หุ้นแบงก์ใหญ่ยกขบวนนิวไฮรอบเดือน

TNN ONLINE

Wealth

หุ้นแบงก์ใหญ่ยกขบวนนิวไฮรอบเดือน

หุ้นแบงก์ใหญ่ยกขบวนนิวไฮรอบเดือน

หุ้นแบงก์พาเหรดยกขบวนวิ่งฉิวในรอบเดือน รับแรงหนุนจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ของธปท.

หุ้นธนาคารพาณิชย์เมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมาปรับขึ้นร้อนแรงในรอบเกือบ 1 เดือน โดยรับแรงหนุนจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ด้วยการขยายเวลาลดเงินนำส่ง FIDF ถึงปลายปี 65 ทำให้วอลุ่มซื้อขายหนาแน่น นำโดย KBAKN บวก 9.50 บาท เพิ่มขึ้น 8.76% ปิดที่ราคา 118 บาท จากเดิมราคาอยู่ที่ 109 บาท BBL บวก 8.50 บาท เพิ่มขึ้น 8.17% ปิดที่ 112.50 บาท จากเดิมราคาอยู่ที่ 105 บาท


SCB บวก 6.25 บาท เพิ่มขึ้น 6.33% มาปิดที่ 105 บาท จากเดิมราคาอยู่ที่ 99.50 บาท TISCO บวก 1.75 บาท เพิ่มขึ้น 1.93% ปิดที่ 92.50 บาท จากเดิมอยู่ที่ 91.25 บาท BAY บวก 1.25 บาท เพิ่มขึ้น 4.39% มาปิดที่ 29.75 บาท จากเดิมอยู่ที่ 29.25 บาท KKPบวก 2 บาท เพิ่มขึ้น 3.70% มาปิดที่ 56บาท จากเดิม 54 บาท KTB บวก 0.50 บาท เพิ่ม 4.81% ปิดที่ 10.90 บาท จากเดิมอยู่ที่ 10.80 บาท


บล.โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) มองกรณี ธปท. ออกมาตรการเพิ่มเติมช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบโคมีมุมมอง positive sentiment จากประเด็นการขยายระยะเวลาปรับลดเงินนำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน หรือ FIDF เหลือ 0.23% ถึงสิ้นปี 2565 เป็นบวกต่อต้นทุนทางการเงินของกลุ่มธนาคาร


รวมทั้งมาตรการคงการจัดชั้นลูกหนี้รายย่อย และ SME รวมถึงหลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันเงินสำรองอย่างยืดหยุ่น ด้วยการปรับปรุงโครงสร้างหนี้โดยวิธีที่นอกเหนือไปจากการขยายเวลาการชำระหนี้เพียงอย่างเดียว เป็นบวกต่อแนวโน้ม NPL และการตั้งสำรอง ไม่ปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และการเพิ่มวงเงินซอฟต์โลนเป็นบวกต่อการขยายตัวของสินเชื่อ


ทั้งนี้ ประเมิน Sensitivity ต่อการปรับลดเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน หรือ FIDF เพียงอย่างเดียว (หากธนาคารไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้) จะก่อให้เกิด upside ต่อประมาณการกำไรสุทธิปี 2565 ของกลุ่มธนาคารเฉลี่ย 12%


โดยประเมินว่าธนาคารขนาดใหญ่จะมี upside มากกว่าธนาคารขนาดเล็ก เพราะมีขนาดของเงินฝากมากกว่า นำโดย ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เพิ่มขึ้น 18%, ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB และ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL เพิ่ม 15%, ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB เพิ่มขึ้น 12%, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เพิ่มขึ้น 10%, ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP เพิ่มขึ้น 7% และ บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO เพิ่มขึ้น 6% และเป็นบวกต่อราคาเป้าหมายใกล้เคียงกันที่ราว 1%


ส่วนกรณีธปท.ออกมาตรการเพิ่มเติมช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบโควิด บริษัทมีมุมมอง Slightly Positive ต่อกลุ่ม Consumer Finance โดยเฉพาะสินเชื่อที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC, บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AEONTS) จากการผ่อนปรนหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสินเชื่อลูกหนี้รายย่อย ในส่วนของบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ และสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล และการแก้ไขหนี้เดิมให้เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบันและช่วยเหลือลูกหนี้ได้จริง


ทั้งนี้ คงคำแนะนำ BULLISH ต่อกลุ่ม Consumer Finance เพราะคาดสินเชื่อรวมปี 2564-2566 เติบโตอยู่ในระดับที่น่าสนใจที่เพิ่มขึ้น 11% ต่อปี กำไรสุทธิปี 2564-2566 คาดเติบโตต่อเนื่องเพิ่มขึ้น 15% ต่อปี แม้คุณภาพสินทรัพย์แย่ลง NPL Ratio คาดปรับระดับขึ้นอยู่ที่ประมาณ 2-3% ซึ่งเป็นระดับที่ไม่ได้น่ากังวล และบริษัทควบคุมได้ โดยยังคงเลือกบริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR แนะนำซื้อ เป้าหมาย 50 บาท และบริษัท ไมโครลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ MICRO แนะนำ “ซื้อ” เป้าหมาย 12.2 บาท เป็น Top Pick


บล. ทิสโก้ ระบุว่าธปท.ได้ออกมาตรการเพิ่มเติมด้านการเงินเพื่อช่วยเหลือผู้กู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ COVID โดยจะผ่อนปรนหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสินเชื่อลูกหนี้รายย่อย โดยจะยังคงอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำบัตรเครดิตที่ 5%, ขยายเพดานวงเงินสำหรับบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลสำหรับผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท, ยกเลิกข้อจำกัดในการกู้ยืมได้เพียง 3 แห่ง พร้อมผ่อนปรนหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสินเชื่อส่วนบุคคลออนไลน์ (เพิ่มมูลค่าสินเชื่อและขยายระยะเวลาการชำระหนี้) ซึ่งคาดจะดึงดูดต่อผู้ให้บริการมากขึ้น ไม่มีการประกาศลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล (KTC, AEONTS) ที่ราคาหุ้น underperform อย่างมากจากข่าวดังกล่าว


นอกจากนี้ ธปท.ยังขยายมาตรการผ่อนปรนการจำแนก NPL และการตั้งสำรองลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด (โดยการคงจัดชั้นหนี้, การผ่อนปรนการจำแนกชั้นหนี้และการตั้งสำรอง) ส่งผลดีต่อผู้ประกอบการสินเชื่อจำนำทะเบียนอย่างบริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD, MICRO และ TIDLOR ทำให้สามารถคุมต้นทุนทางเครดิตและช่วยหนุนกำไรสุทธิประเด็นของมาตรการขณะนี้


ทั้งนี้ ยังคงอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำบัตรเครดิตที่ 5% จนถึงปี 65 (จากเดิม 8%). สินเชื่อส่วนบุคคล เพิ่มวงเงินสินเชื่อเป็น 2 เท่าของรายได้สำหรับลูกค้าที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท/เดือน (ปัจจุบันที่ 1.5 เท่า) และยกเลิกข้อจำกัดในการกู้ยืมได้เพียง 3 แห่ง


ด้านสินเชื่อส่วนบุคคลออนไลน์ ขยายเพดานวงเงินและระยะเวลาชำระหนี้ของสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลไม่เกิน 40,000 บาท (จากเดิม 20,000 บาท) ขยายเวลาการชำระคืนไม่เกิน 12 เดือน (จากเดิม 6 เดือน) แนะนำให้ “ซื้อ” AEONTS และ KTC โดยมีมูลค่าที่เหมาะสม 250 บาท และ 84 บาท ตามลำดับ

บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุ FTSE Update ประกาศรายชื่อหุ้นชุดใหม่แล้ว ทั้งหมดจะมีผลราคาปิดวันที่ 17 ก.ย. 2564 นี้ โดยน้ำหนักหุ้นไทยใน FTSE All World Index ถูกลดน้ำหนักลงราว 40-50 ล้านเหรียญฯ


ส่วนหุ้นเข้าใหม่ FTSE All World Index ที่กองทุน PASSIVE FUND จะเข้าลงทุน ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL (Large Cap) คาดเม็ดเงินไหลเข้า 82 ล้านเหรียญสหรัฐ, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK (Large Cap) เม็ดเงินไหลเข้า 170 ล้านเหรียญสหรัฐ และเพิ่มน้ำหนักบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN, บริษัทแลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH เม็ดเงินเข้า 15-13 ล้านเหรียญสหรัฐต่อบริษัท


ขณะที่ หุ้นถูกคัดออก ได้แก่ KBANK-F เม็ดเงินไหลออก 131 ล้านเหรียญฯ KBANK-NVDR เม็ดเงินไหลออก 40 ล้านเหรียญฯ, BBL-F เม็ดเงินไหลออก 62 ล้านเหรียญฯ และ BBL-NVDR เม็ดเงินไหลออก 21 ล้านเหรียญฯ


ส่วนบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC, บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล หรือ DIF ตกชั้นจาก Large Cap ไป Mid Cap เม็ดเงินไหลออกราว 3 ล้านเหรียญต่อบริษัท


นอกจากนี้ ยังให้น้ำหนักรวมใน KBANK, BBL ไม่ได้เปลี่ยน แต่เป็นการ Swap สถานะสู่กระดาน Local เท่านั้น ดังนั้นน้ำหนักรวมเป็นกลางจากประเด็นนี้ แต่ “positive surprise” จากมุมมองเดิมที่คาดกระดาน Foreign จะถูกถอดออกแบบไม่มีการ swap


ส่วน FTSE Small Cap หุ้นถูกคัดเข้าคือ บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STARK, บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ JMART สำหรับหุ้นถูกคัดออก ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรม เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ หรือ FTREIT


FTSE Micro Cap หุ้นถูกคัดเข้าคำนวณ มีทั้งหมด 27 บริษัท ได้แก่ บริษัท ศักดิ์สยามลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SAK, บริษัท เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ XPG, บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) หรือ PRM, บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ OISHI, บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BYD, บริษัท ชโย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CHAYO, บริษัท สบาย เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SABUY, บริษัท โพสโค-ไทยน๊อคซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ INOX, บริษัท เซเว่น ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ 7UP, บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT, บริษัท ไมโครลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ MICRO,


บริษัท โรจูคิส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ KISS, บริษัท เอิร์ธ เท็ค เอนไวรอนเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ETC, บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ JKN, บริษัท น้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BRR, บริษัท เอเชียซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AS, บริษัท ส.กิจชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SKN, บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SITHAI, บริษัท อีโนเว รับเบอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ IRC, บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) หรือ FSS, บริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี จำกัด (มหาชน) หรือ AGE, บริษัทเนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) หรือ NWR, บริษัท ชัยวัฒนา แทนเนอรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CWT, บริษัท เอ็ม ดี เอ็กซ์ จำกัด (มหาชน)

หรือ MDX, บริษัท คอมมิวนิเคชั่น แอนด์ ซิสเต็มส์ โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CSS, บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) หรือ SVOA และ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ พรอสเพค โลจิสติกส์และอินดัสเทรียล หรือ PROSPECT


ส่วนหุ้นถูกคัดออก ได้แก่ บริษัท อาร์ ซี แอล จำกัด (มหาชน) หรือ RCL, บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) หรือ RBF, JMART (ขึ้นชั้นสู่ Small Cap), บริษัท ไดนาสตี้เซรามิค จำกัด (มหาชน) หรือ DCC, บริษัท สยามฟิวเจอร์ดีเวลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SF, บริษัทเงินทุน ศรีสวัสดิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ BFIT, ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ เอส ไพรม์ โกรท หรือ SPRIME, บริษัท บิ๊ก คาเมร่า คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BIG, กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาฯ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ไลฟ์สไตส์ หรือ MJLF, บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ GRAND, บริษัท ทักษิณคอนกรีต จำกัด (มหาชน) หรือ SCP และ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ เอไอเอ็ม หรือ AIMCG

ข่าวแนะนำ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง