โควิด-19 ระบาดหนัก ฉุดหุ้นไทยปิดร่วง 14.62 จุด

TNN ONLINE

WEALTH

โควิด-19 ระบาดหนัก ฉุดหุ้นไทยปิดร่วง 14.62 จุด

โควิด-19 ระบาดหนัก ฉุดหุ้นไทยปิดร่วง 14.62 จุด

ตลาดหุ้นไทยปิดร่วง 14.62 จุด ที่ระดับ 1,553.59 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 86,151.91 ล้านบาท เหตุสถานการณ์โควิด-19 ยังระบาดหนักทำนักลงทุนกังวลเพิ่มขึ้น

วันนี้(23 เม.ย.64) ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปิดที่ระดับ 1,553.59 จุด ลดลง 14.62 จุด (-0.93%) ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 86,151.91 ล้านบาท โดยดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวผันผวนทั้งบวก-ลบ โดยดัชนีทำระดับสูงสุด 1,564.62 จุด และระดับต่ำสุด 1,550.62 จุด

ส่วนหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงวันนี้ เพิ่มขึ้น 382 หลักทรัพย์ ลดลง 1,313 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 352 หลักทรัพย์

บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ได้แรงฉุดจากความกังวลสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ในประเทศ ที่จำนวนผู้ติดเชื้อเร่งตัวขึ้น และวิตกว่าจะเพิ่มขึ้นอีกในช่วงสุดสัปดาห์นี้ จากโมเมนตัมที่มีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้นได้ต่อ ทำให้ดัชนีฯไม่สามารถดีดกลับขึ้นไปได้ ส่งผลให้ดัชนีฯลงลึกมาแตะแนวรับสำคัญที่ 1,550 จุด จากที่ไม่มีแรงซื้อเข้ามาหนุน แต่ถ้าหากในช่วงสุดสัปดาห์จำนวนผู้ติดเชื้อชะลอการเพิ่มขึ้นก็อาจจะช่วยหนุนให้ตลาดหุ้นไทยในวันจันทร์หน้าสามารถฟื้นตัวขึ้นได้บ้าง

ด้านตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียวันนี้เคลื่อนไหวทั้งในแดนบวก-ลบ โดยตลาดในแถบเอเชียเหนือจะปรับตัวขึ้นเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ติดลบหลังจากมีการล็อกดาวน์ในประเทศ ส่วนตลาดในยุโรปเทรดบ่ายนี้ติดลบเล็กน้อยราว 0.1% ตามตลาดสหรัฐฯที่ติดลบเมื่อคืนที่ผ่านมา โดย PMI ภาคการผลิตของยุโรปออกมาดี

ขณะที่ แนวโน้มการลงทุนในสัปดาห์หน้ามองว่า ตลาดฯยังมีโอกาสฟื้นตัวขึ้นได้ หากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ทยอยออกมาในสัปดาห์หน้าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ซึ่งสัปดาห์หน้าก็มี SCC, DELTA, SCGP, HMPRO ซึ่งงบฯน่าจะออกมาดี ซึ่งจะช่วยหนุน Sentiment การลงทุนให้กลับมาได้ นอกเหนือจากที่จะต้องติดตามผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนแล้ว ก็ให้ติดตามการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้าด้วย พร้อมให้แนวรับ 1,540-1,533 จุด ส่วนแนวต้าน 1,565-1,570 จุด

บล. ฟินันเซีย ไซรัส มองว่า สัปดาห์หน้านักลงทุนยังต้องติดตามสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศว่าจะเร่งตัวและจำเป็นต้องมีมาตรการคุมเข้มเพิ่มเติมในอนาคตหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การปรับฐานของดัชนีหุ้นไทยในระยะนี้ลงหาแนวรับที่ 1,560 จุด และ 1,530 จุด เป็นจังหวะในการทยอยสะสม เพื่อถือลงทุนรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังของปีนี้ ทั้งการทยอยฉีดวัคซีนและเปิดประเทศ โดยกลุ่มที่น่าสนใจในการลงทุน คือ ธนาคาร ปิโตรเคมี อิเล็กทรอนิกส์ วัสดุก่อสร้าง ขณะที่ระยะสั้นเน้นเก็งกำไรหุ้นที่คาดผลประกอบการไตรมาสแรกแข็งแกร่ง

สำหรับ หลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์ ได้แก่

1.KBANK มูลค่าการซื้อขาย 5,394.98 ล้านบาท ปิดที่ 132.00 บาท ลดลง 5.00 บาท

2.STGT มูลค่าการซื้อขาย 2,962.93 ล้านบาท ปิดที่ 44.00 บาท ลดลง 0.50 บาท

3.STA มูลค่าการซื้อขาย 2,927.20 ล้านบาท ปิดที่ 46.25 บาท ลดลง 2.50 บาท

4.SAWAD มูลค่าการซื้อขาย 2,140.79 ล้านบาท ปิดที่ 82.00 บาท ลดลง 1.50 บาท

5. CPALL มูลค่าการซื้อขาย 2,019.39 ล้านบาท ปิดที่ 62.25 บาท ลดลง 1.25 บาท


ข่าวแนะนำ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง