TNN online เงินบาทอ่อน! ผวาโควิดระบาดรอบใหม่ในยุโรป

TNN ONLINE

Wealth

เงินบาทอ่อน! ผวาโควิดระบาดรอบใหม่ในยุโรป

เงินบาทอ่อน!  ผวาโควิดระบาดรอบใหม่ในยุโรป

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.81 บาทต่อดอลลาร์อ่อนค่าลงวิตกโควิดระบาดหนักในยุโรปหนุนดอลลาร์แข็ง จับตาประธานเฟดคนใหม่-ตัวเลขส่งออกไทย



นายพูน พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงิน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.81 บาทต่อดอลลาร์อ่อนค่าลงจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ที่ระดับ 32.76 บาทต่อดอลลาร์ จากความกังวลปัญหาการระบาด COVID ระลอกใหม่ในยุโรป ได้หนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก รวมถึงสกุลเงินในฝั่งเอเชียในช่วงท้ายสัปดาห์



สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาทผันผวน ตามทิศทางเงินดอลลาร์ที่ยังคงมีโมเมนตัมในฝั่งแข็งค่าหนุนอยู่ และเงินดอลลาร์ก็อาจแข็งค่าขึ้นได้ หากตลาดกังวลปัญหาเงินเฟ้อรวมถึงปัญหาการระบาดของ COVID-19 ในยุโรป ทั้งนี้ เงินดอลลาร์อาจย่อตัวลงได้บ้าง หากคุณ Lael Brainard ได้รับเลือกเป็นว่าที่ประธานเฟดคนใหม่ ทำให้ตลาดประเมินเฟดอาจไม่เร่งรีบใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด


นอกจากนี้เงินบาทอาจผันผวนตามโฟลว์เก็งกำไรทองคำที่ผู้เล่นอาจรอ Buy on Dip และ กดดันเงินบาทอ่อนค่าได้ แต่เรามองว่า เงินบาทจะไม่อ่อนค่าไปมาก แม้ว่าจะเผชิญแรงกดดันจากทั้งเงินดอลลาร์และโฟลว์เก็งกำไรทองคำ เพราะผู้เล่นต่างชาติต่างรอจังหวะเข้าซื้อหุ้นและบอนด์ระยะสั้น เพื่อเก็งกำไรภาพการฟื้นตัวเศรษฐกิจ ขณะที่ผู้ส่งออกต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์ เมื่อเงินบาทอ่อนค่าลงทำให้แนวต้านจะอยู่ใกล้ระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์


ส่วนแนวรับเงินบาทยังคงอยู่ที่โซน 32.55-32.60 บาทต่อดอลลาร์ ที่ผู้นำเข้าต่างรอซื้อเงินดอลลาร์ มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.55-33.00 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์


สำหรับสัปดาห์นี้ ตลาดจะรอลุ้นการประกาศว่าที่ประธานเฟดคนถัดไป ซึ่งอาจส่งผลต่อมุมมองของตลาดต่อทิศทางนโยบายการเงินเฟดได้ นอกจากนี้ ตลาดจะติดตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจทั่วโลกโดยเฉพาะรายงานดัชนี PMI


โดยในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจมีดังนี้ ฝั่งสหรัฐฯ ตลาดประเมินว่าโมเมนตัมการฟื้นตัวเศรษฐกิจยังคงแข็งแกร่ง หนุนโดยการขยายตัวต่อเนื่องในอัตราเร่งของภาคการผลิตและการบริการในเดือนพฤศจิกายน ชี้จากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคการบริการ (Markit Mfg. & Services PMIs) ที่จะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 59.1 จุด และ 59 จุด ตามลำดับ (ดัชนี >50 จุด หมายถึง ภาวะขยายตัว)


ทั้งนี้ปัญหาสำคัญของเศรษฐกิจสหรัฐฯ คือ การเร่งตัวขึ้นของเงินเฟ้อ ซึ่งตลาดคาดว่า อัตราเงินเฟ้อ PCE ในเดือนตุลาคม อาจเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 5.1% ซึ่งตลาดจะจับตามุมมองของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดต่อแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจ ปัญหาเงินเฟ้อ


รวมถึงทิศทางนโยบายการเงิน ผ่านรายงานการประชุม FOMC Minutes ล่าสุดที่เฟดได้มีการประกาศลดคิวอี นอกจากนี้ ตลาดจะรอลุ้นการประกาศว่าที่ประธานเฟดคนถัดไป ระหว่างประธานเฟดปัจจุบัน Jerome Powell และ Lael Brainard หนึ่งในสมาชิก Board of Governors ของเฟด โดยตลาดอาจกล้าเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น หากประธานาธิบดี โจ ไบเดน เลือก Brainard ซึ่งมีมุมมองสนับสนุนการใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากกว่าประธานเฟด Powell เล็กน้อย


ด้านยุโรป สถานการณ์การระบาดระลอกใหม่ของ COVID ซึ่งเริ่มส่งผลให้บางประเทศกลับมาใช้มาตรการ Lockdown อาจส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจยุโรปส่งสัญญาณชะลอตัวลงมากขึ้น


โดยตลาดประเมินว่า ภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการของยูโรโซนมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราชะลอลงจากผลกระทบของการระบาดระลอกใหม่ ชี้จาก ดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการที่จะปรับตัวลดลงสู่ระดับ 57.3 จุด และ 53.5 จุด ตามลำดับ


นอกจากนี้ ในฝั่งประเทศเยอรมนี ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาการระบาดที่หนัก ตลาดประเมินว่า ภาคธุรกิจเยอรมนีอาจมีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจลดลง สะท้อนผ่านดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (Ifo Business Climate) เดือนพฤศจิกายน ที่จะปรับตัวลดลงสู่ระดับ 96.5 จุด


ซึ่งภาพเศรษฐกิจยูโรโซนที่มีแนวโน้มชะลอลงอาจกดดันให้ หุ้นยุโรป โดยเฉพาะหุ้นในธีม Reopening อาจปรับฐานได้ในระยะสั้น แต่หุ้นกลุ่มเทคฯ หรือ COVID plays อาจได้รับแรงหนุนในช่วงนี้ จากความกังวลโอกาสที่หลายประเทศอาจกลับมาใช้มาตรการ Lockdown


นอกจากนี้ ภาพเศรษฐกิจยุโรปที่ฟื้นตัวได้แย่กว่าฝั่งสหรัฐฯ รวมถึงท่าทีของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่ยังสนับสนุนการใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย จะยังคงกดดันให้เงินยูโร (EUR) มีแนวโน้มอ่อนค่าลงหรือทรงตัวในระดับต่ำต่อไป ซึ่งจุดเปลี่ยนที่จะช่วยให้เงินยูโรกลับมาแข็งค่าได้ อาจต้องรอการอนุมัติยา PAXLOVID ของ Pfizer หรือ สถานการณ์การระบาดในยุโรปไม่ได้เลวร้ายไปมากนัก



สำหรับเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะจับตาแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่คาดว่าจะได้แรงหนุนจากการทยอยผ่อนคลายมาตรการ Lockdown โดยตลาดมองว่าทั้งภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการของญี่ปุ่นจะขยายตัวในอัตราเร่งขึ้นในเดือนพฤศจิกายน สะท้อนผ่านดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการที่จะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 54 จุด และ 51.2 จุด ตามลำดับ


อย่างไรก็ดี ในฝั่งของประเทศจีนที่เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ท่ามกลางปัญหาหนี้ของภาคอสังหาฯของจีน รวมถึงปัญหาการระบาดของ COVID ระลอกใหม่ ทำให้ตลาดมองว่าธนาคารกลางจีน (PBOC) จะคงอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง (LPR) ระยะเวลา 1 ปี และ 5 ปี ไว้ที่ระดับ 3.85% และ 4.65% ตามลำดับ เพื่อช่วยประคองการฟื้นตัวเศรษฐกิจ


ทั้งนี้ทางด้านประเทศที่เศรษฐกิจมีการฟื้นตัวดีขึ้นหลังสถานการณ์การระบาดคลี่คลาย แต่เริ่มเผชิญความเสี่ยงจากปัญหาเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงขึ้น รวมถึงความเสี่ยงเสถียรภาพทางการเงิน ธนาคารกลางของประเทศดังกล่าวอาจทยอยใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น โดยธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) รวมถึง ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) มีแนวโน้มที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 0.75% และ 1.00% ตามลำดับ


ขณะที่ไทย– เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องหนุนโดยการส่งออกสินค้า (Exports) ที่จะขยายตัวต่อเนื่องกว่า 17%y/y ในเดือนตุลาคม และแม้ยอดการนำเข้า (Imports) จะโตขึ้น 29%y/y แต่ดุลการค้าอาจเกินดุลราว 200 ล้านดอลลาร์



เงินบาทอ่อน!  ผวาโควิดระบาดรอบใหม่ในยุโรป



ที่มา : ธนาคารกรุงไทย


ภาพประกอบข่าว : ธนาคารกรุงไทย,พิกซาเบย์


ข่าวแนะนำ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง