
วันนี้ (24 ก.ค. 69) เวลา 13.00 น. ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ถ.นครราชสีมา กรุงเทพฯ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรองผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บก.ปภ.ช.) เพื่อเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ภัยแล้งและอุทกภัย พ.ศ. 2569 โดยมี นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมด้วยคณะกรรมการ บก.ปภ.ช. ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บริหารกรม หน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ทรงคุณวุฒิ และภาคีเครือข่าย เข้าร่วมประชุม
นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ภัยพิบัติในห้วงที่ผ่านมาทำให้พวกเราได้มีบทเรียนในการบริหารจัดการสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ “การเตรียมความพร้อม” โดยในวันนี้ ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ได้สั่งการให้ตนพร้อมด้วยอธิบดี ปภ. ได้เชิญทุกหน่วยงานประชุมบูรณาการทำงานเพื่อดำเนินการตามมาตรฐานการป้องกันเพื่อลดผลกระทบจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพราะถึงแม้เราจะไม่สามารถเอาชนะธรรมชาติได้ แต่ถ้าหน่วยงานได้เตรียมความพร้อมแล้ว ก็เชื่อมั่นว่าก็จะลดผลกระทบได้เป็นอย่างดี สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 ก.พ. 69 ที่ได้เห็นชอบมาตรการรองรับฤดูแล้งปี 68 – 69 รวม 8 มาตรการสำคัญ และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 69 เห็นชอบ 9 มาตรการรับฤดูฝน ปี 69 ทั้งการคาดการณ์ ชี้เป้าพื้นที่เสี่ยง บริหารจัดการน้ำ เตรียมเครื่องจักรกลสาธารณภัย เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ เสริมความเข้มแข็งพนังกั้นน้ำและสำรองน้ำ และสร้างความตระหนักรู้กับประชาชน เพื่อให้การแก้ปัญหามีประสิทธิภาพทุกมิติ ทั้งนี้ ด้วยความหลากหลายของพื้นที่ บางพื้นที่เสี่ยงทั้งฝนตกหนักและประสบภัยแล้งอยู่ด้วยกัน หรือในบางจังหวัดน้ำมาก บางจังหวัดฝนทิ้งช่วง จนเกิดภาวะน้ำท่วมซ้ำซากหรือน้ำแล้งซ้ำซาก สิ่งสำคัญคือ “ทุกหน่วยทุกจังหวัดต้องเตรียมความพร้อมรับมือ และหากเกิดเหตุการณ์ต้องดำเนินการจัดการให้เร็วที่สุด ทำให้ทุกคนปลอดภัย ไม่มีคนเสียชีวิต”
“สำหรับมาตรการป้องกัน หากประเมินแล้วว่าจะเกิดภัย ต้องแจ้งเตือนประชาชนก่อนเกิดภัย และหากเกิดภัย ก็ต้องมีการบริหารจัดการที่ดี เฉกเช่นอุทกภัยที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในปีที่ผ่านมามี ม.สงขลานครินทร์ เป็นศูนย์พักพิงต้นแบบ แต่ถึงกระนั้น พื้นที่อำเภออื่น ๆ ก็ต้องเตรียมพร้อมศูนย์พักพิงให้มีมาตรฐาน โดยร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการในเบื้องต้น และจังหวัดร่วมกับภาคเอกชนสนับสนุน เพื่อให้ประชาชนใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติสุขในศูนย์พักพิงให้มากที่สุด และเมื่อหลังเกิดภัย ก็มีการประสานหน่วยงานบริการพาชาวบ้านกลับบ้าน และเร่งสำรวจความเสียหายและเยียวยาให้รวดเร็วที่สุด ถูกต้อง และครบถ้วน” นายอรรษิษฐ์ กล่าว
ด้าน อธิบดี ปภ. กล่าวว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในฐานะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง ได้มีหนังสือสั่งการไปจังหวัดผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เมื่อ 18 ก.พ. 69 ให้ดำเนินการภายใต้ 7 มาตรการสำคัญเพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและเตรียมแผนเผชิญเหตุ โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบอย่างต่อเนื่องและเตรียมกำลังคน เครื่องจักรกลในระดับพื้นที่ ตรวจสอบซ่อมแซมภาชนะเก็บกักน้ำกลาง ดูแลน้ำชุมชนให้ใช้การได้ โดยพื้นที่ที่คาดว่าจะเกิดภัยหรือแล้งแล้วต้องตั้งศูนย์บัญชาการและดูแล หากมีสถานการณ์รุนแรงและเข้าหลักเกณฑ์ให้พิจารณาประกาศพื้นที่ประสบภัย หรือเขตให้ความช่วยเหลือประสบภัยฉุกเฉินและรายงานกรม ปภ.ทราบ และได้มีการประชุมเตรียมความพร้อมและสั่งการการรับมือฤดูฝน เพื่อติดตามแก้ไขปัญหาจากเหตุการณ์เอลนีโญ เพื่อติดตามสถานการณ์ พร้อมสั่งการ ปภ. ศูนย์ 18 เขต ได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องจักรกลสาธารณภัย พร้อมสนับสนุนทุกจังหวัดตลอด 24 ชั่วโมง
“ด้านอุทกภัย ปีนี้มีทั้งภัยแล้งสลับอุทกภัย ซึ่งที่ผ่านมาหลายจังหวัดได้รับผลกระทบไปแล้ว และได้มีการแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast แล้วหลายพื้นที่ โดยได้มีการบูรณาการข้อมูลหน่วยงานทั้งจากดาวเทียม และด้านต่าง ๆ ครอบคลุมทั้งเรื่องน้ำและสภาพอากาศ และต่อไปจะมีการตั้งวอร์รูม 18 ศูนย์เขตเพื่อประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดกับผู้ว่าราชการจังหวัดสำหรับการนำข้อมูลประกอบการพิจารณาตัดสินใจบริหารจัดการสถานการณ์ภัยในพื้นที่ นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำทุกจังหวัดให้ความสำคัญกับการเตือนภัยทุกช่องทาง ทั้งหอกระจายข่าวและเสียงตามสาย วิทยุชุมชน และทุกรูปแบบในพื้นที่ เพื่อให้การแจ้งเตือนครอบคลุมไปถึงประชาชนที่ไม่มีโทรศัพท์สมาร์ทโฟน และต้องประสานสมาคมวิทยุสมัครเล่นในพื้นที่อย่างใกล้ชิดเพื่อ “สถาปนาระบบการสื่อสาร” ผ่านเครือข่ายนักวิทยุสมัครเล่นในพื้นที่ รองรับกรณีที่การสื่อสารอื่นไม่สามารถสื่อสารได้ และนำแผนเผชิญเหตุของพื้นที่ ใช้ในการสำรวจความพร้อมทั้ง อส. อปพร. มูลนิธิ ภาคเอกชน และทรัพยากรในพื้นที่เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ” อธิบดี ปภ. กล่าว
สรุปข่าว
วันนี้ (24 ก.ค. 69) เวลา 13.00 น. ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ถ.นครราชสีมา กรุงเทพฯ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรองผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บก.ปภ.ช.) เพื่อเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ภัยแล้งและอุทกภัย พ.ศ. 2569 โดยมี นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมด้วยคณะกรรมการ บก.ปภ.ช. ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บริหารกรม หน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ทรงคุณวุฒิ และภาคีเครือข่าย เข้าร่วมประชุม
นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ภัยพิบัติในห้วงที่ผ่านมาทำให้พวกเราได้มีบทเรียนในการบริหารจัดการสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ “การเตรียมความพร้อม” โดยในวันนี้ ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ได้สั่งการให้ตนพร้อมด้วยอธิบดี ปภ. ได้เชิญทุกหน่วยงานประชุมบูรณาการทำงานเพื่อดำเนินการตามมาตรฐานการป้องกันเพื่อลดผลกระทบจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพราะถึงแม้เราจะไม่สามารถเอาชนะธรรมชาติได้ แต่ถ้าหน่วยงานได้เตรียมความพร้อมแล้ว ก็เชื่อมั่นว่าก็จะลดผลกระทบได้เป็นอย่างดี สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 ก.พ. 69 ที่ได้เห็นชอบมาตรการรองรับฤดูแล้งปี 68 – 69 รวม 8 มาตรการสำคัญ และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 69 เห็นชอบ 9 มาตรการรับฤดูฝน ปี 69 ทั้งการคาดการณ์ ชี้เป้าพื้นที่เสี่ยง บริหารจัดการน้ำ เตรียมเครื่องจักรกลสาธารณภัย เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ เสริมความเข้มแข็งพนังกั้นน้ำและสำรองน้ำ และสร้างความตระหนักรู้กับประชาชน เพื่อให้การแก้ปัญหามีประสิทธิภาพทุกมิติ ทั้งนี้ ด้วยความหลากหลายของพื้นที่ บางพื้นที่เสี่ยงทั้งฝนตกหนักและประสบภัยแล้งอยู่ด้วยกัน หรือในบางจังหวัดน้ำมาก บางจังหวัดฝนทิ้งช่วง จนเกิดภาวะน้ำท่วมซ้ำซากหรือน้ำแล้งซ้ำซาก สิ่งสำคัญคือ “ทุกหน่วยทุกจังหวัดต้องเตรียมความพร้อมรับมือ และหากเกิดเหตุการณ์ต้องดำเนินการจัดการให้เร็วที่สุด ทำให้ทุกคนปลอดภัย ไม่มีคนเสียชีวิต”
“สำหรับมาตรการป้องกัน หากประเมินแล้วว่าจะเกิดภัย ต้องแจ้งเตือนประชาชนก่อนเกิดภัย และหากเกิดภัย ก็ต้องมีการบริหารจัดการที่ดี เฉกเช่นอุทกภัยที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในปีที่ผ่านมามี ม.สงขลานครินทร์ เป็นศูนย์พักพิงต้นแบบ แต่ถึงกระนั้น พื้นที่อำเภออื่น ๆ ก็ต้องเตรียมพร้อมศูนย์พักพิงให้มีมาตรฐาน โดยร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการในเบื้องต้น และจังหวัดร่วมกับภาคเอกชนสนับสนุน เพื่อให้ประชาชนใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติสุขในศูนย์พักพิงให้มากที่สุด และเมื่อหลังเกิดภัย ก็มีการประสานหน่วยงานบริการพาชาวบ้านกลับบ้าน และเร่งสำรวจความเสียหายและเยียวยาให้รวดเร็วที่สุด ถูกต้อง และครบถ้วน” นายอรรษิษฐ์ กล่าว
ด้าน อธิบดี ปภ. กล่าวว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในฐานะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง ได้มีหนังสือสั่งการไปจังหวัดผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เมื่อ 18 ก.พ. 69 ให้ดำเนินการภายใต้ 7 มาตรการสำคัญเพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและเตรียมแผนเผชิญเหตุ โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบอย่างต่อเนื่องและเตรียมกำลังคน เครื่องจักรกลในระดับพื้นที่ ตรวจสอบซ่อมแซมภาชนะเก็บกักน้ำกลาง ดูแลน้ำชุมชนให้ใช้การได้ โดยพื้นที่ที่คาดว่าจะเกิดภัยหรือแล้งแล้วต้องตั้งศูนย์บัญชาการและดูแล หากมีสถานการณ์รุนแรงและเข้าหลักเกณฑ์ให้พิจารณาประกาศพื้นที่ประสบภัย หรือเขตให้ความช่วยเหลือประสบภัยฉุกเฉินและรายงานกรม ปภ.ทราบ และได้มีการประชุมเตรียมความพร้อมและสั่งการการรับมือฤดูฝน เพื่อติดตามแก้ไขปัญหาจากเหตุการณ์เอลนีโญ เพื่อติดตามสถานการณ์ พร้อมสั่งการ ปภ. ศูนย์ 18 เขต ได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องจักรกลสาธารณภัย พร้อมสนับสนุนทุกจังหวัดตลอด 24 ชั่วโมง
“ด้านอุทกภัย ปีนี้มีทั้งภัยแล้งสลับอุทกภัย ซึ่งที่ผ่านมาหลายจังหวัดได้รับผลกระทบไปแล้ว และได้มีการแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast แล้วหลายพื้นที่ โดยได้มีการบูรณาการข้อมูลหน่วยงานทั้งจากดาวเทียม และด้านต่าง ๆ ครอบคลุมทั้งเรื่องน้ำและสภาพอากาศ และต่อไปจะมีการตั้งวอร์รูม 18 ศูนย์เขตเพื่อประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดกับผู้ว่าราชการจังหวัดสำหรับการนำข้อมูลประกอบการพิจารณาตัดสินใจบริหารจัดการสถานการณ์ภัยในพื้นที่ นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำทุกจังหวัดให้ความสำคัญกับการเตือนภัยทุกช่องทาง ทั้งหอกระจายข่าวและเสียงตามสาย วิทยุชุมชน และทุกรูปแบบในพื้นที่ เพื่อให้การแจ้งเตือนครอบคลุมไปถึงประชาชนที่ไม่มีโทรศัพท์สมาร์ทโฟน และต้องประสานสมาคมวิทยุสมัครเล่นในพื้นที่อย่างใกล้ชิดเพื่อ “สถาปนาระบบการสื่อสาร” ผ่านเครือข่ายนักวิทยุสมัครเล่นในพื้นที่ รองรับกรณีที่การสื่อสารอื่นไม่สามารถสื่อสารได้ และนำแผนเผชิญเหตุของพื้นที่ ใช้ในการสำรวจความพร้อมทั้ง อส. อปพร. มูลนิธิ ภาคเอกชน และทรัพยากรในพื้นที่เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ” อธิบดี ปภ. กล่าว
ด้าน รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำและภัยพิบัติ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ได้กล่าวถึงการคาดการณ์แนวโน้มสภาวะอากาศ ซึ่งในปัจจุบันมีสถานการณ์ที่น่าจับตามอง 2 เรื่องหลัก คือ 1. อุณหภูมิโลกเป็นประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะน้ำทะเลที่ร้อนขึ้นสูงสุดในประวัติศาสตร์เท่าที่มีการบันทึกไว้ และ 2. คาดการณ์จะมีซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño) ในทุกพื้นที่ ซึ่ง 2 สิ่งนี้ เป็นสิ่งที่จะประมาทไม่ได้ เพราะเราไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้ การที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้นทำให้เราคาดการณ์ลำบากมาก และไม่ได้หมายความว่าน้ำจะไม่ท่วม ทั้งนี้ สำหรับระยะสั้น คาดว่าอีก 10 วันข้างหน้า ห้วง 24 ก.ค. – 2 ส.ค. ต้องเฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตก และห้วง 27 ก.ค. – 31 ส.ค. 69 จะมีอุณหภูมิสูงขึ้น และสำหรับการคาดการณ์สภาพภัยแล้ง และน้ำท่วม จนถึงสิ้นปี 69 พบว่า ตั้งแต่เดือน ก.ย. - ธ.ค. 69 จะเกิดภาวะแล้งในภาคต่าง ๆ ยกเว้นภาคใต้ (ทั้งที่ อ.หาดใหญ่ และจ.ต่าง ๆ) ที่ต้องเฝ้าระวังปริมาณฝนตกหนักในช่วงเดือน พ.ย. - ธ.ค. 69 อันอาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมเฉกเช่นปีที่ผ่านมา แต่ทั้งนี้ 3 สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังที่จะเกิดในประเทศไทย คือ 1. ความร้อนสุดขั้ว 2. ความมั่นคงด้านน้ำ และ 3. เรื่องอุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น
นอกจากนี้ ในการประชุมได้มีผู้ว่าราชการจังหวัด อาทิ จังหวัดเชียงราย น่าน ภูเก็ต และพิจิตร นำเสนอความพร้อมการรับมือสถานการณ์ตามแผนเผชิญเหตุของพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการสื่อสารอย่างมีเอกภาพผ่านคณะทำงาน ศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วม JIC (Joint Information Center) เพื่อบูรณาการข้อมูล รับมือ และประชาสัมพันธ์ชี้แจงสถานการณ์ในภาวะวิกฤต
ที่มาข้อมูล : กระทรวงมหาดไทย
ที่มารูปภาพ : กระทรวงมหาดไทย
