นายกฯ ดันแฟรนไชส์ไทยบุกยุโรป เร่ง FTA ไทย-EU หนุน Soft Power อาหารไทย

Share on Line Share on Facebook Share on X
นายกฯ ดันแฟรนไชส์ไทยบุกยุโรป เร่ง FTA ไทย-EU หนุน Soft Power อาหารไทย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย–ฝรั่งเศส ระหว่างการเยือนกรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 ได้หารือกับผู้บริหารภาคเอกชนไทยที่ลงทุนในยุโรป เพื่อรับฟังข้อเสนอด้านการค้า การลงทุน และแนวทางขยายธุรกิจไทยในตลาดยุโรป

การหารือจัดขึ้นที่โรงแรม InterContinental Paris Le Grand กรุงปารีส โดยมีผู้แทนภาคเอกชนไทยเข้าร่วม 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท Ambient Branded ภายใต้ Thai Union Europe, บริษัท Indorama Ventures และบริษัท Mud and Hound ซึ่งสะท้อนถึงการขยายบทบาทธุรกิจไทยทั้งด้านอาหาร อุตสาหกรรม และไลฟ์สไตล์ในตลาดยุโรป

ภาคเอกชนเสนอให้รัฐบาลเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA ไทย–สหภาพยุโรป โดยมองว่าจะช่วยลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยจากเดิมประมาณร้อยละ 24 เหลือร้อยละ 0 เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของสินค้าไทยในยุโรป และช่วยผู้ประกอบการส่งออกทุกกลุ่มสินค้า

สรุปข่าว

นายกฯ “อนุทิน” หารือเอกชนไทยในฝรั่งเศส รับฟังข้อเสนอเร่ง FTA ไทย-EU และหนุนแฟรนไชส์ร้านอาหารไทยในยุโรป เพื่อเพิ่มโอกาสส่งออกและขยาย Soft Power ไทย ขณะเดียวกันรัฐบาลปลื้มสารคดี “Tasteful Thailand” คว้ารางวัลระดับโลก ช่วยผลักดันอาหารและวัฒนธรรมไทยสู่สายตานานาชาติ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย–ฝรั่งเศส ระหว่างการเยือนกรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 ได้หารือกับผู้บริหารภาคเอกชนไทยที่ลงทุนในยุโรป เพื่อรับฟังข้อเสนอด้านการค้า การลงทุน และแนวทางขยายธุรกิจไทยในตลาดยุโรป

การหารือจัดขึ้นที่โรงแรม InterContinental Paris Le Grand กรุงปารีส โดยมีผู้แทนภาคเอกชนไทยเข้าร่วม 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท Ambient Branded ภายใต้ Thai Union Europe, บริษัท Indorama Ventures และบริษัท Mud and Hound ซึ่งสะท้อนถึงการขยายบทบาทธุรกิจไทยทั้งด้านอาหาร อุตสาหกรรม และไลฟ์สไตล์ในตลาดยุโรป

ภาคเอกชนเสนอให้รัฐบาลเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA ไทย–สหภาพยุโรป โดยมองว่าจะช่วยลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยจากเดิมประมาณร้อยละ 24 เหลือร้อยละ 0 เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของสินค้าไทยในยุโรป และช่วยผู้ประกอบการส่งออกทุกกลุ่มสินค้า

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ การสนับสนุนธุรกิจแฟรนไชส์ไทย โดยเฉพาะร้านอาหารไทยในยุโรป ผ่านมาตรการสนับสนุนของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือ EXIM Bank หลังภาคเอกชนเห็นว่า แม้อาหารไทยได้รับความนิยมสูงในยุโรป แต่หลายร้านยังดำเนินกิจการโดยผู้ประกอบการต่างชาติ ส่งผลให้รสชาติและเอกลักษณ์อาหารไทยคลาดเคลื่อนจากต้นตำรับ

ภาคเอกชนจึงเสนอให้รัฐบาลช่วยสร้างโอกาสให้คนไทยในฝรั่งเศสและประเทศยุโรปอื่น ๆ เข้าถึงแหล่งทุนและระบบแฟรนไชส์มากขึ้น เพื่อช่วยขยายตลาดอาหารไทย พร้อมต่อยอดการนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศไทย และเผยแพร่วัฒนธรรมไทยผ่านธุรกิจอาหาร

ด้านนายกรัฐมนตรีแสดงความสนใจต่อข้อเสนอดังกล่าว พร้อมระบุว่ารัฐบาลจะประสานภาคเอกชนและ EXIM Bank เพื่อออกแบบมาตรการสนับสนุนแฟรนไชส์ไทยในต่างประเทศเพิ่มเติม

ระหว่างการเยือนฝรั่งเศส นายกรัฐมนตรี ยังได้พบปะชุมชนไทยที่วัดพุทธนานาชาติ กรุงปารีส พร้อมยืนยันต่อคนไทยในต่างแดนว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศ โดยเฉพาะประเด็นสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา

นายกรัฐมนตรีระบุว่า หากฝ่ายกัมพูชาร้องขอให้องค์การยูเนสโกเข้าตรวจสอบพื้นที่โบราณสถานที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะ ยูเนสโกควรตรวจสอบข้อมูลทั้งสองฝั่ง เพื่อให้ข้อมูลมีความครบถ้วนและชัดเจน

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเดินหน้าผลักดัน Soft Power ไทยในเวทีโลก ล่าสุดรัฐบาลแสดงความยินดีหลังสารคดีอาหารไทย “Tasteful Thailand” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ Tencent คว้ารางวัล “Telly Awards” จากสหรัฐอเมริกา ในสาขาสารคดียอดเยี่ยม

สารคดีดังกล่าวนำเสนอเรื่องราวอาหารไทย วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละภูมิภาค ผ่านแพลตฟอร์ม WeTV โดยรัฐบาลมองว่าเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายด้าน Gastronomy Tourism ของโลก และช่วยสร้างแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาสัมผัสประเทศไทยมากขึ้น

ทั้งนี้ การเยือนฝรั่งเศสของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ มีขึ้นในวาระครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ฝรั่งเศส โดยมีรองนายกรัฐมนตรีร่วมคณะถึง 4 คน และมีกำหนดหารือกับนายเอมานูว์แอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เพื่อขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศเพิ่มเติม

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : รัฐบาลไทย

บรรณาธิการออนไลน์