อาเซียนเสนอไทยยกระดับมาตรฐานเหล็ก IF เพิ่มความปลอดภัยอาคาร

Share on Line Share on Facebook Share on X
อาเซียนเสนอไทยยกระดับมาตรฐานเหล็ก IF เพิ่มความปลอดภัยอาคาร

การยกระดับมาตรฐานเหล็กก่อสร้างของประเทศไทยมีความคืบหน้า หลังคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) มีมติเห็นชอบในหลักการปรับปรุงข้อกำหนดการผลิตและการใช้เหล็กเส้นเมื่อเดือนสิงหาคม 2569 โดยมุ่งเน้นการกำหนดประเภทเหล็กให้เหมาะสมกับลักษณะงานก่อสร้าง โดยเฉพาะโครงสร้างหลักของอาคารสูง

ขณะเดียวกัน สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAISI) ได้เสนอแนวทางพัฒนามาตรฐานเหล็กก่อสร้างในภูมิภาคอาเซียน โดยให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพ และการตรวจสอบวัสดุก่อนนำไปใช้งาน เพื่อสนับสนุนความปลอดภัยของอาคารและสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคก่อสร้าง

กมอ. เดินหน้าปรับมาตรฐานเหล็ก 2 ประเภท

สำหรับแนวทางที่ กมอ. เห็นชอบในหลักการเมื่อเดือนสิงหาคม 2569 มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ มอก. แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

1. มอก.20 เหล็กเส้นกลม กำหนดแนวทางให้สามารถผลิตจากเตาหลอมเหนี่ยวนำไฟฟ้า (Induction Furnace: IF) หรือเตาอาร์กไฟฟ้า (Electric Arc Furnace: EAF) สำหรับการใช้งานที่ไม่ใช่โครงสร้างหลัก ตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง

2. มอก.24 เหล็กข้ออ้อย สำหรับงานโครงสร้างหลัก เช่น เสาและคานของอาคารสูง มีแนวทางกำหนดให้ใช้เหล็กแท่งที่ผ่านกระบวนการผลิตด้วยเตา EAF หรือเตาออกซิเจนพื้นฐาน (Basic Oxygen Furnace: BOF)

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้แสดงชนิดเหล็กด้วยตัวนูนบนผลิตภัณฑ์ และจัดทำคู่มือแนะนำการเลือกใช้เหล็กเส้น เพื่อให้ผู้ประกอบการ วิศวกร และประชาชนสามารถเลือกวัสดุได้เหมาะสมกับประเภทงาน

แนวทางดังกล่าวให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพตั้งแต่กระบวนการผลิต การทดสอบคุณสมบัติของเหล็ก และการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ที่เข้าสู่ตลาดมีคุณภาพตามมาตรฐาน

อย่างไรก็ตาม ณ เดือนตุลาคม 2569 การปรับปรุงมาตรฐานดังกล่าวยังอยู่ระหว่างกระบวนการก่อนประกาศใช้ โดยต้องติดตามขั้นตอนดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

สรุปข่าว

SEAISI เสนออาเซียนยกระดับมาตรฐานเหล็กก่อสร้าง ทบทวนการใช้เตา IF พร้อมศึกษาแผนเปลี่ยนผ่านภายใน 2-3 ปี ขณะที่ กมอ. ไทยมีมติเห็นชอบแนวทางปรับปรุง มอก.20 และ มอก.24 เพื่อกำหนดประเภทเหล็กให้เหมาะกับงานโครงสร้าง โดยอยู่ระหว่างขั้นตอนก่อนประกาศใช้

การยกระดับมาตรฐานเหล็กก่อสร้างของประเทศไทยมีความคืบหน้า หลังคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) มีมติเห็นชอบในหลักการปรับปรุงข้อกำหนดการผลิตและการใช้เหล็กเส้นเมื่อเดือนสิงหาคม 2569 โดยมุ่งเน้นการกำหนดประเภทเหล็กให้เหมาะสมกับลักษณะงานก่อสร้าง โดยเฉพาะโครงสร้างหลักของอาคารสูง

ขณะเดียวกัน สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAISI) ได้เสนอแนวทางพัฒนามาตรฐานเหล็กก่อสร้างในภูมิภาคอาเซียน โดยให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพ และการตรวจสอบวัสดุก่อนนำไปใช้งาน เพื่อสนับสนุนความปลอดภัยของอาคารและสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคก่อสร้าง

กมอ. เดินหน้าปรับมาตรฐานเหล็ก 2 ประเภท

สำหรับแนวทางที่ กมอ. เห็นชอบในหลักการเมื่อเดือนสิงหาคม 2569 มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ มอก. แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

1. มอก.20 เหล็กเส้นกลม กำหนดแนวทางให้สามารถผลิตจากเตาหลอมเหนี่ยวนำไฟฟ้า (Induction Furnace: IF) หรือเตาอาร์กไฟฟ้า (Electric Arc Furnace: EAF) สำหรับการใช้งานที่ไม่ใช่โครงสร้างหลัก ตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง

2. มอก.24 เหล็กข้ออ้อย สำหรับงานโครงสร้างหลัก เช่น เสาและคานของอาคารสูง มีแนวทางกำหนดให้ใช้เหล็กแท่งที่ผ่านกระบวนการผลิตด้วยเตา EAF หรือเตาออกซิเจนพื้นฐาน (Basic Oxygen Furnace: BOF)

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้แสดงชนิดเหล็กด้วยตัวนูนบนผลิตภัณฑ์ และจัดทำคู่มือแนะนำการเลือกใช้เหล็กเส้น เพื่อให้ผู้ประกอบการ วิศวกร และประชาชนสามารถเลือกวัสดุได้เหมาะสมกับประเภทงาน

แนวทางดังกล่าวให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพตั้งแต่กระบวนการผลิต การทดสอบคุณสมบัติของเหล็ก และการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ที่เข้าสู่ตลาดมีคุณภาพตามมาตรฐาน

อย่างไรก็ตาม ณ เดือนตุลาคม 2569 การปรับปรุงมาตรฐานดังกล่าวยังอยู่ระหว่างกระบวนการก่อนประกาศใช้ โดยต้องติดตามขั้นตอนดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

SEAISI เสนออาเซียนพัฒนามาตรฐานเหล็กก่อสร้างร่วมกัน

ในการประชุม 2nd ASEAN Policymakers Conference on Steel & 2026 ASEAN Iron and Steel Forum: Sustainability and Construction ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ผู้แทนอุตสาหกรรมเหล็กจากประเทศสมาชิกอาเซียนได้หารือเกี่ยวกับแนวทางพัฒนาคุณภาพเหล็กก่อสร้างและมาตรฐานความปลอดภัยในภูมิภาค

Yeoh Wee Jin เลขาธิการ SEAISI นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการผลิตเหล็กเส้นด้วยเตาหลอม IF พร้อมเสนอให้ประเทศสมาชิกพิจารณาความเหมาะสมของเทคโนโลยีการผลิตกับประเภทการใช้งาน โดยเฉพาะเหล็กที่ต้องรองรับแรงในโครงสร้างอาคารขนาดใหญ่

ในการนำเสนอมีการกล่าวถึงกรณีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่พังถล่มในประเทศไทย ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมเคยตรวจพบเหล็กเส้นบางส่วนที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม

ทั้งนี้ การตรวจพบวัสดุที่ไม่ผ่านมาตรฐานเป็นข้อมูลด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์ ไม่สามารถใช้สรุปสาเหตุการพังถล่มของอาคารได้โดยลำพัง เนื่องจากการพิจารณาสาเหตุจำเป็นต้องอาศัยผลตรวจสอบทางวิศวกรรม ทั้งด้านการออกแบบ วัสดุ และกระบวนการก่อสร้างประกอบกัน

เลขาธิการ SEAISI เสนอให้ประเทศสมาชิกให้ความสำคัญกับระบบตรวจสอบคุณภาพเหล็กตั้งแต่ต้นทาง เพื่อเพิ่มความมั่นใจว่าวัสดุที่นำไปใช้ในโครงการก่อสร้างมีคุณสมบัติตรงตามมาตรฐานที่กำหนด

สำหรับประเทศฟิลิปปินส์ ที่ประชุมได้รับทราบข้อมูลการสุ่มตรวจเหล็กเส้นในพื้นที่ตอนเหนือของเกาะลูซอน ซึ่งพบว่าตัวอย่างมากกว่าครึ่งหนึ่งไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน รวมถึงการตรวจพบผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านข้อกำหนดในพื้นที่เกาะมินดาเนา

ด้านประธานาธิบดี Ferdinand Marcos Jr. ของฟิลิปปินส์ ได้ประกาศแนวทางเพิ่มการตรวจสอบเหล็กเส้นที่ไม่ได้มาตรฐาน เพื่อส่งเสริมความปลอดภัยในภาคก่อสร้าง

นอกจากนี้ SEAISI ยังยกตัวอย่างมาตรการกำกับดูแลอุตสาหกรรมเหล็กของจีน ซึ่งเริ่มดำเนินการควบคุมโรงงานผลิตเหล็กด้วยเตา IF ตั้งแต่ปี 2547 และมีมาตรการปิดโรงงานในกลุ่มดังกล่าวในปี 2560 เพื่อประกอบการพิจารณาแนวทางกำกับดูแลในภูมิภาค

ผลศึกษาชี้ความสำคัญของการควบคุมกระบวนการผลิต

ภายในงานยังมีการนำเสนอผลการศึกษาของคณะทำงาน ASEAN Iron and Steel Council (AISC) Task Force ภายใต้ SEAISI ในหัวข้อ “Safer Construction Steel for ASEAN: Addressing Concerns over the Use of Induction Furnace to Produce Construction Steel”

