เงินบาทเปิดตลาดแข็ง 33.30 บาทต่อดอลลาร์ฯ จับตาผลประชุมเฟดเซอร์ไพรส์ตลาด

TNN ONLINE

Wealth

เงินบาทเปิดตลาดแข็ง 33.30 บาทต่อดอลลาร์ฯ จับตาผลประชุมเฟดเซอร์ไพรส์ตลาด

 เงินบาทเปิดตลาดแข็ง  33.30 บาทต่อดอลลาร์ฯ จับตาผลประชุมเฟดเซอร์ไพรส์ตลาด

ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 33.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น แนวโน้มแกว่งไซด์เวย์ลุ้นผลประชุมเฟดลดคิวอีเร็วกว่าคาดหรือไม่ เกาะติดตัวเลขส่งออก-โควิดในประเทศ

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงิน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 33.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐแข็ง ค่าขึ้นจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ที่ระดับ 33.36บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าสัปดาห์นี้ ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบ Sideways เนื่องจากผู้เล่นในตลาดจะรอคอยปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะการประชุมวิชาการเฟด (Jackson Hole Symposium) สัญญาณรวมถึงรายละเอียดเพิ่มเติมของการปรับลดมาตรการคิวอีของเฟด ซึ่งปัจจัยดังกล่าวอาจถูกสะท้อนบนแนวโน้มเงินดอลลาร์


นอกจากนี้ปัจจัยปัญหาการะบาด COVID-19 ก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางของค่าเงิน โดยสถานการณ์การระบาดในไทยที่ยังดูมีแนวโน้มยืดเยื้อ อาจกดดันให้ผู้เล่นในตลาดมีความเชื่อว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจจะลดดอกเบี้ยนโยบายลงได้ 0.25% ในการประชุมเดือนกันยายน ซึ่งภาพดังกล่าวจะกดดันให้เงินบาทก็มีแนวโน้มอ่อนค่าอยู่


ทั้งนี้ในส่วนแนวโน้มเงินดอลลาร์มองว่า ความต้องการ “Safe Haven” ในระยะสั้น คือปัจจัยหนุนโมเมนตัมของเงินดอลลาร์ อย่างไรก็ดี เงินดอลลาร์อาจผันผวนและพลิกอ่อนค่าลงได้บ้าง หากสุดท้ายเฟดไม่ได้ส่งสัญญาณหรือข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับการทยอยลดคิวอี หรือ เฟดแสดงความกังวลปัญหาการระบาดของ Delta ซึ่งอาจทำให้ผู้เล่นในตลาดลดโอกาสที่เฟดจะรีบลดคิวอี


ส่วนเงินบาทโซน 33.40-33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ยังคงเป็นโซนแนวต้านสำคัญ ส่วนแนวรับเงินบาทอยู่ใกล้โซน 33.00-33.10 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่ บรรดาผู้นำเข้าต่างรอทยอยเข้ามาแลกเงินดอลลาร์ มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 33.00-33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ กรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.25-33.40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ


อย่างไรก็ตาม สัปดาห์ที่ผ่านมาปัญหาการระบาดของ Delta กดดันให้ตลาดการเงินเผชิญการปรับฐานในเกือบทุกสินทรัพย์ ยกเว้น สินทรัพย์ปลอดภัย อย่างดอลลาร์และบอนด์


สำหรับสัปดาห์นี้ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ งานประชุมวิชาการประจำปีของเฟด ณ เมือง Jackson Hole ซึ่งตลาดจะรอลุ้นทิศทางการปรับลดมาตรการคิวอีของเฟด โดยในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจมีดังนี้


ฝั่งสหรัฐฯ ตลาดจะติดตามแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินโอกาสของการทยอยลดคิวอีของเฟดในปีนี้ โดยตลาดจะให้ความสำคัญกับข้อมูลด้านตลาดแรงงานสหรัฐฯ อาทิ ดัชนีการจ้างงานของรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและการบริการ (Manufacturing & Services PMIs) รวมถึง ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims)


ทั้งนี้ตลาดจะจับตางานประชุมวิชาการเฟด (Jackson Hole Symposium) ซึ่งตลาดคาดว่า เฟดอาจมีการส่งสัญญาณถึงการทยอยลดคิวอี รวมถึงมีความชัดเจนในแนวทางการปรับลดคิวอี เช่น อัตราการลดคิวอี เป็นต้น โดยตลาดการเงินอาจผันผวนสูงขึ้นได้ หากเฟดส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าจะลดคิวอีได้ในปีนี้ และ เฟดอาจลดคิวอีในอัตราที่สูงกว่ามุมมองของตลาด


ส่วนในด้านข้อมูลเศรษฐกิจ ตลาดมองว่าปัญหาการระบาดที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น อาจกดดันให้ทั้งภาคการผลิตและการบริการของสหรัฐฯ ขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง ดังจะเห็นได้จากดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการ ที่จะปรับตัวลดลงสู่ระดับ 62.3 จุด และ 59.2 จุด ตามลำดับ (ดัชนีเกิน 50 จุด หมายถึง ขยายตัว)


ฝั่งยุโรปตลาดประเมินว่า การระบาดระลอกใหม่ของ COVID-19 อาจกระทบการฟื้นตัวเศรษฐกิจยุโรปไม่มากนัก เพราะ ดัชนี PMI ของทั้งภาคการผลิตและการบริการของยุโรป ในเดือนสิงหาคม ยังอยู่ที่ระดับ 62 จุด และ 59.5 จุด ตามลำดับ สะท้อนถึงการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคการผลิตและการบริการ เช่นเดียวกันกับในฝั่งอังกฤษ ทั้งดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการในเดือนสิงหาคม ก็ยังอยู่ที่ระดับ 59.5 จุด และ 59 จุด ตามลำดับ


อย่างไรก็ดี ปัญหาการระบาดในยุโรปอาจทำให้ ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจลดลงสะท้อนจาก ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจเยอรมนี (Ifo Business Clima te) เดือนสิงหาคมที่จะลดลงสู่ระดับ 100 จุด


ขณะที่เอเชีย ตลาดมองว่า ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (7-day Repo) ไว้ที่ระดับ 0.50% หลังเกาหลีใต้เผชิญการระบาดของ COVID-19 อีกครั้ง ทว่า BOK ก็อาจเริ่มส่งสัญญาณพร้อมใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น อาทิ ขึ้นดอกเบี้ย หากสถานการณ์การระบาดคลี่คลายลง และเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้น เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อระบบการเงินจากภาวะดอกเบี้ยต่ำ


ทั้งนี้ด้านญี่ปุ่น เศรษฐกิจอาจส่งสัญญาณฟื้นตัวจากการขยายตัวต่อเนื่องของภาคการผลิตที่หนุนโดยความต้องการสินค้าทั่วโลก โดยเฉพาะ Semicon ductor, เครื่องใช้ไฟฟ้า และ เคมีภัณฑ์ สะท้อนผ่านดัชนี PMI ภาคการผลิตในเดือนสิงหาคมที่ระดับ 53 จุด ส่วนภาคการบริการ แม้ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมจะยังคงหดตัวจากปัญหาการระบาดของ Delta แต่ภาคการบริการก็เริ่มฟื้นตัว สะท้อนจากการปรับตัวขึ้นของ ดัชนี PMI ภาคการบริการที่จะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 48 จุด (ดัชนีต่ำกว่า 50 หมายถึง หดตัว)


ส่วนเวียดนาม การฟื้นตัวเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างชัดเจน จากปัญหาการระบาดที่ยังคงรุนแรงอยู่และทำให้รัฐบาลยังคงต้องใช้ มาตรการ Lockdown ที่เข้มงวด ซึ่ง ตลาดมองว่า ผลกระทบจากปัญหาการระบาดจะทำให้ ยอดส่งออกของเวียดนามในเดือนสิงหาคม โตลดลงเหลือ +5%y/y สอดคล้องกับ ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ที่จะโตราว 2%y/y


ขณะที่ไทย ปัญหาการระบาดของ COVID-19 ทั่วโลกโดยเฉพาะในประเทศคู่ค้าสำคัญ รวมถึงคลัสเตอร์การระบาดในโรงงานไทย อาจกดดันให้ ยอดการส่งออก (Exports) เดือนกรกฎาคม ขยายตัวในอัตราชะลอลงเหลือ +20%y/y เช่นเดียวกันกับ ยอดนำเข้า (Imports) ที่จะโตเพียง 38% y/y จากการนำเข้าวัตถุดิบ รวมถึง สินค้าเพื่อบริโภคในประเทศที่ลดลง ทั้งนี้ โดยรวม ดุลการค้าของไทยยังคงเกินดุลกว่า 950 ล้านดอลลาร์


 เงินบาทเปิดตลาดแข็ง  33.30 บาทต่อดอลลาร์ฯ จับตาผลประชุมเฟดเซอร์ไพรส์ตลาด



ข่าวแนะนำ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง