เงินบาทอ่อน ! นิวไฮรอบ 3 ปี 2 เดือน วิ่งแตะ33.42 บาทต่อดอลลาร์ฯ

TNN ONLINE

Wealth

เงินบาทอ่อน ! นิวไฮรอบ 3 ปี 2 เดือน วิ่งแตะ33.42 บาทต่อดอลลาร์ฯ

เงินบาทอ่อน ! นิวไฮรอบ 3 ปี 2 เดือน วิ่งแตะ33.42 บาทต่อดอลลาร์ฯ

ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 33.42 บาทต่อดอลลาร์ฯ ซึ่งถือเป็นการอ่อนค่าทำสถิติใหม่รอบ 3 ปี 2 เดือน นับจากก.ค.61 หลังจากดอลลาร์แข็งผลพวงจากตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรดีกว่าตลาดคาด ขณะที่โควิดในประเทศแพร่ระบาดหนัก

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงิน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 33.42 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นการอ่อนค่าทำสถิติใหม่รอบ 3 ปี 2 เดือน นับจากก.ค.61 เป็นผลมาจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯกลับมาแข็งค่าเห็นได้จากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ประกอบกับการแพร่ระบาดโควิดในประเทศที่ตัวเลขพุ่งต่อเนื่อง

สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท ยังคงต้องติดตามทั้ง แนวโน้มเงินดอลลาร์ และ ปัญหาการระบาดของ COVID-19 ทั่วโลก โดยเฉพาะ การระบาดในไทยที่ยังคงอยู่ในภาวะวิกฤติ โดยมองว่า แม้ในสัปดาห์นี้จะมีข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ ประ กาศ อกมาไม่มาก แต่โมเมนตัมขาขึ้นเงินดอลลาร์ยังคงอยู่ ซึ่งเงินดอลลาร์อาจปรับตัวขึ้นต่อได้ หากบรรดาเจ้าหน้าเฟดออกมาสนับสนุนการทยอยลดคิวอีในปีนี้เพิ่มมากขึ้น


อย่างไรก็ดี การแข็งค่าของเงินดอลลาร์อาจถูกจำกัดด้วยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรป ในกรณีที่ เศรษฐกิจยุโรปฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่องและดีกว่าคาด


ส่วนในฝั่งเงินบาท โซนแนวต้านใกล้ 33.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อาจเป็นระดับที่เงินบาทอ่อนค่าไปถึงได้ในระยะสั้น หลังปัญหาการระบาด COVID-19 ทวีความรุนแรงมากขึ้น กดดันให้นักลงทุนต่างชาติเดินหน้าขายสินทรัพย์ไทยต่อเนื่อง ทั้งนี้ วิกฤติการระบาดอาจเริ่มคลี่คลายลงได้ หากรัฐบาลสามารถเร่งแจกจ่ายวัคซีนประสิทธิภาพสูงได้ไม่น้อยกว่า 5 แสนโดสต่อวัน ซึ่งอาจช่วยให้เงินบาทสามารถแข็งค่าขึ้นได้บ้าง


มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 33.20-33.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.40-33.55 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ


สัปดาห์ที่ผ่านมา การฟื้นตัวของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งกว่าคาด ได้หนุนมุมมองของตลาดที่เริ่มมองว่าเฟดอาจทยอยลดคิวอีในปีนี้ ส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง


สำหรับสัปดาห์นี้ควรจับตาการฟื้นตัวเศรษฐกิจยุโรป และ ทิศทางนโยบายการเงินเฟด โดยเฉพาะการปรับลดคิวอี


ส่วนรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจมีดังนี้คือ ฝั่งสหรัฐฯ ตลาดจะติดตามแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) อย่างใกล้ชิด เพื่อใช้ประกอบการวิเคราะห์แนวโน้มนโยบายการเงินของเฟด หลังบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดต่างเริ่มส่งสัญญาณสนับสนุนการทยอยลดคิวอีมากขึ้น ตามแนวโน้มการฟื้นตัวของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ออกมาแข็งแกร่งเกินคาด ซึ่งหาก CPI เดือนกรกฎาคม พุ่งสูงขึ้นมากกว่าที่ตลาดมองไว้ที่ 5.3% บรรดาผู้เล่นในตลาดก็อาจกลับมากังวลปัญหาการเร่งตัวของเงินเฟ้ออีกครั้งได้


ซึ่งปัญหาดังกล่าวอาจทำให้บอนด์ยีลด์ระยะยาว พร้อมกับเงินดอลลาร์ ปรับตัวสูงขึ้น และทำให้ตลาดการเงินผันผวนมากขึ้นได้ ยอดผู้ติดเชื้อ COVID-19 ในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจกดดันให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภค (U of Michigan Con

sumer Sentiment) เดือนสิงหาคม ลดลงสู่ระดับ 81 จุด


นอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ ตลาดจะจับตารายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยผลประกอบการที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดจะช่วยพยุงบรรยากาศการลงทุนได้ อนึ่ง ควรจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด อาทิ Barkin & Bostic (วันจันทร์) ถึงมุมมองต่อการทยอยลดคิวอีของเฟด โดยเฉพาะ Barkin เพราะเป็นคณะกรรมการ FOMC ที่มีมุมมองเป็นกลางต่อนโยบายการเงิน จึงน่าจับตาว่าจะมีการปรับเปลี่ยนมุมมอง มาสนับสนุนนโยบายการเงินที่เข้มงวด (Hawkish มากขึ้น) หรือไม่


ส่วนยุโรปการระบาดระลอกใหม่ของ COVID-19 อาจกดดันความเชื่อมั่นนักลงทุน (Sentix Investor Confidence)เล็กน้อย เนื่องจากโดยรวมผู้เล่นในตลาดยังคงมีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจยุโรปซึ่งได้แรงหนุนจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ภาพดังกล่าวยังสอดคล้องกับมุมมองที่เป็นลบมากขึ้นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจของบรรดานักลงทุนสถาบันและนักวิเคราะห์จากปัญหาการระบาดรอบล่าสุดในยุโรปและทั่วโลก โดยดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจเยอรมนี (ZEW Sentiment) เดือนสิงหาคม อาจลดลงสู่ระดับ 55 จุด จาก 63.3 จุด ในเดือนก่อน


อนึ่ง เศรษฐกิจอังกฤษในไตรมาสที่ 2 จะพลิกกลับมาโตกว่า +22%y/y จากการทยอยผ่อนคลายมาตรการ Lockdown หลังจากที่หดตัวถึง -6.1%y/y ในไตรมาส 1 ที่อังกฤษเผชิญปัญหาการระบาดที่รุนแรง นอกจากนี้ เศรษฐกิจอังกฤษมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่อง แม้ว่าจะเผชิญปัญหาการระบาดระลอกใหม่ก็ตาม เนื่องจากยอดผู้ป่วยหนัก หรือ เสียชีวิตยังไม่ได้เร่งตัวขึ้นมากจนทำให้ ระบบสาธารณสุขรับมือไม่ไหว


ขณะที่เอเชียความต้องการสินค้าเทคฯ โดยเฉพาะชิพคอมพิวเตอร์จะหนุนให้ยอดการส่งออกของไต้หวันในเดือนกรกฎาคม โตกว่า +33%y/y ซึ่งการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งของภาคการส่งออกจะช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไต้หวันกลับมาขยายตัวได้ดี


ส่วนประเทศอื่นๆ ที่กำลังเผชิญปัญหาการระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียน เรามองว่าความไม่แน่นอนของปัญหาการระบาดจะกดดันให้บรรดาธนาคารกลางในอาเซียนเลือกที่จะใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อไป


โดยในสัปดาห์นี้ ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Overnight Rate) ที่ระดับ 2.00% แม้ว่าเศรษฐกิจอาจกลับมาโตกว่า +10%y/y ในไตรมาสที่ 2 เช่นเดียวกับ ธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) ก็มีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.75% ในการประชุมเดือนกันยายน หลังมาเลเซียเผชิญการระบาดระลอกใหม่ที่รุนแรง ทำให้การฟื้นตัวเศรษฐกิจชะลอลง แม้ว่าเศรษฐกิจมาเลเซียจะโตกว่า +13%y/y ในไตรมาสที่ 2 ก็ตาม


สำหรับไทย– ปัญหาการระบาด COVID-19 ยังคงอยู่ในภาวะวิกฤติสะท้อนผ่านทั้งยอดผู้ติดเชื้อ รวมถึง ยอดการตรวจพบ (Positive rate) ที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันยอดผู้เสียชีวิตเมื่อเทียบกับช่วงปีก่อนๆ (Excess Mortality) ก็ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง


อย่างไรก็ดี ต้องติดตามการแจกจ่ายวัคซีน ว่าจะสามารถเร่งตัวขึ้นได้ต่อเนื่องหรือไม่ เพราะการเร่งแจกจ่ายวัคซีนประสิทธิ ภาพสูงและการเร่งตรวจหาผู้ติดเชื้อจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้สถานการณ์การระบาดเริ่มคลี่คลายลง ซึ่งจะเป็นการปูทางสู่การทยอยเปิดเมืองและจะเริ่มเห็นจากแนวโน้มการปรับตัวขึ้นของ Google Mobility ในอนาคต

เงินบาทอ่อน ! นิวไฮรอบ 3 ปี 2 เดือน วิ่งแตะ33.42 บาทต่อดอลลาร์ฯ





ข่าวแนะนำ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง