แสนล้านบาท มากหรือน้อยแค่ไหน

หากเทียบกับงบประมาณรายจ่ายประจำปีของประเทศไทยที่อยู่ราว 3.7-3.9 ล้านล้านบาท งบประมาณบำนาญถ้วนหน้า 3,000 บาท จะคิดเป็นประมาณ 12-13% ของงบประมาณทั้งประเทศ

แต่หากเทียบกับขนาดเศรษฐกิจไทยหรือ GDP ที่มีมูลค่าประมาณ 18-19 ล้านล้านบาทต่อปี งบดังกล่าวจะอยู่ที่ประมาณ 2-3% ของ GDP

ตัวเลขนี้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับหลายประเทศที่มีระบบบำนาญพื้นฐานถ้วนหน้า

ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการจัดลำดับความสำคัญในการใช้งบประมาณของประเทศ

ผลตอบแทนทางสังคมที่วัดได้จริง

หนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ประเมินความคุ้มค่าของนโยบายสังคม คือ Social Return on Investment หรือ SROI

แนวคิดนี้ไม่ได้ดูเฉพาะจำนวนเงินที่รัฐจ่ายออกไป แต่ประเมินผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับสังคมโดยรวม

งานศึกษาของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และหน่วยงานด้านผู้สูงอายุหลายโครงการ พบว่า การลงทุนด้านผู้สูงอายุสามารถสร้างผลตอบแทนทางสังคมสูงกว่ามูลค่าที่ลงทุน

บางโครงการมีค่า SROI ประมาณ 2.95 เท่า

หมายความว่า ทุก 1 บาทที่ลงทุน สามารถสร้างประโยชน์กลับคืนสู่สังคมเกือบ 3 บาท

ประโยชน์ดังกล่าวไม่ได้อยู่ในรูปเงินสดเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึง

  • การลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือน
  • การลดภาระผู้ดูแล
  • การลดการเจ็บป่วย
  • การลดภาวะซึมเศร้าและความโดดเดี่ยว
  • การเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ

ภาระที่ตกอยู่กับลูกหลานมีมูลค่าเท่าไร

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า ผู้สูงอายุจำนวนมากยังพึ่งพารายได้จากบุตรหลานเป็นหลัก

เมื่อผู้สูงอายุไม่มีรายได้เพียงพอ ภาระดังกล่าวจะถูกส่งต่อไปยังคนวัยทำงานทันที

ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของผู้สูงอายุหนึ่งคนในแต่ละเดือนประกอบด้วย

  • ค่าอาหาร
  • ค่ายารักษาโรค
  • ค่าเดินทางพบแพทย์
  • ค่าสาธารณูปโภค
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลระยะยาว

สำหรับครอบครัวรายได้น้อย ค่าใช้จ่ายเหล่านี้อาจคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 20-30% ของรายได้ครัวเรือน

บางกรณี ลูกหลานต้องลาออกจากงานเพื่อกลับมาดูแลพ่อแม่ที่ป่วยติดเตียง ส่งผลให้ครัวเรือนสูญเสียรายได้หลักทันที

ต้นทุนลักษณะนี้ไม่ปรากฏอยู่ในงบประมาณแผ่นดิน แต่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของประชาชนจำนวนมาก

ลดความเหลื่อมล้ำในกลุ่มผู้สูงอายุ

ปัจจุบันผู้สูงอายุไทยไม่ได้รับหลักประกันหลังเกษียณเท่ากัน

ข้าราชการมีระบบบำนาญ

ลูกจ้างเอกชนในระบบมีประกันสังคมและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

แต่แรงงานนอกระบบกว่า 20 ล้านคนกลับไม่มีหลักประกันในลักษณะเดียวกัน

เมื่อเข้าสู่วัยชรา ผู้สูงอายุจำนวนมากจึงต้องพึ่งพาเบี้ยยังชีพหลักร้อยบาทต่อเดือน

แนวคิดบำนาญถ้วนหน้าจึงถูกเสนอขึ้นเพื่ออุดช่องว่างดังกล่าว โดยให้ผู้สูงอายุทุกคนได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานเท่ากันในฐานะพลเมือง

เงินผู้สูงอายุหมุนเวียนกลับสู่เศรษฐกิจท้องถิ่น

อีกมิติหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงในงานศึกษาหลายประเทศ คือผลคูณทางเศรษฐกิจของบำนาญพื้นฐาน

ผู้สูงอายุส่วนใหญ่นำเงินไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันทันที ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ยา ค่าเดินทาง หรือสินค้าในชุมชน

เงินดังกล่าวจึงหมุนเวียนต่อไปยังร้านค้า ตลาดสด ผู้ประกอบการรายย่อย และบริการในพื้นที่

นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนมองว่า สวัสดิการลักษณะนี้ช่วยรักษากำลังซื้อของเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่มีผู้สูงอายุจำนวนมาก

การถกเถียงเรื่องเบี้ยผู้สูงอายุในประเทศไทยมักเริ่มต้นที่ตัวเลขงบประมาณหลายแสนล้านบาท แต่เมื่อพิจารณาให้ลึกลงไป จะพบว่านโยบายดังกล่าวเกี่ยวข้องกับหลายมิติ ทั้งคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ภาระของลูกหลาน ความเหลื่อมล้ำในระบบสวัสดิการ และความพร้อมของประเทศในการรับมือกับสังคมสูงวัย

ข้อเสนอเรื่องบำนาญพื้นฐานถ้วนหน้า 3,000 บาทอาจยังต้องใช้เวลาในการพิจารณาความเป็นไปได้ทางการคลัง แต่ข้อมูลจากงานวิจัยและประสบการณ์ในหลายประเทศชี้ให้เห็นว่า สวัสดิการผู้สูงอายุไม่ได้มีผลเฉพาะต่อผู้รับเงินเท่านั้น หากยังเชื่อมโยงกับความมั่นคงของครัวเรือน เศรษฐกิจชุมชน และต้นทุนทางสังคมที่ประเทศต้องเผชิญในอนาคต

ในวันที่ประเทศไทยมีผู้สูงอายุมากกว่า 13 ล้านคน และกำลังเพิ่มขึ้นทุกปี การพิจารณาว่าสวัสดิการผู้สูงอายุเป็น "ภาระงบประมาณ" หรือ "การลงทุนเพื่อความมั่นคงของสังคม" จึงกลายเป็นหนึ่งในประเด็นนโยบายสาธารณะที่จะมีผลต่อคนไทยทุกช่วงวัยในอนาคต

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : Getty Image

บรรณาธิการออนไลน์