เงินบาทแข็ง ! จับตาถ้อยแถลงพาวเวลล์ส่งสัญญาณเศรษฐกิจ-คิวอี

TNN ONLINE

Wealth

เงินบาทแข็ง ! จับตาถ้อยแถลงพาวเวลล์ส่งสัญญาณเศรษฐกิจ-คิวอี

เงินบาทแข็ง ! จับตาถ้อยแถลงพาวเวลล์ส่งสัญญาณเศรษฐกิจ-คิวอี

ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 33.33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯแย่กว่าคาด-โควิดพุ่ง จับตาถ้อยแถลงพาวเวลล์ส่งสัญญาณเศรษฐกิจ-คิวอี

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงิน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 33.33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ที่ระดับ 33.37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมา ปัญหาการระบาดของ Delta ในสหรัฐฯ เริ่มกดดันความเชื่อมั่นผู้บริโภค และส่งผลให้เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลงในท้ายสัปดาห์



สำหรับปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทยังคงเป็น แนวโน้มเงินดอลลาร์ และ ปัญหาการระบาดของ COVID-19 ทั่วโลก โดยเฉพาะ การระบาดในไทยที่ยังคงทวีความรุนแรงต่อเนื่อง ส่วนเงินดอลลาร์มองว่าในระยะสั้น ปัญหาการระบาดของ Delta ในสหรัฐฯ อาจกดดันเงินดอลลาร์ได้ หากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทยอยออกมาแย่ลงเพิ่มมากขึ้น


อย่างไรก็ดี เงินดอลลาร์ยังคงมีแรงหนุนอยู่ หากบรรดาเจ้าหน้าเฟดออกมาสนับสนุนการทยอยลดคิวอีในปีนี้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งต้องติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดอย่างใกล้ชิดต่อไป


ส่วนในฝั่งเงินบาทมองว่า โซนแนวต้านใกล้ 33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ยังเป็นระดับที่เงินบาทอ่อนค่าไปถึงได้ในระยะสั้น ท่ามกลางปัญหาการระบาดที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้ นักลงทุนต่างชาติพร้อมจะขายสินทรัพย์ไทยเพิ่มเติม


ด้านแนวรับเงินบาทยังอยู่ใกล้โซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่เรามองว่า บรรดาผู้นำเข้าอาจทยอยเข้ามาแลกเงินดอลลาร์ (Buy on Dip)มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 33.10-33.60 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.30-33.45 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ


สำหรับสัปดาห์นี้ควรจับตาการฟื้นตัวเศรษฐกิจเอเชีย รวมถึงไทย และ ติดตามทิศทางนโยบายการเงินเฟด ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าเฟด โดยเฉพาะนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)


โดยในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจมีดังนี้ฝั่งสหรัฐฯ ตลาดจะติดตามแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด หลังปัญหาการระบาด Delta ทวีความรุนแรงมากขึ้น จนอาจเริ่มส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจได้ ดังจะเห็นได้จากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนสิงหาคม ปรับตัวลดลงมากกว่าคาด ซึ่งตลาดมองว่าปัญหาการระบาดอาจกดดันภาคการผลิตสหรัฐฯ เช่นกัน


โดยดัชนีภาวการณ์ผลิตอุตสาหกรรมโดยเฟดนิวยอร์ก (NY Empire Manufacturing) ในเดือนสิงหาคม อาจลดลงสู่ระดับ 28.5 จุด สะท้อนถึงการขยายตัวในอัตราชะลอลง ขณะที่ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนกรกฎาคม อาจหดตัวราว -0.2% จากเดือนก่อนหน้า จากทั้งปัญหาการระบาด รวมถึงระดับราคาสินค้าที่เร่งตัวสูงขึ้น ตามการทยอยเปิดเมือง


นอกจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ตลาดจะจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด โดยเฉพาะประธานเฟด Po well (วันพุธ) ถึงมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ หลังสหรัฐฯ เผชิญการระบาดของ Delta และมุมมองต่อการทยอยลดคิวอีของเฟด ซึ่งท่าทีสนับสนุนการทยอยลดคิวอีภายในปีนี้ของประธานเฟด สามารถหนุนให้ เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้


ฝั่งยุโรปตลาดประเมินว่า การระบาดระลอกใหม่ของ COVID-19 อาจไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของชาวอังกฤษมากนัก โดยยอดค้าปลีก (Retail Sales) อาจโตถึง +5.8%y/y ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งการฟื้นตัวต่อเนื่องของการบริโภคนั้นหนุนโดยการเดินหน้าเปิดประเทศ ไปพร้อมกับเร่งคุมสถานการณ์การระบาด ผ่านการเร่งตรวจหาผู้ติดเชื้อเชิงรุก และ การเร่งแจกจ่ายวัคซีนประสิทธิภาพสูง


ฝั่งเอเชียตลาดมองว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นอาจกลับมาขยายตัวได้ราว +0.1% จากไตรมาสก่อนหน้า (หรือคิดเป็น +0.5% เมื่อเทียบรายปี) หนุนโดยการฟื้นตัวต่อเนื่องของภาคการส่งออกและการกลับมาลงทุนมากขึ้นของภาคเอกชน


ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนยังคงถูกดดันจากปัญหาการระบาดของ COVID-19 แต่โดยรวมก็เริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น หลังญี่ปุ่นมีการเร่งแจกจ่ายวัคซีน ซึ่งตลาดมองว่า ทั้งปีเศรษฐกิจญี่ปุ่นอาจโตได้กว่า 2.8%


ส่วนจีนปัญหาการระบาดของ Delta อาจกดดันการฟื้นตัวเศรษฐกิจ ซึ่งจะเห็นได้จากการเติบโตในอัตราที่ชะลอลงของยอดค้าปลีก (Retail Sales) +10%y/y เช่นเดียวกันกับ ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) รวมถึงยอดการลงทุนสินทรัพย์ถาวร (Fixed Asset Investment) ที่จะโตลดลงเหลือ +7.9% และ +11% ตามลำดับ


นอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ เรามองว่าบรรดาธนาคารกลางในเอเชียจะเดินหน้าใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อไป โดยในสัปดาห์นี้ ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ที่ระดับ 3.50% เพื่อหนุนการฟื้นตัวเศรษ

กิจ หลังอินโดนีเซียเผชิญการระบาดที่หนักในช่วงที่ผ่านมา


ทั้งนี้ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) อาจเป็นธนาคารกลางแรกในเอเชียที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.25% แต่อาจส่งสัญญาณพร้อมปรับดอกเบี้ยขึ้น หลังเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่อง จากการผ่อนคลายมาตรการ Lockdown


ฝั่งไทยแม้ว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 อาจพลิกกลับมาขยายตัวกว่า +5.0%y/y จากที่หดตัวถึง -2.6%y/y ในไตร มาสแรก แต่ปัจจัยหลัก คือ ระดับฐานต่ำในปีก่อนหน้า กอปรกับภาคการส่งออกสามารถขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง


อย่างไรก็ดี ปัญหาการระบาด COVID-19 ที่ยืดเยื้อจะกดดันให้การบริโภคในประเทศซบเซาหนัก และอาจส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและการส่งออกได้ ทำให้ มีโอกาสที่เศรษฐกิจจะกลับมาหดตัวในไตรมาสที่ 3 และทั้งปีเศรษฐกิจไทยอาจหดตัวได้ หากสถานการณ์การระบาดรุนแรงขึ้นและยืดเยื้อเกินกว่าไตรมาส 3


เงินบาทแข็ง ! จับตาถ้อยแถลงพาวเวลล์ส่งสัญญาณเศรษฐกิจ-คิวอี




ข่าวแนะนำ