ฟรุตต้าไบโอเมดเข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯนำอุตฯชีวภาพไทยบุกตลาดโลก

TNN ONLINE

Wealth

ฟรุตต้าไบโอเมดเข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯนำอุตฯชีวภาพไทยบุกตลาดโลก

ฟรุตต้าไบโอเมดเข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯนำอุตฯชีวภาพไทยบุกตลาดโลก

ฟรุตต้าไบโอเมดระดมทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ 1,500 ล้านบาท สร้างไบโอรีแอคเตอร์ คาดว่าเริ่มเดินเครื่องได้ในปี 65 โกยรายได้ปี 65 เพิ่มเป็น 2,000 ล้านบาท

ภาพจำของอุตสาหกรรมไทยที่หลายคนมองว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีปานกลางถึงต่ำ ขาดการวิจัยและพัฒนา และต้องพึ่งพานวัตกรรมจากต่างชาติ แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ภาคอุตสาหกรรมไทยก็ค่อย ๆ ปรับตัวไปสู่อุตสาหกรรมชั้นสูง ที่มีเทคโนโลยีของตัวเอง


โดยเริ่มจากธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีเงินทุนสูง ซึ่งได้ตั้งหน่วงงานวิจัยและพัฒนาของตัวเอง รวมทั้งการออกไปซื้อกิจการเทคโน โลยีต่างชาติ เพื่อเป็นทางลัดในการเป็นเจ้าของเทคโนโลยี และนำมาต่อยอด แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธุรกิจขนาดกลาง และธุรกิจสตาร์ทอัพเทคจำนวนมาก ก็ได้ก้าวไปสู่องค์กรเทคโนโลยีและสร้างนวัตกรรมของตัวเอง ที่มุ่งสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลก


ในส่วนของธุรกิจ ไบโอเทค สตาร์ทอัพ ที่โดดเด่นในด้านนี้ ได้แก่ บริษัท ฟรุตต้า ไบโอเมด จำกัด โดยนายรักชัย เร่งสม บูรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทฯ เปิดเผยกับ TNN Wealth ว่า หากประเทศไทยจะไปแข่งด้านเทคโนโลยีในต่างประเทศ มีเพียงเทคโนโลยีด้านอาหาร และชีวภาพ เท่านั้น ที่แข็งแกร่งเพียงพอที่จะออกไปต่อสู้ได้ แม้แต่ประเทศยักษ์ใหญ่ เนื่องจากไทยมีความแข็งแกร่งทั้งด้านวัตถุดิบ พัฒนาเทคโนโลยีนี้มายาวนาน ทำให้ต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมชีวภาพชั้นสูงได้ไม่ยาก


โดยบริษัทฯ เริ่มต้นมาจากธุรกิจเครื่องดื่มประเภทน้ำผัก ผลไม้ จึงมีวัสดุเหลือทิ้งจากการผลิตสูงมาก จึงได้ทุ่มเทการวิจัยในการนำสิ่งเหลือทิ้งเหล่านี้มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้มากที่สุด โดยการใช้เทคโนโลยีจุลินทรีย์ เข้ามาย่อยสลายวัสดุเหล่านี้ให้เกิดเป๋นสารเคมีชีวภาพในรูปแบบต่าง ๆ ที่ใช้เป็นวัสดุในการผลิตพลาสติกชีวภาพ วัสดุทางการแพทย์ และเครื่องสำอาง


ดังนั้น บริษัทฯ จึงได้ขยายธุรกิจชีวภาพแยกออกมาจากธุรกิจหลักน้ำผลไม้ ออกมาเป็น 3 ธุรกิจ ได้แก่ 1. พลาสติกชีวภาพ 2. เครื่องสำอาง และ3.อุปกรณ์ทางการแพทย์ ซึ่งมองว่าทั้ง 3 กลุ่มนี้ จะมีศักยภาพและโอกาสอีกมากในอนาคต


โดยในธุรกิจพลาสติกชีวภาพ จะเป็นการผลิตพลาสติกชีวภาพชนิด PHA เพื่อใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์ชีวภาพที่ย่อยสลายได้เองในอุณหภูมิปกติสภาพแวดล้อมธรรมชาติ ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ขวด กล่องบรรจุอาหาร วัสดุกันกระแทก ฟิล์มถนอมอาหาร ซึ่งในโลกนี้มีเพียง 12 บริษัทเท่านั้นที่ผลิตได้ และบริษัทฯของเราก็เป็นรายแรกและรายเดียวในอาเซียนที่มีเทคโนโลยีนี้ และผลิตขายเชิงพาณิชย์


ส่วนธุรกิจเครื่องสำอาง จะมุ่งไปที่เทคโนโลยีการผลิตสารไฮยาลูรอน ซึ่งเป็นโมเลกุลธรรมชาติที่ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื้น โดยร่างกายจะผลิตไฮยาลูรอนลดลงเรื่อย ๆ ตามอายุที่เพิ่มขึ้น และจะผลิตไมโครสเฟียร์ ซึ่งจะเป็นวัตถุในการนำสารออกฤทธิ์เข้าสู่ชั้นผิวหนังเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ซึ่งทั้งไฮยาลูรอนและไมโครสเฟียร์ นี้จะผลิตได้จากสารชีวภาพที่ได้จากการเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงจุลินทรีย์


ขณะที่ธุรกิจเครื่องมือแพทย์ ในเบื้องต้นจะมุ่งไปสู่การผลิตแคปซูลบรรจุยา เจลปิดแผลที่ได้จากจุลลินทรีย์ ซึ่งจะกันน้ำและช่วยสมานแผนได้เร็วขึ้น รวมทั้งจะพัฒนาไปสู่วัสดุปิดแผลชนิดต่าง ๆ ไหมละลายเย็บแผล วัสดุในการเชื่อมเซลล์กระดูก ไปจนถึงวัคซีนในอนาคต ซึ่งวัสดุชีวภาพจะเข้ากับร่างกายได้ดีกว่าวัสดุสังเคราะห์ชนิดอื่น


โดยในการผลิตเครื่องมือแพทย์นี้ บริษัทได้ร่วมวิจัยกับสถาบันวิจัยระดับโลกหลายแห่ง และร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และจะขยายไปอีกหลายแห่งในอนาคต เพื่อพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์กับความต้องการของแพทย์ให้ได้มากที่สุด และคนไทยใช้สินค้าที่มีราคาลดลง


นอกจากนี้บริษัทฯยังมีธุรกิจผลิตเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมชีวภาพ ซึ่งได้ร่วมพัฒนากับเจ้าของเทคโนโลยีจากเยอรมัน และอินเดีย จะเริ่มผลิตในอีก 6 เดือนข้างหน้า เนื่องจากมองว่าเครื่องจักรนำเข้ามีราคาสูงมาก จึงได้ร่วมมือกับพันธมิตรวิจัยพัฒนาเครื่องจักรขึ้นมาใช้เอง และขายให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ทำให้มีต้นทุนเครื่องจักรลดลงมาก


สำหรับแผนการขยายธุรกิจ ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการเข้าตลาดหลักทรัพย์ OTC market ที่สหรัฐฯ เพื่อเตรียมการที่จะเข้าสู่ Nasdaq ในอนาคต ซึ่งได้ยื่นไฟลิ่งไปแล้ว เพื่อระดมทุนอีกประมาณ 1,500 ล้านบาท นำไปลงทุนสร้างไบโอรีแอคเตอร์ และขยายกำลังการผลิตจากเดิมผลิตได้ 60 ตันต่อเดือน เพิ่มเป็น 500 ตันต่อเดือน หรือ 6 พันตันต่อปี ขณะนี้มีสัญญาซื้อขายล่วงหน้าหมดแล้ว คาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องได้ในปี 2565 ซึ่งจะเพิ่มรายได้จาก 300 ล้านบาท/ปี เป็น 2 พันล้านบาท/ปี


นอกจากนี้ การที่เราไปเปิดตัวที่ตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ เพื่อที่จะผลักดันสินค้าชีวภาพของบริษัทฯ ไปสู่ตลาดนานาชาติ ไปสู้ในสนามใหญ่ประเทศเทคโนโลยีสูง เพราะมั่นใจว่าเทคโนโลยีชีวภาพของไทยสู้ได้กับทุกประเทศในโลก และการไปเปิดตัวที่สหรัฐ ก็เพิ่มความน่าเชื่อถือ และขยายตลาดในประเทศต่าง ๆ ได้มากขึ้น


โดยจุดเด่นที่มั่นใจว่าสามารถสู้ในตลาดโลกได้ เพราะมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า ได้แก่ ต้นทุนเครื่องจักร ถูกกว่านำเข้าถึง 4 เท่า ต้นทุนวัตถุดิบต่ำมาก เพราะใช้วัสดุเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตน้ำผลไม้ของบริษัท และยังได้ทำเอ็มโอยูกับตลาดไท และตลาดสี่มุมเมือง ซื่อเศษผักผลไม้ในระยะยาวไว้แล้ว และต้นทุนพลังงาน ที่โรงงานชีวภาพของเราจะใช้ความร้อน และความเย็นเหลือทิ้งจากโรงงานผลิตอาหารของเราเอง ทำให้ลดต้นทุนพลังงานลงไป


นอกจากนี้ พลาสติกชีวภาพ PHA ที่ผลิตออกมาจะเน้นไปสู่การผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูป เช่น บรรจุภัณฑ์ และสินค้าอื่น ๆ ตามที่ลูกค้าต้องการ ทำให้ได้ราคาสูงกว่าการขายเป็นเม็ดพลาสติกชีวภาพเหมือนกับผู้ผลิตรายอื่น รวมทั้งนำไปต่อยอดเป็นสินค้าชีวภาพมูลค่าสูงทางการแพทย์ และเครื่องสำอาง


“ราคาวัตถุดิบของเราต่ำมากเหมือนได้ฟรี ในขณะที่ต่างประเทศใช้วัตถุดิบการเกษตรมาผลิต เช่น ถั่วเหลือง ข้าวโพด ซึ่งมีราคาสูงกว่า รวมทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องจักรของตัวเอง ทำให้ลดต้นทุน และได้เครื่องจักรที่เหมาะสม และมีต้นทุนพลังงานต่ำ บวกกับเทรนของโลกที่มุ่งไปสู่สินค้าชีวภาพที่ย่อยสลายได้ ทำให้มั่นใจว่าสามารถแข่งขันกับผู้ผลิตในอุตสาหกรรมเดียวกันได้ทั้งโลก”

ข่าวแนะนำ