TNN online เงินบาทเดินหน้าอ่อน ! นักลงทุนแห่เทขายบอนด์ระยะสั้น

TNN ONLINE

Wealth

เงินบาทเดินหน้าอ่อน ! นักลงทุนแห่เทขายบอนด์ระยะสั้น

 เงินบาทเดินหน้าอ่อน !  นักลงทุนแห่เทขายบอนด์ระยะสั้น

ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 32.95 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ นักลงทุนลดเก็งกำไรบอนด์ระยะสั้นเผยเมื่อวานวันเดียวเทขายเฉียด 5,000 ล้านบาท ​จับตาตัวเลขเศรษฐกิจจีนวันนี้

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงิน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 32.95 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเล็กน้อยจากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ 32.93 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ


ซึ่งแนวโน้มค่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าทดสอบแนวต้านสำคัญที่ระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐได้ จากปัจจัยความเสี่ยงในประเทศ ทั้งสถานการณ์การระบาดในประเทศที่อาจเจอการระบาดระลอกใหม่ ซึ่งส่งผลให้ ผู้เล่นในตลาดเริ่มลดสถานะถือครองสินทรัพย์ไทย โดยเฉพาะฝั่งผู้เล่นที่เคยเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบาทผ่านบอนด์ระยะสั้น ก็เริ่มปิดสถานะเก็งกำไรดังกล่าวมากขึ้น และเมื่อวานนี้ฝรั่งขายบอนด์สั้นเกือบ 5 พันล้านบาท


ขณะเดียวกันบรรยากาศในตลาดการเงินที่ยังไม่กล้าเปิดรับความเสี่ยงจะยังช่วยหนุนโมเมนตัมเงินดอลลาร์อยู่ ทำให้ เรามองว่า ยังไม่เห็นโอกาสที่เงินบาทจะกลับไปแข็งค่าอย่างชัดเจนได้ในระยะสั้น จนกว่า ตลาดจะคลายกังวลความเสี่ยงต่างๆ และเริ่มเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งจะเห็นเงินดอลลาร์สามารถกลับมาอ่อนค่าลงได้มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.90-33.05 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ


แม้ว่าตลาดจะเริ่มคลายกังวลโอกาสที่เฟดจะเร่งรีบปรับลดคิวอี หลังอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐฯ ในเดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้นเพียง +0.3% จากเดือนก่อนหน้า น้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ (คิดเป็น +5.3% จากปีก่อนหน้า) จากการปรับลดลงของราคาสินค้าและบริการในธีม Reopening อาทิ รถมือสอง ที่พักแรม และประกันรถยนต์ สะท้อนว่าอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจถึงจุดพีคไปแล้วและเริ่มชะลอลง


อย่างไรก็ดี ตลาดก็ยังไม่กล้าเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น เนื่องจากผู้ในเล่นตลาดกลับยังคงกังวลปัญหาการเติบโตเศรษฐกิจในอนาคต สอดคล้องกับผลสำรวจบรรดานักลงทุนสถาบันโดย Bank of America ล่าสุด ที่พบว่า ความกังวลแนวโน้มการเติบโตเศรษฐกิจและผลกำไรบริษัทจดทะเบียนเพิ่มสูงขึ้น


ภาวะระมัดระวังตัวของตลาดจากความกังวลดังกล่าว ได้กดดันให้ ในฝั่งสหรัฐฯ ดัชนี Dowjones ปรับตัวลดลงราว -0.78% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.57% ส่วนหุ้นเทคฯ ก็เผชิญแรงเทขายทำกำไรมากขึ้นเช่นกัน กดดันให้ ดัชนี Nasdaq ย่อตัวลง -0.45% ส่วนทางด้านตลาดยุโรป ดัชนี STOXX50 สามารถปิดตลาด +0.05% หนุนโดยการรีบาวด์ของหุ้นกลุ่ม Semiconductor อาทิ ASML +2.5%, Infineon Tech. +2.2% ชณะที่หุ้นกลุ่มธนาคาร และกลุ่ม Cyclical อื่นๆ ก็เผชิญแรงเทขายทำกำไรออกมาบ้าง


ในฝั่งตลาดบอนด์ ผู้เล่นในตลาดเริ่มประเมินว่า เฟดอาจไม่ได้ส่งสัญญาณการปรับลดคิวอีที่ชัดเจนในการประชุมเดือนกันยา ยนนี้ หลังเงินเฟ้อในฝั่งสหรัฐฯ เริ่มชะลอตัวลง กอปรกับ ผู้เล่นในตลาดยังคงไม่กล้าเปิดรับความเสี่ยง ทำให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงต่อเนื่อง 4bps สู่ระดับ 1.28%


ทั้งนี้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจปรับตัวลดลงได้อีกบ้าง หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่างยอดค้าปลีก รวมถึง ความเชื่อมั่นผู้บริโภค ออกมาแย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ เพิ่มความกังวลแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐฯ


ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ผันผวนในช่วงคืนที่ผ่านมา แต่โดยรวมเงินดอลลาร์ยังทรงตัวใกล้ระดับเดิมเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY Index) ยังคงแกว่งตัวใกล้ระดับ 92.66 จุด หนุนโดยความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยในข่วงตลาดการเงินผันผวน



สำหรับวันนี้เรามองว่า ตลาดจะรอติดตามแนวโน้มเศรษฐกิจการฟื้นตัวเศรษฐกิจจีน โดยตลาดประเมินว่า ปัญหาการระบาดของ COVID-19 ในจีนที่ถึงจุดพีคในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงหนัก คาดว่ายอดค้าปลีก (Retail Sales) จะโตเพียง +7%y/y จาก +8.5% ในเดือนก่อนหน้า


ส่วนยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) จะขยายตัวเหลือ +5.8%y/y ลดลงจาก +6.4% สอดคล้องกับการชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องของภาคการผลิตที่สะท้อนผ่าน ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (Manufacturing PMI) ที่ปรับตัวลดลง


นอกจากนี้ยอดการลงทุนสินทรัพย์ถาวร (Fixed Assets Investment) จะขยายตัวเพียง +11%y/y ลดลงจาก +12.7% ในเดือนก่อนหน้า ทั้งนี้ เศรษฐกิจจีนอาจเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น หลังการระบาดสงบลง


สำหรับอังกฤษ บรรดานักวิเคราะห์มองว่า ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) อาจเริ่มส่งสัญญาณสนับสนุนการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น (Tightening Policy) หลังเศรษฐกิจเดินหน้าฟื้นตัวต่อเนื่องและไม่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 มากนัก ซึ่งสะท้อนผ่าน ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนสิงหาคม ที่จะโตกว่า +0.8% จากเดือนก่อนหน้า หรือคิดเป็น +2.7%y/y


นอกจากนี้อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ในเดือนสิงหาคม ก็มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นและอยู่ในระดับสูงกว่า +2.9%y/y ซึ่งจากภาพเศรษฐกิจฟื้นตัวได้ดีและเงินเฟ้อในระดับสูง อาจทำให้ BOE เริ่มส่งสัญญาณพร้อมทยอยปรับลดการอัดฉีดสภาพคล่องได้ในการประชุมวันที่ 23 กันยายน นี้








ข่าวแนะนำ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง