ประวัติ “เลิ่กลั่ก” ครีเอเตอร์ดัง สรุปดราม่าครอบครัวเรื่องเงิน

Share on Line Share on Facebook Share on X
ประวัติ “เลิ่กลั่ก” ครีเอเตอร์ดัง สรุปดราม่าครอบครัวเรื่องเงิน

ชื่อของ “เลิ่กลั่ก” กลับมาเป็นที่สนใจบนโลกออนไลน์อีกครั้ง หลัง มด เลิ่กลั่ก และ แมต ลอกแลก สองพี่น้องครีเอเตอร์สายฮา ออกมาเปิดใจถึงปัญหาครอบครัวและเรื่องการเงินที่สะสมมานาน จนทั้งคู่ถึงกับตั้งคำถามว่า หากวันหนึ่งไม่มีเงินให้แม่ หรือไม่ได้ประสบความสำเร็จเหมือนที่ผ่านมา จะยังเป็นลูกที่ดีของแม่หรือไม่

เรื่องราวดังกล่าวทำให้หลายคนย้อนกลับไปสนใจประวัติของสองพี่น้อง เพราะเบื้องหลังความสำเร็จของ “เลิ่กลั่ก” ไม่ได้เริ่มต้นจากครอบครัวที่มีฐานะ แต่เป็นชีวิตที่ต้องต่อสู้และช่วยกันประคับประคองครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก

สรุปข่าว

เปิดประวัติ “เลิ่กลั่ก” มด–แมต สองพี่น้องอินฟลูเอนเซอร์สายฮา จากชีวิตยากจนไม่มีข้าวกิน สู่ครีเอเตอร์ดังและเจ้าของธุรกิจ ก่อนเจอดราม่าครอบครัว ปมเงิน ทอง รถ และที่ดินที่หายไป

ชื่อของ “เลิ่กลั่ก” กลับมาเป็นที่สนใจบนโลกออนไลน์อีกครั้ง หลัง มด เลิ่กลั่ก และ แมต ลอกแลก สองพี่น้องครีเอเตอร์สายฮา ออกมาเปิดใจถึงปัญหาครอบครัวและเรื่องการเงินที่สะสมมานาน จนทั้งคู่ถึงกับตั้งคำถามว่า หากวันหนึ่งไม่มีเงินให้แม่ หรือไม่ได้ประสบความสำเร็จเหมือนที่ผ่านมา จะยังเป็นลูกที่ดีของแม่หรือไม่

เรื่องราวดังกล่าวทำให้หลายคนย้อนกลับไปสนใจประวัติของสองพี่น้อง เพราะเบื้องหลังความสำเร็จของ “เลิ่กลั่ก” ไม่ได้เริ่มต้นจากครอบครัวที่มีฐานะ แต่เป็นชีวิตที่ต้องต่อสู้และช่วยกันประคับประคองครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก

เลิ่กลั่ก คือใคร?

“เลิ่กลั่ก” เป็นชื่อของช่องคอนเทนต์ที่เกิดจากสองพี่น้อง มด นิศารัตน์ อินทสุทธิ์ และ แมต สิทธิโชค อินทสุทธิ์ จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ทั้งคู่สร้างชื่อจากคอนเทนต์แนวตลก คัฟเวอร์ และลิปซิงก์บน TikTok โดยมีจุดเด่นคือเคมีความเป็นพี่น้องและคาแรกเตอร์ของมดที่มีสีหน้าและท่าทางเป็นเอกลักษณ์

ก่อนจะใช้ชื่อ “เลิ่กลั่ก” ทั้งคู่เคยใช้ชื่อช่องว่าTiger Cryy แต่หลังจากมดทำคลิปลิปซิงก์และมีผู้ชมเข้ามาคอมเมนต์ถึงความ “เลิ่กลั่ก” ของคาแรกเตอร์ จึงนำคำดังกล่าวมาใช้เป็นชื่อช่อง และกลายเป็นชื่อที่คนจดจำได้ในเวลาต่อมา

ชีวิตวัยเด็ก “เลิ่กลั่ก” ครอบครัวเคยไม่มีข้าวกิน

หนึ่งในเรื่องราวที่ทำให้คนรู้จักชีวิตของสองพี่น้องมากขึ้น คือเรื่องความลำบากในวัยเด็ก แมตเคยเล่าว่า ครอบครัวต้องช่วยกันหาเงินตั้งแต่เด็ก เขาเคยออกไปหาปลาและนำไปขายเพื่อหาเงินเป็นค่าเรียน ขณะที่ครอบครัวเคยผ่านช่วงเวลาที่ไม่มีแม้แต่ข้าวกิน หนึ่งในภาพจำที่ทั้งคู่เล่าถึงคือ ตอนที่สามแม่ลูกต้องขี่รถจักรยานยนต์ออกไป เก็บผักโขมบริเวณที่วัวกำลังกินอยู่ เพื่อนำกลับมาผัดกับไข่กินเป็นอาหาร

เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นความทรงจำสำคัญที่ทำให้ทั้งมดและแมตตระหนักถึงความสำคัญของเงิน และเมื่อมีรายได้ในเวลาต่อมา สิ่งที่ทั้งคู่ต้องการมากที่สุดคือทำให้แม่ไม่ต้องกลับไปใช้ชีวิตอย่างยากลำบากอีก

มดเสียสละให้พี่เรียนต่อ

ช่วงหนึ่งของชีวิต ครอบครัวต้องเผชิญปัญหาทางการเงินอย่างหนัก โดยเฉพาะช่วงที่ราคายางตกต่ำ ทำให้แม่ไม่สามารถส่งเสียลูกทั้งสองคนเรียนต่อได้

ขณะนั้นแมตกำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่เทอมก็จะเรียนจบ แต่มดตัดสินใจบอกให้พี่ชายเรียนต่อจนจบ ส่วนตัวเองจะออกไปเรียน กศน. ก่อน เพราะมองว่าตัวเองยังมีโอกาสกลับมาเรียนต่อได้

หลังจากนั้นแมตเรียนจนจบและเริ่มทำงาน ก่อนจะพามดมาเรียนที่กรุงเทพฯ โดยมดทำงานพาร์ตไทม์ควบคู่กับการเรียน

จุดเริ่มต้น “เลิ่กลั่ก” จากคลิปเล่น ๆ สู่อินฟลูฯ สายฮาแบบเต็มตัว

หลังจากผ่านช่วงชีวิตที่ยากลำบาก ทั้งคู่เริ่มทำคอนเทนต์บน TikTok โดยนำความสนิทสนมและความเป็นธรรมชาติของพี่น้องมาเป็นจุดเด่น แมตเป็นคนคิดบท คิดสคริปต์ และวางเรื่อง ส่วนมดเป็นคนแสดง ทั้งคู่ลองทำคลิปคัฟเวอร์และลิปซิงก์ ก่อนที่หลายคลิปจะกลายเป็นไวรัล

เมื่อเริ่มมีผู้ติดตามและรายได้เพิ่มขึ้น ทั้งคู่ตัดสินใจออกจากงานประจำและกลับไปตั้งหลักที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ก่อนพัฒนาการทำคอนเทนต์อย่างจริงจัง และก่อตั้งบริษัทของตัวเอง

จากจุดเริ่มต้นที่มีเงินเก็บไม่มาก “เลิ่กลั่ก” ค่อย ๆ เติบโตจนกลายเป็นครีเอเตอร์ชื่อดัง มีผู้ติดตามหลายล้านคน และมีธุรกิจด้านการผลิตคอนเทนต์ สื่อโฆษณา รวมถึงธุรกิจเกี่ยวกับบัญชีและภาษี

จากครอบครัวที่เคยลำบาก สู่ความตั้งใจอยากให้แม่สบาย

เมื่อสองพี่น้องประสบความสำเร็จ สิ่งที่ทั้งคู่ให้ความสำคัญอย่างมากคือ การดูแลแม่ จากเรื่องราวที่ทั้งคู่เปิดเผยในช่วงดราม่าล่าสุด พวกเขาบอกว่าเคยให้เงินแม่เป็นรายเดือน และช่วยจัดหาทรัพย์สินต่าง ๆ เพื่อให้แม่มีชีวิตที่สุขสบาย โดยระบุว่ามีทั้งบ้าน รถยนต์ 2 คัน ที่ดิน และทองคำจำนวนหลักสิบบาทขึ้นไป

ทั้งสองมองว่าการทำงานหนักและหาเงินให้ได้มากขึ้น คือวิธีตอบแทนแม่ที่เคยลำบากและเลี้ยงดูพวกเขามาตั้งแต่เด็ก

จุดเริ่มต้นดราม่าครอบครัว “เลิ่กลั่ก”

ปัญหาครอบครัวเริ่มถูกเปิดเผยอย่างจริงจังในเดือนกันยายน 2569 หลังสองพี่น้องออกมาโพสต์ข้อความและคลิปเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับแม่

เลิ่กลั่กเล่าว่า หลังจากมี “คนนอก” เข้ามาในชีวิตของแม่ ความสัมพันธ์บางอย่างเปลี่ยนไป โดยคำถามที่เคยเป็นเรื่องทั่วไป เช่น “ลูกกินข้าวหรือยัง” หรือ “ลูกเหนื่อยไหม” กลายเป็นคำขอเรื่องเงินมากขึ้น

ทั้งคู่ระบุว่า ในหลายครั้งเมื่อให้เงินจำนวนหนึ่ง ก็มีการขอเพิ่มจากหลักพันเป็นหลักหมื่น หรือจากหลักหมื่นเป็นหลักแสน จนพวกเขาเปรียบความรู้สึกว่า “เหมือนเอาเงินไปถมทะเล”

ช็อกหนัก หลังพบว่าเงินและทรัพย์สินไม่เหลือ

จุดที่ทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้นเกิดขึ้นเมื่อประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่ทั้งคู่จะออกมาเปิดใจ โดยพวกเขาระบุว่าได้เรียกแม่มาพูดคุย และเพิ่งทราบว่า เงินที่เคยให้ไปไม่เหลือ....

"ทองคำที่เคยมีไม่เหลือ รถยนต์ไม่มีแล้ว ที่ดินที่เคยมีไม่มีแล้ว มีการหยิบยืมเงินจากคนอื่น และตามคำบอกเล่าของทั้งคู่ แม่ไม่มีแม้แต่เงินสำหรับซื้อข้าวกิน"

สองพี่น้องระบุว่า พยายามพูดคุยเพื่อหาทางแก้ปัญหาร่วมกัน แต่รู้สึกว่าไม่สามารถหาข้อสรุปได้ และแม่เลือกที่จะไม่พูดคุยต่อ

“ถ้าไม่มีเงินให้แม่ ยังจะเป็นลูกแม่ไหม?”

ประโยคที่กลายเป็นจุดสะเทือนใจของดราม่าครั้งนี้ คือคำถามของสองพี่น้องที่เผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียว่า

“ถ้าไม่ได้มีเงินให้ ถ้าไม่ได้ประสบความสำเร็จ ยังจะเป็นลูกแม่ได้อีกไหม”

พร้อมกับการตั้งคำถามว่า “ทำไมการเป็นลูกกตัญญูมันยากจัง”

ทั้งคู่ยังพูดถึงความรู้สึกว่าไม่เคยดีเหมือน “แฟนใหม่ของแม่” ซึ่งทำให้ประเด็นดังกล่าวไม่ได้มีเพียงเรื่องเงิน แต่ยังเกี่ยวข้องกับความรู้สึก ความสัมพันธ์ และความคาดหวังระหว่างแม่กับลูก

เลิ่กลั่กขอถอยจากปัญหาครอบครัว?

จากสิ่งที่ทั้งคู่สื่อสารออกมา แก่นของปัญหาไม่ได้อยู่ที่การไม่ต้องการดูแลแม่ แต่เป็นเรื่อง ขอบเขตของการรับผิดชอบทางการเงิน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มดและแมตมองว่าการทำงานหนักเพื่อหาเงินมาดูแลแม่คือการตอบแทนพระคุณ แต่เมื่อพบว่าทรัพย์สินและเงินที่มอบให้ไม่เหลืออยู่ ทั้งคู่จึงเริ่มตั้งคำถามว่าการช่วยเหลือควรมีขอบเขตแค่ไหน

เรื่องนี้จึงกลายเป็นประเด็นที่สังคมถกเถียงกันอย่างกว้างขวางว่า “ความกตัญญู” กับ “การต้องรับผิดชอบทุกปัญหาของครอบครัว” เป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่

ที่มาข้อมูล : เลิ่กลั่ก

ที่มารูปภาพ : เลิ่กลั่ก

นักข่าวสายโซเชียล รายงานข่าวประเด็นสังคมและความเคลื่อนไหว เน้นการนำเสนอการสรุปข้อมูลที่รวดเร็ว ชัดเจน และเข้าใจง่าย