ฉีดวัคซีนเชิงรุก 3 แสนคนต่อวัน ปลดล็อกประเทศไตรมาส1/65

TNN ONLINE

WEALTH

ฉีดวัคซีนเชิงรุก 3 แสนคนต่อวัน ปลดล็อกประเทศไตรมาส1/65

ฉีดวัคซีนเชิงรุก 3 แสนคนต่อวัน ปลดล็อกประเทศไตรมาส1/65

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบีคาดฉีดวัคซีนเชิงรุกได้ 3 แสนคนต่อวัน ปลดล็อกประเทศได้ไตรมาสแรกปี 65 มองจีดีพีปีนี้โต 1.9% จากเดิมประเมินไว้ 2.4% นักท่องเที่ยว 4 แสนคน คาดปีหน้าโต 3.6% ส่งออกโต 4.1%

รายงานข่าวจากศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี ( ttb analytics) แจ้งว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รอบสอง ได้ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจสะดุดลงหลังจากที่เพิ่งฟื้นตัว ซึ่งเป็นผลจากจากมาตรการควบคุมการระบาดแม้มีความเข้มงวดน้อยกว่ามาตรการล็อกดาวน์ในครั้งก่อน แต่ก็เป็นการฉุดเศรษฐกิจที่ยังไม่ได้ฟื้นตัวได้เต็มที่ให้กลับสู่ภาวะซบเซาอีกครั้ง โดยล่าสุดสศช. รายงานจีดีพีไตรมาสแรกของปีนี้ หดตัว2.6 % เทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่หดตัว 4.2 % องค์ประกอบเศรษฐกิจที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจในไตรมาสนี้ยังคงเป็นการใช้จ่ายภาครัฐ ผ่านมาตรการเยียวยาและมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายที่ยังคงมีต่อเนื่องจากปีก่อนหน้าเป็นเงินกว่า 2 แสนล้านบาท ทำให้การบริโภคภาคเอกชนไม่ทรุดหนัก รวมทั้งภาคส่งออกฟื้นตัวต่อเนื่องตามเศรษฐกิจคู่ค้าหลักที่ฟื้นตัวเร็ว ทั้งตลาดสหรัฐฯ และจีน ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังคงหดตัวสูงจากมาตรการจำกัดการเดินทางเข้าประเทศ


จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดระลอก 3 ที่เริ่มในเดือนมีนาคมจนถึงขณะนี้ยอดผู้ติดเชื้อที่ยังคงเพิ่มขึ้น ขณะที่ประเทศไทยมีผู้ได้รับวัคซีนอยู่ที่ 1.4 ล้านคน คิดเป็นเพียง 2 % ของประชากรทั้งประเทศ นำไปสู่การปรับแผนฉีดวัคซีนเชิงรุกของภาครัฐ ทั้งการปูพรมฉีดวัคซีนเข็มแรกให้เร็วที่สุดในทุกพื้นที่ การตั้งเป้าการฉีดให้ครอบคลุม 70 % ของประชากรในแต่ละจังหวัด และเพิ่มเป้าหมายจัดหาวัคซีนเป็น 150 ล้านโดส ภายในปี 65 หรือเพิ่มอีก 50 ล้านโดสจากปัจจุบัน รวมทั้งปรับรูปแบบการฉีดวัคซีนให้ยืดหยุ่น มีความเหมาะสม สะดวกรวดเร็วในการเข้าถึง ซึ่งคาดว่าจะทำให้ยอดผู้ติดเชื้อลดลง ช่วยให้ปลดล็อกประเทศ เปิดรับการท่องเที่ยวและภาคบริการได้เร็วขึ้น


ฉีดวัคซีนเชิงรุก 3 แสนคนต่อวัน ปลดล็อกประเทศ 1Q65



นอกจากนี้ได้ประมาณการยอดผู้ติดเชื้อจากแผนฉีดวัคซีนเชิงรุกที่เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้ พบว่าหากกระจายฉีดวัคซีนได้ 300,000 โดสต่อวัน ซึ่งสอดคล้องกับแผนจัดหาวัคซีนให้ได้ 100 ล้านโดสภายในปี 2564 ส่งผลให้ยอดผู้ติดเชื้อทยอยลดลงตั้งแต่เดือนสิงหาคม โดยอยู่ที่ 300 คนในเดือนธันวาคม และมีจำนวนผู้ได้รับวัคซีนสะสมแล้วถึง 46.3 ล้านคน คิดเป็น 70 % ของประชากร หรือกล่าวได้ว่า ณ สิ้นเดือนธันวาคม นำไปสู่การปลดล็อกประเทศได้ และภายในไตรมาสแรกปี65 การกระจายวัคซีนจะครอบคลุมประชากรเกือบทั้งหมดที่อยู่ในเกณฑ์ที่รับวัคซีนได้

ทั้งนี้ หากการกระจายวัคซีนทำได้ต่ำกว่าด้วยข้อจำกัดต่าง ๆ เช่น ฉีดได้ 150,000 โดสต่อวัน พบว่ายอดผู้ติดเชื้อในปีนี้จะยังคงเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การปลดล็อกประเทศและเปิดรับการท่องเที่ยวต่าง ๆ จะเลื่อนไปจนถึงมิถุนายน65 ในทำนองเดียวกัน หากสามารถเร่งฉีดได้ถึง 500,000 โดสต่อวัน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการจัดหาวัคซีนเพิ่มเป็น 150 ล้านโดส ภายในปี 2565 จะทำให้ยอดผู้ติดเชื้อลดลงในระดับที่ควบคุมได้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน64 และสามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ในไตรมาส 4 ของปี 64 นี้ จากการมีผู้ได้รับวัคซีนเกิน 70 %

การเร่งฉีดและการกระจายวัคซีนได้ตามเป้าหมาย สามารถทยอยการผ่อนคลายมาตรการควบคุม และเป็นผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวได้ในไตรมาส 3 นี้ โดยการบริโภคภาคเอกชนจะปรับตัวดีขึ้น ได้แรงหนุนจากภาคธุรกิจ กิจการร้านค้าที่เริ่มกลับมาดำเนินธุรกิจได้ดังช่วงก่อนใช้มาตรการควบคุม ส่งผลดีต่อการจ้างงาน กอปรกับภาครัฐจะยังคงมีมาตรการเยียวยาและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องเพื่อพยุงเศรษฐกิจที่ยังคงเปราะบาง ในส่วนของภาคการส่งออกมีแนวโน้มพลิกฟื้นสอดคล้องกับบรรยากาศการค้าโลกที่มีแนวโน้มดีขึ้น โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้า ปี 64 จะโตได้ 8.1 % จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจคู่ค้า โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ และตลาดจีน


ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวยังคงทยอยเปิดรับนักท่องเที่ยวนำร่องในเมืองท่องเที่ยวหลัก อาทิ ภูเก็ตโมเดล คาดว่าในปีนี้ จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพียง 4 แสนคน สำหรับการลงทุนภาคเอกชนจะเริ่มฟื้นตัวสอดคล้องกับภาคการส่งออกและความเชื่อมั่นที่ปรับตัวดีขึ้น ทั้งนี้ แม้เศรษฐกิจจะดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง แต่แรงฉุดจากผลกระทบของโควิดในช่วงครึ่งปีแรก ทำให้ภาพรวมทั้งปี นี้เศรษฐกิจจะโตได้ 1.9 % ลดลงจากประมาณการเดิม(ณ เดือนธันวาคม 63) ที่ 2.4 %

สำหรับในปี 65 ภายใต้เงื่อนไขของการฉีดวัคซีน 300,000 โดสต่อวัน ทำให้สามารถเปิดประเทศได้เต็มรูปแบบในไตรมาสแรก โดยมียอดสะสมผู้ได้รับวัคซีนคิดเป็น 77 % ของประชากรทั้งหมด จะช่วยดึงภาคการท่องเที่ยวให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น กอปรกับเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง และการกระจายวัคซีนได้เร็วในประเทศเศรษฐกิจหลัก เป็นผลดีต่อนักท่องเที่ยวที่เป็นตลาดหลักของไทย อาทิ ยุโรป จีน โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ 10 ล้านคน


อย่างไรก็ตาม คาดว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจในด้านอื่นจะกลับมามีบทบาทได้มากขึ้น ทั้งภาคการส่งออกที่เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวตั้งแต่ปีนี้ โดยคาดว่าในปี 65 การส่งออกสินค้าจะเติบโตได้ 4.1 % โดยมีปัจจัยหนุนมาจากเศรษฐกิจต่างประเทศเริ่มฟื้นตัวหลังจากเริ่มมีการทยอยฉีดวัคซีนและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาต่อเนื่อง


สำหรับตลาดที่เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัว ได้แก่ สหรัฐฯ จีน และสหภาพยุโรป นอกจากนี้ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปี 64 เช่น เหล็ก ทองแดง น้ำมัน และสินค้าเกษตร ทำให้มูลค่าส่งออกมีแนวโน้มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่วนการบริโภคภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัวดีต่อเนื่อง สอดคล้องกับการกลับมาดำเนินชีวิตได้เป็นปกติของประชาชนและการกลับสู่ตลาดแรงงานของภาคธุรกิจ รวมทั้งรายได้ในภาคเกษตรปรับตัวดีขึ้นตามราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกที่ขยับสูงขึ้น

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจปี 65 ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อยู่ในทิศทางขาขึ้น ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้าในประเทศ และกดดันกำลังซื้อของครัวเรือน ทั้งนี้ จากเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่มีแรงขับเคลื่อนมากขึ้นในทุกองค์ประกอบ ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตไ 3.6 % ในปีหน้า

ทั้งนี้หากสามารถกระจายวัคซีนได้เร็วมากขึ้นอย่างกรณีฉีดได้ 500,000 โดสต่อวัน ก็จะเป็นปัจจัยเร่งให้เปิดประเทศได้เร็วตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 64 สร้างความเชื่อมั่นด้านบริหารจัดการในการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ให้แก่ตลาดนักท่องเที่ยว ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 65 มีแนวโน้มเพิ่มเป็น 13.8 ล้านคน เป็นแรงหนุนดันให้เศรษฐกิจปี 65 ขยายตัวได้เพิ่มขึ้นเป็น 4.4 %

ข่าวแนะนำ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง