
วันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา เพจ Curiosity Channel คนช่างสงสัย ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับมาตรฐานการออกแบบอาคารสูงสมัยใหม่เพื่อรับมือแผ่นดินไหว โดยพบว่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 เป็นต้นมา มาตรฐานการออกแบบอาคารรับแรงแผ่นดินไหวในประเทศไทยได้ปรับแนวทางใหม่ โดยกำหนดให้วิศวกรต้องออกแบบอาคารให้มี “ความเหนียว” มากกว่าความแข็ง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย
สรุปข่าว
วันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา เพจ Curiosity Channel คนช่างสงสัย ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับมาตรฐานการออกแบบอาคารสูงสมัยใหม่เพื่อรับมือแผ่นดินไหว โดยพบว่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 เป็นต้นมา มาตรฐานการออกแบบอาคารรับแรงแผ่นดินไหวในประเทศไทยได้ปรับแนวทางใหม่ โดยกำหนดให้วิศวกรต้องออกแบบอาคารให้มี “ความเหนียว” มากกว่าความแข็ง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย
ความแตกต่างระหว่าง “อาคารแข็ง” กับ “อาคารเหนียว”
โดยเพจ Curiosity Channel คนช่างสงสัย ได้อธิบายเอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ คือ “ความแข็ง” มักมาพร้อมกับ “ความเปราะ” นั่นหมายความว่า เมื่อโครงสร้างแข็งเกินไป หากเกิดความเสียหายขึ้นจะเป็นการเสียหายแบบฉับพลัน ไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า เช่นเดียวกับเวลาหักดินสอ มันจะหักทันที ไม่ค่อยมีอาการร้าวให้เห็นก่อนในทางวิศวกรรมเรียกว่า “วิบัติแบบฉับพลัน” ซึ่งอันตรายมาก เพราะผู้อยู่อาศัยจะไม่มีโอกาสหลบหนีได้ทัน
ในทางตรงกันข้าม อาคารที่ถูกออกแบบให้มีความเหนียวตามมาตรฐานปัจจุบันจะสามารถ “ยืดหยุ่น” ได้มากกว่าเมื่อเกิดแผ่นดินไหว โครงสร้างอาจโยกหรือแอ่นตัวได้โดยไม่พังทันที เปรียบได้กับไม้บรรทัดพลาสติกที่สามารถบิดงอได้ก่อนจะหัก การบิดตัวนี้จะก่อให้เกิด “รอยร้าว” ตามจุดต่าง ๆ ของอาคาร โดยเฉพาะที่ผนัง ซึ่งรอยร้าวเหล่านี้ไม่ใช่ความล้มเหลวของโครงสร้าง แต่เป็น “สัญญาณเตือนภัย” ให้ผู้คนภายในรีบอพยพออกมา
ตึกรอยร้าวไม่ใช่สิ่งเลวร้ายแต่ไม่ควรประมาท
ก่อนหน้านี้มีความเข้าใจผิดว่ารอยร้าวของตึกสูง คือ ความอ่อนแอของอาคาร แท้จริงแล้วไม่ใช่ เพราะรอยร้าวนั้นเป็นผลจากการออกแบบให้โครงสร้างสามารถ “สลายพลังงานแผ่นดินไหว” ผ่านการเคลื่อนไหวของตัวอาคาร เมื่อโครงสร้างตึกโยกได้ก็เท่ากับว่าพลังงานถูกดูดซับและกระจายออกไป ไม่สะสมอยู่ในจุดเดียวเหมือนอาคารแบบแข็งเกร็ง ซึ่งอาจพังลงโดยไม่มีการเตือนใด ๆ โดยให้นึกภาพต้นมะพร้าวที่โยกตามลม เทียบกับต้นไม้แข็ง ๆ ที่อาจหักในพริบตา)
ดังนั้น หากหลังแผ่นดินไหวอาคารมีรอยร้าวให้เห็น นั่นคือสิ่งที่ "ถูกต้อง" และ "ปลอดภัย" ตามหลักการออกแบบสมัยใหม่ เพราะอาคารได้ทำหน้าที่ของมันในการแจ้งเตือนและปกป้องชีวิต
ในขณะที่อาคารที่ไม่มีรอยร้าวก็ไม่ได้หมายความว่าอาคารไม่แข็งแรง แต่อาจแปลได้หลายอย่าง เช่น อาคารแข็งแรงมาก จนยังไม่ถึงจุดที่จะเริ่มร้าวตามที่ออกแบบไว้ อาคารนั้นไม่ได้ออกแบบตามมาตรฐานใหม่ที่เน้นความเหนียว
อย่างไรก็ตาม เพจ Curiosity Channel คนช่างสงสัย ได้ให้ข้อมูลสรุปเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า "รอยร้าวของตึก" คือ ความเสียหาย แม้จะยังไม่ถึงขั้นพังทลายก็ไม่ควรกลับเข้าไปอยู่อาศัยทันที จำเป็นต้องให้วิศวกรผู้เชี่ยวชาญเข้าประเมิน ตรวจสอบโดยละเอียด การมีรอยร้าว คือ สัญญาณว่าโครงสร้างได้ทำหน้าที่ในการปกป้องชีวิตแล้ว แต่หากปล่อยไว้นานหรือร้าวเพิ่มขึ้น อันตรายก็จะมากขึ้นตามไปด้วย
- OpenThaiGPT ก้าวกระโดดแห่ง AI ภาษาไทย ที่พัฒนาโดยคนไทย เพื่อคนไทย
- Hermeus ทดสอบเครื่องบินไฮเปอร์โซนิก Quarterhorse Mk 1 สำเร็จ เดินหน้าพัฒนาเครื่องรุ่นใหม่สิ้นปีนี้
- หวั่นท่วมซ้ำ! กทม. เร่งประสานกรมทางหลวง เคลียร์ดินคูน้ำริม ถ.วิภาวดีฯ หลังฝนตกหนักระบายช้า
- ทรัมป์เตรียมผลักดันพลังงานนิวเคลียร์ รองรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูลในสหรัฐฯ
- สัดส่วนผู้ใช้งาน ChatGPT รายเดือนต่อประชากรในอาเซียน
- ตึก สตง.ถล่ม! ส.วิศวกรฯ ประเมิน 4 ปัจจัยก่อให้เกิดโศกนาฏกรรม
- สรุปไฮไลต์ Google I/O 2025 จาก Gemini 2.5 ถึง Android XR และ AI Ultra
ที่มาข้อมูล : กรมโยธาธิการและผังเมือง
ที่มารูปภาพ : กรมโยธาธิการและผังเมือง
