ผวาโควิดระลอกใหม่พุ่ง เงินบาทนิวไฮเฉียด7เดือน

TNN ONLINE

WEALTH

ผวาโควิดระลอกใหม่พุ่ง เงินบาทนิวไฮเฉียด7เดือน

ผวาโควิดระลอกใหม่พุ่ง  เงินบาทนิวไฮเฉียด7เดือน

เงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 31.49 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงทำนิวไฮใหม่ในรอบเกือบ 7 เดือน หลังตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดในประเทศพุ่ง กูรูมองอาจเห็น 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงิน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 31.49 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงทำนิวไฮใหม่ในรอบเกือบ 7 เดือน นับจากวันที่ 5 ต.ค.63 เนื่องจากนักลงทุนวิตกการแพร่ระบาดโควิดในประเทศใกล้ 1,000 ราย และหากดอลลาร์กลับมาแข็ง ทองลง พร้อมกับผู้ติดเชื้อรายใหม่มากกว่า 1,000 ราย อาจจะหลัก 10,000 ต่อสัปดาห์ เพราะเหตุการณ์ที่มหาชัย จุดพีคคือเพิ่มสัปดาห์ละ 7,000 คน ก่อนจะสามารถคุมสถานการณ์ได้ อย่างไรก็ตาม ถ้าปัจจัยดังกล่าวเกิดขึ้นอาจเห็นเงินบาทอ่อนค่าไปแตะ 32 บาทต่อดอล ลาร์สหรัฐ


สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาท ควรติดตามแนวโน้มเงินดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเงินดอลลาร์อาจแข็งค่าขึ้น ตามยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่พร้อมปรับตัวขึ้น หากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯออกมาดีกว่าคาดมาก


นอกจากนี้ ตลาดอาจลดการถือครองเงินบาท ท่ามกลางความกังวลปัญหาการระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 ในไทย กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลง อย่างไรก็ดี ควรระวังความผันผวนในตลาดค่าเงินซึ่งอาจทำให้ค่าเงินบาทแกว่งตัวในกรอบที่กว้างระหว่างวัน จากการที่ธุรกรรมในตลาดจะเบาบางลง ในช่วงก่อนวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ มองกรอบเงินบาท สัปดาห์นี้ที่ระดับ 31.25 - 31.65 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.40 - 31.55 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ


สัปดาห์ที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกโดยรวมฟื้นตัวดีขึ้นหนุนโดยการขยายตัวของภาคการบริการทั่วโลกที่ออกมาดีกว่าคาดสำหรับสัปดาห์นี้ ควรจับตาทิศทางบอนด์ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ โดยยีลด์ 10 ปี อาจกลับมาเร่งตัวขึ้นได้ ตามภาพการฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐฯที่แข็งแกร่งและการเร่งตัวของอัตราเงินเฟ้อ ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามสถานการณ์การระบาดระลอกใหม่ของโควิด


โดยในส่วนรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจจะมีดังนี้ในฝั่งสหรัฐฯ – แนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง หนุนโดยการเร่งแจกจ่ายวัคซีนและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ โดย ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนมีนาคม จะพุ่งขึ้นราว 5.5% จากเดือนก่อน ขณะเดียวกัน ดัชนีราคาสินค้าผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อ ก็จะเพิ่มขึ้นกว่า 2.5% จากปีก่อนหน้า ตามภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและราคาสินค้าพลังงานที่ปรับตัวขึ้นอย่างมากจากระดับฐานราคาที่ต่ำในปีก่อน


อย่างไรก็ดี ควรระวังแรงขายบอนด์ระยะยาวอีกครั้ง หากอัตราเงินเฟ้อ CPI เร่งตัวขึ้นมากกว่าคาด ซึ่งภาพดังกล่าว อาจทำให้ตลาดการเงินปั่นป่วนได้ จากการที่บอนด์ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ อาจเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง นอกจากนี้ แนวโน้มเศรษฐกิจที่สดใสจะส่งผลให้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดย มหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of M. Consumer Sentiment) ในเดือนเมษายน ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 89 จุด จาก 84.9 จุด


ส่วนทางด้านฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดการเงินมีความเชื่อมั่นต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและภาคธุรกิจของยุโรปมากขึ้น สะท้อนผ่านดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจเยอรมนี (ZEW Economic Sentiment) ในเดือนเมษายนที่จะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 79 จุด จาก 76.6 จุด ในเดือนก่อน (ดัชนีมากกว่า 0 หมายถึง มุมมองที่เป็นบวก)


ฝั่งเอเชียแนวโน้มการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปของเศรษฐกิจนิวซีแลนด์จะทำให้ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Cash Rate) ไว้ที่ 0.25% เช่นเดียวกับธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) ที่จะเลือกคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (7D Repo Rate) ที่ระดับ 0.50% เพื่อประคับประคองการฟื้นตัวเศรษฐกิจ


ส่วนในฝั่งจีนเศรษฐกิจโดยรวมยังคงขยายตัวดีขึ้นต่อเนื่อง หนุนโดยการฟื้นตัวของภาคการผลิตที่แข็งแกร่ง ทำให้เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ จะโตกว่า 18% จากปีก่อนหน้า นอกจากนี้ ในเดือนมีนาคม ยอดผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Production) จะเพิ่มขึ้นกว่า 18% จากปีก่อน ส่วนยอดการลงทุนสินทรัพย์ถาวร (Fixed Asset Investment) จะโตได้ราว 27% และยอดค้าปลีก (Retail Sales) จะขยายตัวขึ้นกว่า 28% หนุนโดยการทยอยผ่อนคลายมาตรการ Lockdown สอดคล้องกับ การปรับตัวขึ้นของดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการในเดือนมีนาคม


ข่าวแนะนำ