ราคาเหล็กพุ่ง 4 ธุรกิจอ่วมมาร์จิ้นหด แนะลดสต็อกสั้นลง

TNN ONLINE

WEALTH

ราคาเหล็กพุ่ง 4 ธุรกิจอ่วมมาร์จิ้นหด แนะลดสต็อกสั้นลง

 ราคาเหล็กพุ่ง 4  ธุรกิจอ่วมมาร์จิ้นหด  แนะลดสต็อกสั้นลง

ttb analytics เผย 4 ธุรกิจได้รับผลกระทบหนัก หลังราคาเหล็กปรับขึ้น 18% มาร์จิ้นหด 2-4% แนะผู้ประกอบการลดสต็อกสั้นลง

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจธนาคารทีเอ็มบีธนชาต หรือ ttb analytics แจ้งว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันราคาเหล็กทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปี 2563 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันในปี 2564 ที่ราคาปรับสูงขึ้นกว่า 2 เท่าตัว ทั้งนี้ รายงานของ The World Steel Association (เดือนเมษายน 2564) คาดว่าในปี 2564 การบริโภคเหล็กทั่วโลกจะขยายตัวที่ 5.8% จากปี2563 ที่หดตัว 0.2% สาเหตุหลักเกิดจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาที่เร่งฉัดวัคซีนและจะเริ่มเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ในปลายปี 2564 นี้

โดยสหรัฐอเมริกา มีการบริโภคเหล็กขยายตัว 8.1% และกลุ่มประเทศอียู มีการบริโภคขยายตัว 10.2% ในขณะที่จีน ซึ่งเป็นตลาดเหล็กรายใหญ่ของโลกคิดเป็น 56% ของการบริโภคทั่วโลก คาดว่าปีนี้จะขยายตัวเพียง 3.0% จากปี 2563 ที่ขยายตัวสูงถึง 9.1% เนื่องจากปี 2563 จีนจัดการการระบาดของโรคโควิด-19 ได้เร็วในช่วงไตรมาสแรก ทำให้การบริโภคเหล็กในประเทศกลับมาเร็ว

ทั้งนี้จากการคาดการณ์ว่าความต้องการเหล็กจะปรับเพิ่มขึ้น จึงเกิดความกังวลด้านซัพพลายเหล็กว่าจะเพียงพอหรือไม่ เนื่องจากจีนซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของโลกคิดเป็น 58% ของการผลิตโลก มีนโยบายควบคุมโรงงานเหล็กที่ไม่ได้มาตรฐานปล่อยมลพิษในเมืองถังซาน ซึ่งเป็นเมืองที่ผลิตเหล็กคิดเป็น 14% ของกำลังการผลิตรวมในจีนจึงทำให้เกิดการความกังวลด้านซัพพลาย และเก็บกักสต็อกเหล็กในประเทศ ทำให้ราคาเหล็กของจีนและเหล็กทั่วโลกปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง


อย่างไรก็ตาม ราคาเหล็กที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องกระทบต่อผู้บริโภคเหล็กในประเทศจีนมาก เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โดยเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทางการจีนออกมาตรการควบคุมไม่ให้ราคาเหล็กในประเทศพุ่งสูงขึ้นมากเกินไป ด้วยการควบคุมระดับสต็อกเหล็กของผู้ประกอบการในประเทศ เพื่อลดการเก็งกำไร ทำให้ราคาเหล็กในจีนปรับตัวลดลง


ttb analytics คาดว่า ในปี 2564 ราคาเหล็กโลกจะเพิ่มขึ้นจากปี 2563 เฉลี่ยกว่า 75% โดยประเมินว่าระดับราคาเหล็กในครึ่งปีแรกจะเป็นระดับราคาสูงสุดในปี 2564 นี้ และในช่วงครึ่งปีหลัง ราคาเหล็กจะมีเสถียรภาพมากขึ้นจากการที่ทางการจีนใช้มาตรการควบคุมราคาเหล็ก เพื่อไม่ให้กระทบผู้บริโภคเหล็กในประเทศ ประกอบกับระดับราคาที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของโลกในประเทศอินเดีย ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และรัสเซีย ปรับเพิ่มกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น หลังปรับลดกำลังการผลิตลงในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ในปี 2563 ที่ผ่านมากว่า 10-20%


ทั้งนี้คาดว่าราคาเหล็กในประเทศปี 2564 เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 18%ในขณะที่ปี 2563 ลดลง 7.2% จากลงทุนเอกชนน้อย การศึกษาความสัมพันธ์การส่งผ่านราคาเหล็กโลกและการลงทุนภาคเอกชนไปยังราคาเหล็กในประเทศ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาพบว่าการเคลื่อนไหวของราคาเหล็กในประเทศจะแปรผันไปตามภาวะการลงทุนในประเทศ มากกว่าระดับราคาเหล็กในตลาดโ ลก โดยการลงทุนในประเทศที่เพิ่มขึ้น 1% จะส่งผ่านไปยังราคาเหล็กในประเทศให้เพิ่มขึ้น 0.48% ในขณะที่ระดับราคาเหล็กทั่วโลกที่ปรับเพิ่มขึ้น 1% จะส่งผ่านไปยังราคาเหล็กในประเทศให้เพิ่มขึ้น 0.13% ดังนั้น จากแนวโน้มการลงทุนในประเทศที่คาดว่าจะเริ่มทยอยฟื้นตัวในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2564


