เครือข่ายนักวิ่ง 10 ภูมิภาค นัด 8 พ.ย. ค้านแก้กฎหมาย 4 กองทุน

สมาพันธ์ชมรมเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพไทย เตรียมจัดกิจกรรมเดินและวิ่งพร้อมกัน 10 ภูมิภาคทั่วประเทศ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2569 ภายใต้ชื่อ “เดิน วิ่ง City Run #Save สสส.” เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านข้อเสนอแก้ไขกฎหมายกองทุน 4 ฉบับ โดยเฉพาะการยกเลิกระบบภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ หรือ Earmarked Tax ซึ่งเป็นแหล่งเงินสนับสนุนกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพในระดับชุมชน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อนดำเนินการแก้ไขกฎหมาย
การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางข้อกังวลของเครือข่ายด้านสุขภาพต่อแนวทางเปลี่ยนระบบจัดสรรเงินสนับสนุนกองทุน จากเดิมที่ใช้รายได้ส่วนหนึ่งจากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ มาเป็นการสนับสนุนผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยเครือข่ายเห็นว่าอาจส่งผลต่อความต่อเนื่องของโครงการรณรงค์ลดปัจจัยเสี่ยงและส่งเสริมการออกกำลังกายที่ดำเนินการอยู่ทั่วประเทศ
ห่วงยกเลิกภาษีเฉพาะ กระทบงานสร้างเสริมสุขภาพ
ดร.ณรงค์ เทียมเมฆ ที่ปรึกษาสมาพันธ์ชมรมเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพไทย เปิดเผยว่า กิจกรรม City Run #Save สสส. เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของเครือข่ายนักวิ่งที่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติ 4 ฉบับ ซึ่งรัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยอยู่ระหว่างผลักดัน โดยหนึ่งในนั้นเกี่ยวข้องกับกฎหมายกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส.
สาระสำคัญที่เครือข่ายมีข้อกังวล คือการยกเลิกระบบ Earmarked Tax ซึ่งปัจจุบันมีการจัดเก็บเงินสมทบในอัตราร้อยละ 2 จากฐานภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ เพื่อนำไปสนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรที่เกี่ยวข้อง 4 แห่ง ก่อนเปลี่ยนไปใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีเป็นแหล่งเงินสนับสนุนแทน
ดร.ณรงค์ อธิบายว่า ระบบภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะเป็นกลไกที่นำรายได้จากสินค้าซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ กลับมาใช้สนับสนุนมาตรการป้องกันและลดผลกระทบจากการบริโภค โดยเฉพาะกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบ
ทั้งนี้ เครือข่ายมองว่า การคงกลไกดังกล่าวมีความสำคัญต่อการดำเนินงานของภาคีสุขภาพและชุมชน ซึ่งต้องจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชน ทั้งการลดปัจจัยเสี่ยง การออกกำลังกาย และการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน
สรุปข่าว
สมาพันธ์ชมรมเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพไทย เตรียมจัดกิจกรรมเดินและวิ่งพร้อมกัน 10 ภูมิภาคทั่วประเทศ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2569 ภายใต้ชื่อ “เดิน วิ่ง City Run #Save สสส.” เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านข้อเสนอแก้ไขกฎหมายกองทุน 4 ฉบับ โดยเฉพาะการยกเลิกระบบภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ หรือ Earmarked Tax ซึ่งเป็นแหล่งเงินสนับสนุนกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพในระดับชุมชน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อนดำเนินการแก้ไขกฎหมาย
การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางข้อกังวลของเครือข่ายด้านสุขภาพต่อแนวทางเปลี่ยนระบบจัดสรรเงินสนับสนุนกองทุน จากเดิมที่ใช้รายได้ส่วนหนึ่งจากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ มาเป็นการสนับสนุนผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยเครือข่ายเห็นว่าอาจส่งผลต่อความต่อเนื่องของโครงการรณรงค์ลดปัจจัยเสี่ยงและส่งเสริมการออกกำลังกายที่ดำเนินการอยู่ทั่วประเทศ
ห่วงยกเลิกภาษีเฉพาะ กระทบงานสร้างเสริมสุขภาพ
ดร.ณรงค์ เทียมเมฆ ที่ปรึกษาสมาพันธ์ชมรมเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพไทย เปิดเผยว่า กิจกรรม City Run #Save สสส. เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของเครือข่ายนักวิ่งที่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติ 4 ฉบับ ซึ่งรัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยอยู่ระหว่างผลักดัน โดยหนึ่งในนั้นเกี่ยวข้องกับกฎหมายกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส.
สาระสำคัญที่เครือข่ายมีข้อกังวล คือการยกเลิกระบบ Earmarked Tax ซึ่งปัจจุบันมีการจัดเก็บเงินสมทบในอัตราร้อยละ 2 จากฐานภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ เพื่อนำไปสนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรที่เกี่ยวข้อง 4 แห่ง ก่อนเปลี่ยนไปใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีเป็นแหล่งเงินสนับสนุนแทน
ดร.ณรงค์ อธิบายว่า ระบบภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะเป็นกลไกที่นำรายได้จากสินค้าซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ กลับมาใช้สนับสนุนมาตรการป้องกันและลดผลกระทบจากการบริโภค โดยเฉพาะกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบ
ทั้งนี้ เครือข่ายมองว่า การคงกลไกดังกล่าวมีความสำคัญต่อการดำเนินงานของภาคีสุขภาพและชุมชน ซึ่งต้องจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชน ทั้งการลดปัจจัยเสี่ยง การออกกำลังกาย และการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน
เสนอรัฐบาลทบทวน ห่วงงบประมาณไม่ต่อเนื่อง
สำหรับแนวทางเปลี่ยนมาใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี ดร.ณรงค์ เห็นว่าอาจทำให้งานสร้างเสริมสุขภาพเผชิญข้อจำกัดด้านการจัดสรรทรัพยากร เนื่องจากงบประมาณของรัฐบาลต้องรองรับภารกิจหลายด้าน ขณะที่โครงการด้านสุขภาพจำเป็นต้องดำเนินงานในระยะยาวจึงจะเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับความคล่องตัวในการดำเนินงานของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และภาคีเครือข่าย หากต้องรอการจัดสรรเงินตามวงรอบงบประมาณในแต่ละปี อาจทำให้โครงการที่ดำเนินงานต่อเนื่องอยู่แล้วได้รับผลกระทบ
ที่ปรึกษาสมาพันธ์ฯ จึงเสนอให้รัฐบาลพิจารณาผลกระทบของการเปลี่ยนระบบจัดสรรเงินอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะภาระด้านงบประมาณและความต่อเนื่องของการดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพ พร้อมเปิดรับฟังข้อเสนอจากประชาชนและองค์กรที่เกี่ยวข้อง
เปิดเส้นทางเดิน-วิ่งจากสวนลุมพินีถึงวังสราญรมย์
กิจกรรมในกรุงเทพมหานคร วันที่ 8 พฤศจิกายน 2569 กำหนดเส้นทางเดินและวิ่งผ่านสถานที่สำคัญหลายแห่ง โดยแต่ละจุดมีความหมายเชิงสัญลักษณ์เกี่ยวกับสุขภาพและการมีส่วนร่วมของประชาชน
จุดเริ่มต้นอยู่ที่สวนลุมพินี บริเวณหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ก่อนมุ่งหน้าไปยังทำเนียบรัฐบาล อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พระบรมมหาราชวัง และสิ้นสุดที่ถนนสนามไชย บริเวณหน้าพระราชวังสราญรมย์
ดร.ณรงค์ ระบุว่า การเลือกสวนลุมพินีเป็นจุดเริ่มต้น เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานเพื่อประโยชน์แก่ประชาชน และเป็นสถานที่สำคัญในการส่งเสริมการออกกำลังกายของคนเมือง
ส่วนการเดินทางผ่านทำเนียบรัฐบาล มีวัตถุประสงค์เสนอให้ฝ่ายบริหารรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ขณะที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเป็นจุดสื่อสารความสำคัญของสิทธิและการมีส่วนร่วมในกระบวนการทางประชาธิปไตย
ดร.ณรงค์ ยังอ้างถึงข้อมูลความคิดเห็นของประชาชนที่ระบุว่า มากกว่าร้อยละ 90 ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่เปิดเผยยังไม่ได้ระบุรายละเอียดของการสำรวจ จำนวนผู้ตอบแบบสอบถาม หรือวิธีเก็บข้อมูล
สำหรับการเดินทางผ่านพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความประสงค์ขอพรจากพระสยามเทวาธิราชเพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางบริเวณพระราชวังสราญรมย์ ซึ่งกำหนดจัดเวทีเสวนาให้ความรู้เกี่ยวกับหลักการและประโยชน์ของระบบ Earmarked Tax
เครือข่าย 9 ภูมิภาค ร่วมจัดกิจกรรมทั่วประเทศ
นอกจากกิจกรรมในกรุงเทพมหานครแล้ว สมาพันธ์ชมรมเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพไทยยังเตรียมจัดกิจกรรมพร้อมกันอีก 9 ภูมิภาค โดยมีจังหวัดศูนย์กลาง ได้แก่
- ภาคเหนือตอนบน จังหวัดลำพูน
- ภาคเหนือตอนล่าง จังหวัดเพชรบุรี
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน จังหวัดหนองคาย
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง จังหวัดนครราชสีมา
- ภาคกลาง จังหวัดสระบุรี
- ภาคตะวันออก จังหวัดชลบุรี
- ภาคตะวันตก จังหวัดสมุทรสงคราม
- ภาคใต้ตอนบน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
- ภาคใต้ตอนล่าง จังหวัดสงขลา
ทั้งนี้ รายชื่อจังหวัดดังกล่าวเป็นข้อมูลตามที่สมาพันธ์ฯ แจ้ง โดยจังหวัดเพชรบุรีซึ่งระบุเป็นศูนย์กลางภาคเหนือตอนล่าง ควรได้รับการยืนยันอีกครั้ง เนื่องจากตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันตก
การจัดกิจกรรมพร้อมกันทั่วประเทศมีเป้าหมายเปิดพื้นที่ให้สมาชิกชมรมเดิน-วิ่งและประชาชนร่วมแสดงจุดยืนต่อข้อเสนอแก้ไขกฎหมาย พร้อมสนับสนุนให้เกิดการพิจารณานโยบายด้านสุขภาพโดยรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
We Run THAILAND ร่วมจัดกิจกรรม 7 พ.ย. ในธีมเดียวกัน
ขณะเดียวกัน วันที่ 7 พฤศจิกายน 2569 เครือข่าย We Run THAILAND ซึ่งจัดกิจกรรมวิ่งระยะทางไม่เกิน 5 กิโลเมตรเป็นประจำทุกวันเสาร์ ต่อเนื่องมากกว่า 4 ปี ได้ร่วมจัดกิจกรรมภายใต้แนวคิด #Save สสส. เช่นเดียวกัน
เครือข่ายดังกล่าวระบุว่า กิจกรรมเดินและวิ่งประจำสัปดาห์มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 5,000 คน จากพื้นที่ 40 จังหวัดทั่วประเทศ ถือเป็นอีกช่องทางในการสร้างการรับรู้ถึงความสำคัญของกลไกสนับสนุนงานสร้างเสริมสุขภาพ
สำหรับข้อเสนอแก้ไขกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ ประเด็นสำคัญที่เครือข่ายต้องการให้รัฐบาลพิจารณา คือความต่อเนื่องของงบประมาณ ผลกระทบต่อภาคีสุขภาพในชุมชน และการรักษาประสิทธิภาพของระบบสนับสนุนกิจกรรมป้องกันโรค โดยเสนอให้กระบวนการปรับปรุงกฎหมายเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง


