
หากจะหาผู้เล่นตำแหน่งกองกลางที่ผ่านบอลได้ปีศาจที่สุด และมีวิสัยทัศน์ฉีกแนวรับคู่แข่งได้คมกริบที่สุดในทศวรรษนี้ ชื่อของ เควิน เดอบรอยน์ ย่อมยืนหนึ่งอย่างไร้ข้อกังขา
ทว่า เคียงคู่ไปกับอัจฉริยภาพระดับห้าดาว สิ่งที่แฟนบอลทั่วโลกชินตาคือ บุคลิกในสนามที่พร้อมจะเกรี้ยวกราด ตะโกนใส่หน้าเพื่อนร่วมทีม สะบัดบ๊อบใส่ผู้จัดการทีม หรือการให้สัมภาษณ์ตรงๆ ขวานผ่าซากจนสื่อมวลชนต้องสะดุ้ง (เหมือนตอนฟุตบอลโลกที่เขาบอกว่าทีมชาติเบลเยียมของตัวเองแก่เกินกว่าจะเป็นแชมป์)
หลายคนอาจมองว่าเขาเป็นคนอีโก้สูงหรือควบคุมอารมณ์ยาก แต่ในทางจิตวิทยาการกีฬา พฤติกรรมทั้งหมดของเดอบรอยน์ล้วนมีรากเหง้ามาจากบาดแผลในวัยเด็กที่ชื่อว่า "Tumbleweed"(หญ้าแพรกที่แห้งแล้งและโดดเดี่ยว)
ฝันสลายที่เมืองเกงค์: เมื่อ "ความเงียบ" กลายเป็นความผิด
ย้อนกลับไปในวัย 15 ปี เดอบรอยน์ต้องเก็บกระเป๋าออกจากบ้านเกิดย้ายไปอยู่กับสโมสรเกงค์ (Genk) ด้วยความที่ยังเป็นเด็ก เขาจึงต้องเข้าพักอาศัยอยู่กับ "ครอบครัวอุปถัมภ์" (Foster Family) ที่สโมสรจัดหาให้เพื่อดูแลเรื่องอาหารความเป็นอยู่
ตลอดหนึ่งปีเต็ม เดอบรอยน์คิดว่าทุกอย่างราบรื่นดี เขาตั้งใจซ้อม เป็นเด็กเรียบร้อย และไม่เคยสร้างความเดือดร้อน ทว่าเมื่อปิดเทอมฤดูร้อนและเขากลับไปเยี่ยมบ้านเกิด คุณแม่ของเขากลับเดินมาร้องไห้พร้อมบอกข่าวร้ายว่า “ครอบครัวอุปถัมภ์ที่เกงค์ ส่งตัวแกคืน และปฏิเสธไม่ให้แกกลับไปเหยียบที่บ้านนั้นอีกแล้ว”
เหตุผลที่ครอบครัวนั้นแจ้งกับสโมสรคือ: "เควินเป็นเด็กที่เงียบเกินไป ขี้อาย ไม่ยอมคุยกับใคร และมีบุคลิกที่เข้าสังคมยาก (Difficult character)"
สำหรับเด็กหนุ่มวัยรุ่น การถูกปฏิเสธตัวตนและถูกตราหน้าว่าเป็นคนมีปัญหา เพียงเพราะเขาเป็นคนเก็บตัว (Introvert) มันกลายเป็นบาดแผลฉกรรจ์ในใจ เดอบรอยน์แหลกสลายและอับอายคนรอบข้างมาก เหตุการณ์ในวันนั้นเปลี่ยนโหมดจิตวิทยาในหัวของเขาไปตลอดกาล เขาตระหนักว่าการเป็นเด็กดี เจียมเนื้อเจียมตัว ไม่ได้ทำให้ใครรัก... สิ่งเดียวที่จะทำให้คนยอมรับคือ "แกต้องเก่งจนไม่มีใครกล้าปฏิเสธแก!"
แรงแค้นใน 20 นาที และการกำเนิด "บุรุษขวานผ่าซาก"
หลังจากโดนทิ้ง เดอบรอยน์กลับไปที่เกงค์ เขาถูกส่งลงเล่นเป็นตัวสำรองในทีมเยาวชนนัดหนึ่ง และในเวลาเพียง 20 นาที เดอบรอยน์ระเบิดอารมณ์ยิงคนเดียว 5 ประตู! พร้อมตะโกนใส่ทุกคนรอบข้างว่า “หลังจากนี้จะไม่มีใครกล้าเขี่ยฉันทิ้งอีก!”