หลังจากมีการเร่งฉีดวัคซีนเริ่มส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อลดลงและส่งผลให้มีการลงทุนเพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาเหล็กทั่วโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากการที่จีนเข้ามาควบคุมการเก็งกำไรสต็อกในประเทศและกลุ่มประเทศผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่มีแรงจูงใจด้านราคาเพิ่มกำลังผลิตเหล็กมากขึ้น


จากปัจจัยดังกล่าวข้างต้น ttb analytics คาดว่าจะทำให้ราคาเหล็กในประเทศของไทยปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 18% โดยครึ่งปีแรกปรับเพิ่มขึ้น 25% ขณะที่ครึ่งปีหลังปรับเพิ่มขึ้น 12% โดยปัจจัยที่ต้องติดตามคือ การฟื้นตัวของการลงทุนในประเทศ และระดับราคาเหล็กในประเทศจีนเนื่องจากไทยพึ่งพิงการนำเข้าเหล็กจีนถึง 35%ของการนำเข้ารวม


โดยธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมาก ได้แก่ เครื่องจักรและอุปกรณ์ ผู้รับเหมาก่อสร้าง ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กโทรนิกส์ คาดการบริโภคเหล็กสำเร็จรูปในประเทศกลับมาฟื้น 5-8% จากปี 2563 ที่หดตัวจากการระบาดของโรคโควิด-19 คาดว่า ในปี 2564 นี้การบริโภคเหล็กสำเร็จรูปในประเทศจะขยายตัว 5-8% จากปี 2563 ที่หดตัว 11.6% จากผลกระทบการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้การบริโภคเหล็กที่นำไปผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปลดลง แม้ว่าการบริโภคเหล็กในปี 2564 นี้ จะมีการฟื้นตัวดีขึ้น จากอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อันได้รับผลดีจากการส่งออกที่ดีขึ้น


ธุรกิจก่อสร้างที่มีการบริโภคเหล็กถึง 63% ของการบริโภคเหล็กรวมทั้งประเทศ พบว่ายังมีการฟื้นตัวช้า โดยปริมาณการขายปูนซีเมนต์ในไตรมาสแรกของปี 2564 ยังหดตัว 5.9% จากภาคอสัง หาริมทรัพย์ที่ชะลอลง และประเมินว่าผลกระทบจะต่อเนื่องในไตรมาส 2 ถึงต้นไตรมาส 3 เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19


ทั้งนี้ช่วงกลางไตรมาส 3 เป็นต้นไป ธุรกิจก่อสร้างจะทยอยฟื้นตัว เนื่องจากจะได้รับผลดีจากการกระจายฉีดวัคซีนมากขึ้น การติดเชื้อใหม่ลดลง ในขณะที่ธุรกิจยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ประเมินว่าเป็นธุรกิจที่ฟื้นตัวได้ดีจากภาคการส่งออกที่ดีขึ้นนับตั้งแต่ต้นปี 2564 จากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวในประเทศพัฒนาแล้ว ธุรกิจบริโภคเหล็กปลายน้ำส่อเค้า มาร์จิ้นลด 2-4%

อย่างไรก็ตาม ได้ทำการศึกษาผลกระทบราคาเหล็กในประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยวิเคราะห์จากโครงสร้างต้นทุนเหล็กต่อต้นทุนรวม และอัตรากำไรขั้นต้นจากงบการเงินเฉลี่ยของธุรกิจ โดยเจาะลึกธุรกิจที่บริโภคเหล็กมาก ได้แก่ ภาคก่อสร้าง (63%) ภาคยานยนต์ (17%)เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (9%) และเครื่องจักรและอุปกรณ์ (5%) พบว่า ระดับราคาเหล็กในประเทศที่คาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 18% ในปี 2564 นี้


ธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบประกอบด้วย เครื่องจักรกลและชิ้นส่วนมาร์จิ้นจะลดลง 4 % ยานยนต์และชิ้นส่วน 3.2% รับเหมาก่อสร้าง 3 % เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 2.4% เนื่องจากช่วงครึ่งปีแรกที่ราคาเหล็กในประเทศเพิ่มสูงเฉลี่ย 25% มาร์จิ้นของธุรกิจลดลง 2.3% - 5.3% และในช่วงครึ่งปีหลังราคาเหล็กเริ่มผ่อนคลายทำให้ราคาเหล็กเฉลี่ยเพิ่มขึ้น12% ในขณะที่มาร์จิ้นจะลดลง 1.1% -2.7%


ดังนั้น ธุรกิจผู้บริโภคเหล็กปลายน้ำที่ได้รับผลกระทบจากการปรับราคาขึ้นของวัตถุดิบทำให้มาร์จิ้นลดลง มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะบริหารจัดการวัตถุดิบสต็อกเหล็กในคงคลังให้สั้นลงและขายให้เร็วขึ้น และหากเป็นไปได้ เมื่อมีการซื้อวัตถุดิบเหล็กในราคาสูงและจำเป็นต้องปรับเพิ่มราคาสินค้าขายเมื่อผลิตเสร็จควรทำการเจรจากับผู้ซื้อสินค้าล่วงหน้า เพื่อให้ผู้ซื้อทราบเงื่อนไขเตรียมรับคำสั่งซื้อในราคาที่เพิ่มสูงขึ้น


 ราคาเหล็กพุ่ง 4  ธุรกิจอ่วมมาร์จิ้นหด  แนะลดสต็อกสั้นลง

ข่าวแนะนำ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง