ดาวโจนส์ ปิดบวก 14.88 จุด ได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี

TNN ONLINE

Wealth

ดาวโจนส์ ปิดบวก 14.88 จุด ได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี

ดาวโจนส์ ปิดบวก 14.88 จุด ได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี

ดาวโจนส์ ปิดบวก 14.88 จุด ขานรับแรงซื้อหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์และกลุ่มเทคโนโลยี รวมทั้งตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานของสหรัฐที่ปรับตัวลดลง

วันนี้ (13 ส.ค. 64) ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (12 ส.ค.) โดยดาวโจนส์ และ S&P500 ปิดทำนิวไฮติดต่อกันเป็นวันที่ 3 ขานรับแรงซื้อหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์และกลุ่มเทคโนโลยี รวมทั้งตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานของสหรัฐที่ปรับตัวลดลงในสัปดาห์ที่ผ่านมา

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 35,499.85 จุด เพิ่มขึ้น 14.88 จุด หรือ +0.04% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,460.83 จุด เพิ่มขึ้น 13.13 จุด หรือ +0.30% ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 14,816.26 จุด เพิ่มขึ้น 51.13 จุด หรือ +0.35%

หุ้น 6 ใน 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้น นำโดยดัชนีหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ดีดตัวขึ้น 0.8% โดยหุ้นโนวาแว็กซ์ ทะยานขึ้น 5.52% หุ้นไฟเซอร์ พุ่งขึ้น 2.01% หุ้นจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน เพิ่มขึ้น 0.8% หุ้น Abbvie ดีดขึ้น 1.73% หุ้นโมเดอร์นา พุ่งขึ้น 1.58% หุ้นเอชซีเอ เฮลธ์แคร์ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการโรงพยาบาลรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ เพิ่มขึ้น 0.57%

ดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและการสื่อสารปรับตัวขึ้น 0.6% โดยหุ้นแอปเปิล พุ่งขึ้น 2.08% หุ้นเซลส์ฟอร์ซ (Salesforce) ทะยานขึ้น 2.54% หุ้น Nvidia พุ่งขึ้น 1.05% หุ้นไมโครซอฟท์ บวก 1% หุ้นเฟซบุ๊ก เพิ่มขึ้น 0.75% หุ้นอัลฟาเบท ปรับตัวขึ้น 0.67% หุ้นแอมะซอน บวก 0.35%

นักวิเคราะห์จากบริษัทอินเวอร์เนส คอนเซิล กล่าวว่า นักลงทุนหมุนเวียนแรงซื้อเข้าสู่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มเฮลธ์แคร์ซึ่งเป็นหุ้นที่มีแนวโน้มสดใสในระยะยาว จากก่อนหน้านี้ที่เข้าลงทุนในหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมและกลุ่มพลังงาน ซึ่งเป็นหุ้นที่คาดว่าจะได้ประโยชน์หากสภาคองเกรสสหรัฐผ่านร่างกฎหมายการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานวงเงิน 1 ล้านล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ ตลาดยังได้ปัจจัยหนุนจากรายงานของกระทรวงแรงงานสหรัฐซึ่งระบุว่า ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 12,000 ราย สู่ระดับ 375,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตลาดแรงงานยังคงฟื้นตัวแม้มีความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา

ขณะเดียวกันกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้ผลิต พุ่งขึ้น 1% ในเดือนก.ค. เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 0.6% และเมื่อเทียบรายปี ดัชนี PPI เดือนก.ค.พุ่งขึ้น 7.8% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการรวบรวมข้อมูลดังกล่าวในปี 2553

นักวิเคราะห์จากบริษัท E*TRADE Financial มองว่า ข้อมูลดัชนี PPI เป็นอีกหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยหนุนตลาด เนื่องจากการพุ่งขึ้นของดัชนี PPI ในเดือนก.ค.เป็นผลมาจากภาวะติดขัดด้านอุปทาน ซึ่งก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อแค่ในระยะสั้น และเชื่อว่าจะไม่ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปลี่ยนแปลงนโยบายการเงิน

นักลงทุนรอดูข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่นๆของสหรัฐในวันนี้ ซึ่งได้แก่ ราคานำเข้าและส่งออกเดือนก.ค. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นเดือนส.ค.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน



ข่าวแนะนำ