บาดแผลครั้งนั้นหล่อหลอมให้เดอบรอยน์กลายร่างเป็นมนุษย์ที่ขับเคลื่อนด้วย "สัจนิยม" (Realism) และผลงานในสนาม เขาเลิกแคร์ว่าใครจะรู้สึกอย่างไร เลิกประดิษฐ์คำพูดเพื่อให้คนรัก และเปลี่ยนความสัมพันธ์รอบตัวให้เป็นเรื่องของโปรดักทีวิตี้ 100%
พี่ใหญ่ผู้แบกรับภารกิจ "ถอนฟืนออกจากกองไฟ" ในแคมป์เบลเยียม
ในปัจจุบัน เมื่อทีมชาติเบลเยียมสิ้นสุดยุค "Golden Generation" สตาร์ดังรุ่นพี่ทยอยอำลาทีมไปหมด เหลือเพียงเดอบรอยน์ที่ต้องรับปลอกแขนกัปตันทีมและทำหน้าที่เป็น "พี่เลี้ยงเด็ก" คอยประคองดาวรุ่งสายเลือดใหม่ลุยศึกฟุตบอลโลก
บทบาทของเขาเปลี่ยนไปอย่างน่าสนใจ จากเดิมที่เป็น "ผู้ตามที่ก้มหน้าก้มตาจ่ายบอล" วันนี้เขาต้องใช้ความตรงไปตรงมาอันเป็นเอกลักษณ์ในการปกป้องรุ่นน้อง เดอบรอยน์มักจะรับความกดดันจากสื่อไว้ที่ตัวเองคนเดียว เขาพูดตรงๆ เพื่อให้กระแสดราม่าพุ่งมาที่เขา แทนที่จะไปตกที่เด็กๆ ยุคใหม่ที่สภาพจิตใจยังไม่แกร่งพอ สิ่งนี้สะท้อนว่าลึกลอกลงไป ชายขวานผ่าซากคนนี้เข้าใจดีว่าการเป็นเด็กที่ "ถูกโดดเดี่ยว" มันเจ็บปวดแค่ไหน และเขาจะไม่ยอมให้รุ่นน้องในทีมต้องเผชิญสิ่งนั้น
อัญมณีที่เจียระไนด้วยความโดดเดี่ยว
เรื่องราวของ เควิน เดอบรอยน์ คือขั้วตรงข้ามของเทพนิยายลูกหนังที่งดงาม เขาไม่ได้เติบโตมาด้วยเสียงชื่นชมหรืออ้อมกอดอันอบอุ่น แต่เขาเติบโตมาท่ามกลางความเย็นชาและการถูกปฏิเสธ
แต่เขาก็พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า ความโดดเดี่ยวในวันวานไม่ได้ทำลายเขา กลับกัน มันคือไฟที่เคี่ยวกรำให้อัจฉริยะคนนี้กลายเป็นเพชรเม็ดงามที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกฟุตบอล
เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเห็นเดอบรอยน์ทำหน้าบึ้ง ตะโกนสั่งเพื่อน หรือหน้านิ่งใส่กล้อง ขอให้รู้ไว้ว่านั่นไม่ใช่เพราะความหยิ่งยะโส... แต่นั่นคือตัวตนของเด็กชาย "Tumbleweed" ในวันวาน ที่กำลังบอกกับโลกว่า "ผมไม่จำเป็นต้องพูดหวานๆ เพื่อให้คุณรัก เพราะผลงานและถ้วยแชมป์ของผม... มันได้ทำหน้าที่ส่งเสียงที่ดังที่สุดแทนผมเรียบร้อยแล้ว
สรุปข่าว
หากจะหาผู้เล่นตำแหน่งกองกลางที่ผ่านบอลได้ปีศาจที่สุด และมีวิสัยทัศน์ฉีกแนวรับคู่แข่งได้คมกริบที่สุดในทศวรรษนี้ ชื่อของ เควิน เดอบรอยน์ ย่อมยืนหนึ่งอย่างไร้ข้อกังขา
ทว่า เคียงคู่ไปกับอัจฉริยภาพระดับห้าดาว สิ่งที่แฟนบอลทั่วโลกชินตาคือ บุคลิกในสนามที่พร้อมจะเกรี้ยวกราด ตะโกนใส่หน้าเพื่อนร่วมทีม สะบัดบ๊อบใส่ผู้จัดการทีม หรือการให้สัมภาษณ์ตรงๆ ขวานผ่าซากจนสื่อมวลชนต้องสะดุ้ง (เหมือนตอนฟุตบอลโลกที่เขาบอกว่าทีมชาติเบลเยียมของตัวเองแก่เกินกว่าจะเป็นแชมป์)
หลายคนอาจมองว่าเขาเป็นคนอีโก้สูงหรือควบคุมอารมณ์ยาก แต่ในทางจิตวิทยาการกีฬา พฤติกรรมทั้งหมดของเดอบรอยน์ล้วนมีรากเหง้ามาจากบาดแผลในวัยเด็กที่ชื่อว่า "Tumbleweed"(หญ้าแพรกที่แห้งแล้งและโดดเดี่ยว)
ฝันสลายที่เมืองเกงค์: เมื่อ "ความเงียบ" กลายเป็นความผิด
ย้อนกลับไปในวัย 15 ปี เดอบรอยน์ต้องเก็บกระเป๋าออกจากบ้านเกิดย้ายไปอยู่กับสโมสรเกงค์ (Genk) ด้วยความที่ยังเป็นเด็ก เขาจึงต้องเข้าพักอาศัยอยู่กับ "ครอบครัวอุปถัมภ์" (Foster Family) ที่สโมสรจัดหาให้เพื่อดูแลเรื่องอาหารความเป็นอยู่
ตลอดหนึ่งปีเต็ม เดอบรอยน์คิดว่าทุกอย่างราบรื่นดี เขาตั้งใจซ้อม เป็นเด็กเรียบร้อย และไม่เคยสร้างความเดือดร้อน ทว่าเมื่อปิดเทอมฤดูร้อนและเขากลับไปเยี่ยมบ้านเกิด คุณแม่ของเขากลับเดินมาร้องไห้พร้อมบอกข่าวร้ายว่า “ครอบครัวอุปถัมภ์ที่เกงค์ ส่งตัวแกคืน และปฏิเสธไม่ให้แกกลับไปเหยียบที่บ้านนั้นอีกแล้ว”
เหตุผลที่ครอบครัวนั้นแจ้งกับสโมสรคือ: "เควินเป็นเด็กที่เงียบเกินไป ขี้อาย ไม่ยอมคุยกับใคร และมีบุคลิกที่เข้าสังคมยาก (Difficult character)"
สำหรับเด็กหนุ่มวัยรุ่น การถูกปฏิเสธตัวตนและถูกตราหน้าว่าเป็นคนมีปัญหา เพียงเพราะเขาเป็นคนเก็บตัว (Introvert) มันกลายเป็นบาดแผลฉกรรจ์ในใจ เดอบรอยน์แหลกสลายและอับอายคนรอบข้างมาก เหตุการณ์ในวันนั้นเปลี่ยนโหมดจิตวิทยาในหัวของเขาไปตลอดกาล เขาตระหนักว่าการเป็นเด็กดี เจียมเนื้อเจียมตัว ไม่ได้ทำให้ใครรัก... สิ่งเดียวที่จะทำให้คนยอมรับคือ "แกต้องเก่งจนไม่มีใครกล้าปฏิเสธแก!"
แรงแค้นใน 20 นาที และการกำเนิด "บุรุษขวานผ่าซาก"
หลังจากโดนทิ้ง เดอบรอยน์กลับไปที่เกงค์ เขาถูกส่งลงเล่นเป็นตัวสำรองในทีมเยาวชนนัดหนึ่ง และในเวลาเพียง 20 นาที เดอบรอยน์ระเบิดอารมณ์ยิงคนเดียว 5 ประตู! พร้อมตะโกนใส่ทุกคนรอบข้างว่า “หลังจากนี้จะไม่มีใครกล้าเขี่ยฉันทิ้งอีก!”
บาดแผลครั้งนั้นหล่อหลอมให้เดอบรอยน์กลายร่างเป็นมนุษย์ที่ขับเคลื่อนด้วย "สัจนิยม" (Realism) และผลงานในสนาม เขาเลิกแคร์ว่าใครจะรู้สึกอย่างไร เลิกประดิษฐ์คำพูดเพื่อให้คนรัก และเปลี่ยนความสัมพันธ์รอบตัวให้เป็นเรื่องของโปรดักทีวิตี้ 100%
พี่ใหญ่ผู้แบกรับภารกิจ "ถอนฟืนออกจากกองไฟ" ในแคมป์เบลเยียม
ในปัจจุบัน เมื่อทีมชาติเบลเยียมสิ้นสุดยุค "Golden Generation" สตาร์ดังรุ่นพี่ทยอยอำลาทีมไปหมด เหลือเพียงเดอบรอยน์ที่ต้องรับปลอกแขนกัปตันทีมและทำหน้าที่เป็น "พี่เลี้ยงเด็ก" คอยประคองดาวรุ่งสายเลือดใหม่ลุยศึกฟุตบอลโลก
บทบาทของเขาเปลี่ยนไปอย่างน่าสนใจ จากเดิมที่เป็น "ผู้ตามที่ก้มหน้าก้มตาจ่ายบอล" วันนี้เขาต้องใช้ความตรงไปตรงมาอันเป็นเอกลักษณ์ในการปกป้องรุ่นน้อง เดอบรอยน์มักจะรับความกดดันจากสื่อไว้ที่ตัวเองคนเดียว เขาพูดตรงๆ เพื่อให้กระแสดราม่าพุ่งมาที่เขา แทนที่จะไปตกที่เด็กๆ ยุคใหม่ที่สภาพจิตใจยังไม่แกร่งพอ สิ่งนี้สะท้อนว่าลึกลอกลงไป ชายขวานผ่าซากคนนี้เข้าใจดีว่าการเป็นเด็กที่ "ถูกโดดเดี่ยว" มันเจ็บปวดแค่ไหน และเขาจะไม่ยอมให้รุ่นน้องในทีมต้องเผชิญสิ่งนั้น
อัญมณีที่เจียระไนด้วยความโดดเดี่ยว
เรื่องราวของ เควิน เดอบรอยน์ คือขั้วตรงข้ามของเทพนิยายลูกหนังที่งดงาม เขาไม่ได้เติบโตมาด้วยเสียงชื่นชมหรืออ้อมกอดอันอบอุ่น แต่เขาเติบโตมาท่ามกลางความเย็นชาและการถูกปฏิเสธ
แต่เขาก็พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า ความโดดเดี่ยวในวันวานไม่ได้ทำลายเขา กลับกัน มันคือไฟที่เคี่ยวกรำให้อัจฉริยะคนนี้กลายเป็นเพชรเม็ดงามที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกฟุตบอล
เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเห็นเดอบรอยน์ทำหน้าบึ้ง ตะโกนสั่งเพื่อน หรือหน้านิ่งใส่กล้อง ขอให้รู้ไว้ว่านั่นไม่ใช่เพราะความหยิ่งยะโส... แต่นั่นคือตัวตนของเด็กชาย "Tumbleweed" ในวันวาน ที่กำลังบอกกับโลกว่า "ผมไม่จำเป็นต้องพูดหวานๆ เพื่อให้คุณรัก เพราะผลงานและถ้วยแชมป์ของผม... มันได้ทำหน้าที่ส่งเสียงที่ดังที่สุดแทนผมเรียบร้อยแล้ว
- ไต่เต้าจากลีกล่างสู่ทีมชาติอังกฤษ เอซรี คอนซ่า ตัวอย่างแข้งเน้นวินัยแถมเมินสปอตไลท์
- พิมพ์เขียวเดียวกับซีดาน "มักเนส อัคลิอูช" ศิลปินโลกส่วนตัวสูง ผู้สืบทอดมนต์ขลังทีมชาติฝรั่งเศส
- ความหวังใหม่ทีมชาติอังกฤษ "นิโก้ โอไรลี่" อัจฉริยะร่างโย่งผู้ข้ามผ่านมรสุมสู่ทัพสิงโตคำราม
- ทิยานี่ ไรน์เดอร์ส จากสายเลือดอินโดนีเซีย สู่หัวใจแดนกลางทีมชาติเนเธอร์แลนด์
- ปรัชญาความนิ่งของ "อันเจโล สติลเลอร์" ชายที่ถูกเสือใต้เคยมองข้ามสู่จอมทัพคนใหม่ทีมชาติเยอรมนี
อดีต บรรณาธิการข่าวกีฬาออนไลน์ และ ผู้สื่อข่าวกีฬา