รายงานดังกล่าวศึกษาคุณสมบัติของเหล็กที่ผลิตด้วยกระบวนการต่าง ๆ โดยระบุว่า เตาหลอม IF โดยทั่วไปมีข้อจำกัดในการกำจัดสิ่งเจือปนบางประเภท เมื่อเปรียบเทียบกับกระบวนการผลิตที่มีขั้นตอนการกลั่นน้ำเหล็กด้วยออกซิเจน

ขณะที่ผลการศึกษาจาก Universiti Sains Malaysia ซึ่งนำเสนอในการประชุม ระบุว่า ตัวอย่างเหล็กจากกระบวนการ IF มีปริมาณสิ่งเจือปนในเนื้อเหล็ก หรือ Inclusions สูงกว่าตัวอย่างจากกระบวนการ BOF หรือ EAF ประมาณ 4-5 เท่า

สิ่งเจือปนในเนื้อเหล็กเป็นหนึ่งในปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติทางกลของวัสดุ เช่น ความเหนียว ความสามารถในการยืดตัว และความสามารถในการรับแรงซ้ำ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่มีความสำคัญต่อโครงสร้างอาคาร

อย่างไรก็ตาม คุณภาพเหล็กยังขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน ทั้งคุณภาพวัตถุดิบ องค์ประกอบทางเคมี เทคโนโลยีการผลิต การควบคุมกระบวนการ และการทดสอบผลิตภัณฑ์ จึงต้องพิจารณาผลการตรวจสอบตามมาตรฐานประกอบกัน ไม่สามารถประเมินคุณภาพจากประเภทเตาหลอมเพียงปัจจัยเดียว

เปิด 3 ข้อเสนออาเซียน ยกระดับคุณภาพเหล็ก

คณะทำงาน AISC Task Force เสนอแนวทางให้รัฐบาลประเทศสมาชิกพิจารณาพัฒนามาตรฐานเหล็กก่อสร้าง 3 ประการ ได้แก่

1. ทบทวนข้อกำหนดการผลิตเหล็กก่อสร้าง

เสนอให้ประเทศสมาชิกประเมินความเหมาะสมของการใช้เตา IF ในการผลิตเหล็กสำหรับงานก่อสร้าง โดยพิจารณาคุณสมบัติด้านความแข็งแรง ความเหนียว และความสามารถในการรองรับแรงจากแผ่นดินไหว พร้อมศึกษามาตรฐานเหล็กของจีน GB 1499-2018 เพื่อใช้ประกอบการพัฒนาข้อกำหนด

2. กำหนดประเภทการใช้เหล็ก IF ให้เหมาะสม

เสนอให้พิจารณาการใช้เหล็กจากเตา IF ในงานที่ไม่ใช่โครงสร้างหลัก หรือ Non-critical Use โดยต้องผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง และกำหนดประเภทงานที่สามารถใช้วัสดุแต่ละชนิดได้อย่างชัดเจน

3. ศึกษาแผนเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีภายใน 2-3 ปี

เสนอให้ประเทศสมาชิกพิจารณาแนวทางทยอยยกเลิกการใช้เตา IF สำหรับผลิตเหล็กก่อสร้างภายในระยะเวลา 2-3 ปี พร้อมกำหนดมาตรการรองรับการเปลี่ยนผ่านและพัฒนาระบบตรวจสอบคุณภาพให้เหมาะสม

ทั้งนี้ ข้อเสนอของ AISC Task Force เป็นแนวทางเชิงนโยบายจากภาคอุตสาหกรรมระดับภูมิภาค ยังไม่ใช่มาตรการที่มีผลบังคับใช้กับทุกประเทศสมาชิกอาเซียน โดยแต่ละประเทศต้องพิจารณาตามกฎหมาย มาตรฐาน และบริบทอุตสาหกรรมของตนเอง

จับตาความคืบหน้ามาตรฐานเหล็กไทย

สำหรับประเทศไทย การปรับปรุงมาตรฐาน มอก.20 และ มอก.24 ถือเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาระบบกำกับดูแลคุณภาพวัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะการกำหนดคุณสมบัติของเหล็กให้สอดคล้องกับประเภทโครงสร้างและลักษณะการใช้งาน

แนวทางดังกล่าวยังครอบคลุมการแสดงข้อมูลบนผลิตภัณฑ์ การตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งผลิต และการพัฒนาคู่มือเลือกใช้วัสดุ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการและประชาชนมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจมากขึ้น

ประเด็นที่ต้องติดตามหลังจากนี้คือความคืบหน้าของกระบวนการประกาศใช้มาตรฐานฉบับปรับปรุง รวมถึงแนวทางรองรับผลิตภัณฑ์ที่ผลิตและจำหน่ายอยู่ในตลาด เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างเหมาะสมกับผู้ประกอบการและผู้ใช้วัสดุก่อสร้าง

ความร่วมมือด้านมาตรฐานเหล็กในระดับอาเซียน รวมถึงการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐไทย จะมีส่วนสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพอุตสาหกรรมเหล็ก เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของอาคารในระยะยาว

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN