ดาวโจนส์ ดิ่ง 473.66 จุด วิตกภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐฯ

TNN ONLINE

WEALTH

ดาวโจนส์ ดิ่ง 473.66 จุด วิตกภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐฯ

ดาวโจนส์ ดิ่ง 473.66 จุด วิตกภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐฯ

ดาวโจนส์ ปิดร่วง 473.66 จุด เหตุวิตกภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐได้กดดันให้นักลงทุนเทขายหุ้นกลุ่มต่างๆเป็นวงกว้าง

วันนี้ (12 พ.ค. 64) ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (11 พ.ค.) เนื่องจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐได้กดดันให้นักลงทุนเทขายหุ้นกลุ่มต่างๆเป็นวงกว้าง ตั้งแต่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีไปจนถึงกลุ่มพลังงาน

โดยความตื่นตระหนกเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อได้ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อสำนักงานสถิติของกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยข้อมูลที่บ่งชี้ถึงภาวะขาดแคลนแรงงานในสหรัฐ ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนเม.ย.ของสหรัฐในวันนี้


ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 34,269.16 จุด ลดลง 473.66 จุด หรือ -1.36% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,152.10 จุด ลดลง 36.33 จุด หรือ -0.87% ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 13,389.43 จุด ลดลง 12.43 จุด หรือ -0.09%


ไรอัน เดทริค นักวิเคราะห์จากบริษัทแอลพีแอล ไฟแนนเชียล ในรัฐนอร์ธแคโรไลนา กล่าวว่า ขณะนี้ความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อไม่เพียงแต่ฉุดหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังกดดันให้เกิดแรงเทขายในหุ้นกลุ่มอื่นๆเป็นวงกว้าง โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดความกังวลดังกล่าวมาจากการที่สหรัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นวงเงินสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รวมทั้งราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น และล่าสุดทางการสหรัฐเปิดเผยข้อมูลที่บ่งชี้ถึงภาวะขาดแคลนแรงงาน


สำนักงานสถิติของกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) พบว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงาน พุ่งขึ้น 8% สู่ระดับ 8.12 ล้านตำแหน่งในเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่เริ่มมีการรวบรวมข้อมูลดังกล่าวในเดือนธ.ค.2543


ทั้งนี้ ตัวเลข JOLTS นับเป็นข้อมูลที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสนใจ โดยมองว่าเป็นมาตรวัดภาวะตึงตัวในตลาดแรงงาน ซึ่งเป็นปัจจัยในการพิจารณานโยบายการเงิน และอัตราดอกเบี้ยของเฟด


หุ้น 10 ใน 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P500 ปรับตัวลง นำโดยดัชนีหุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลง 2.56% โดยหุ้นเอ็กซอน โมบิล ร่วงลง 3.18% หุ้นโคโนโคฟิลลิปส์ ร่วงลง 2.19% หุ้นเชฟรอน ดิ่งลง 2.62% หุ้นอ็อคซิเดนเชียล ปิโตรเลียม ร่วงลง 7.89%


ดัชนีหุ้นกลุ่มธนาคารดิ่งลง 1.67% โดยหุ้นแบงก์ ออฟ อเมริกา ร่วงลง 1.14% หุ้นโกลด์แมน แซคส์ ดิ่งลง 2.39% หุ้นเจพีมอร์แกน เชส ลดลง 1.66% หุ้นมอร์แกน สแตนลีย์ ร่วงลง 1.79%


หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีถูกเทขายอย่างต่อเนื่อง โดยหุ้นอินเทล ร่วงลง 1.66% หุ้นแอปเปิล ลดลง 0.74% หุ้นไมโครซอฟท์ ปรับลง 0.38% หุ้นอัลฟาเบท ลดลง 0.95%


หุ้นโนวาแวกซ์ ดิ่งลง 13.91% หลังจากบริษัทประกาศเลื่อนกำหนดเวลาการผลิตวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 อีกครั้ง และคาดว่าจะไม่สามารถยื่นขออนุมัติการใช้งานจากหน่วยงานกำกับดูแลในสหรัฐ, อังกฤษ และยุโรปได้จนกว่าจะถึงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ เนื่องจากทางบริษัทยังคงเผชิญความยากลำบากในการเข้าถึงวัตถุดิบและอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการผลิตวัคซีน


หุ้นโบอิ้ง ปรับตัวลง 1.75% หลังบริษัทเปิดเผยยอดการส่งมอบเครื่องบินรุ่น 737 MAX เพียง 4 ลำเท่านั้นในเดือนเม.ย. เนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับระบบไฟฟ้า


นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐในวันนี้ ซึ่งหากตัวเลข CPI พุ่งขึ้นมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ก็จะทำให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และหนุนให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐดีดตัวขึ้น รวมทั้งอาจส่งผลให้เฟดชะลอการผ่อนคลายนโยบายการเงิน โดยอาจลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) เพื่อสกัดเงินเฟ้อ จากปัจจุบันที่เฟดทำ QE อย่างน้อย 1.2 แสนล้านดอลลาร์/เดือน


นอกจากนี้ นักลงทุนยังรอดูข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่นๆของสหรัฐในสัปดาห์นี้ด้วย ซึ่งรวมถึง จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนเม.ย., ยอดค้าปลีกเดือนเม.ย., ราคานำเข้าและส่งออกเดือนเม.ย., การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนเม.ย., สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเดือนมี.ค. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นเดือนพ.ค.


ข่าวแนะนำ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง