เงินบาทเปิดตลาดอ่อนค่า เตือนเอกชนป้องกันความเสี่ยง

TNN ONLINE

WEALTH

เงินบาทเปิดตลาดอ่อนค่า เตือนเอกชนป้องกันความเสี่ยง

เงินบาทเปิดตลาดอ่อนค่า  เตือนเอกชนป้องกันความเสี่ยง

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงเล็กน้อย กูรูชี้โควิดระบาดรอบใหม่ส่งผลผู้เล่นในตลาดลดความเสี่ยงการถือครองสินทรัพย์ไทย แนะเอกเชนป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงิน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงเล็กน้อยจากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ 31.36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยการระบาดระลอกใหม่ของ COVID-19 กลับมาเป็นปัญหาสำคัญ หลังสายพันธุ์ที่ระบาด ณ ตอนนี้ คือ สายพันธุ์อังกฤษ ที่สามารถแพร่เชื้อได้เร็ว และอาจทำให้ยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หากรัฐบาลไม่สามารถควบคุมสถานการณ์การระบาดได้ ทำให้ผู้เล่นในตลาดอาจเลือกลดความเสี่ยงการถือครองสินทรัพย์ไทย โดยเฉพาะหุ้นไทย ไปก่อนในช่วงนี้ อย่างไรก็ดี เราเชื่อว่า การปรับฐานของตลาดหุ้นไทยอาจไม่รุนแรงมากนัก เพราะนักลงทุนสถาบัน รวมถึง นักลงทุนต่างชาติ ต่างก็รอโอกาสเพิ่มสถานะถือครอง เมื่อตลาดปรับฐาน


สำหรับค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวไปตามทิศทางเงินดอลลาร์ รวมถึงสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ ซึ่งคาดว่า โอกาสที่จะเห็นเงินบาทแกว่งตัวเหนือกว่า ระดับ 31.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และอ่อนค่าลงยังมีอยู่สูง โดยจังหวะที่เงินบาทอาจจะอ่อนค่าลงได้มาก อาจเป็นช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ ที่คาดว่าจะมีโฟลว์จ่ายเงินปันผลให้นักลงทุนต่างชาติไม่น้อยกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท


ดังนั้นเงินบาทอาจอ่อนค่าไปได้มากถึง 31.50-31.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หากจังหวะเงินจ่ายปันผล มาพร้อมกับ เงินดอลลาร์ที่ทรงตัวหรือแข็งค่าขึ้น และแรงเทขายสินทรัพย์เสี่ยงในไทย ตามความกังวลสถานการณ์การระบาดระลอกใหม่ของ COVID-19 สายพันธุ์อังกฤษ ซึ่งเราคงมองว่า ไตรมาสที่ 2 อาจเป็นไตรมาสสุดท้ายที่จะเห็นเงินบาทอ่อนค่าหนักในปีนี้ ดังนั้น ผู้ประกอบการควรทยอยปิดความเสี่ยงค่าเงิน พร้อมกับใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงค่าเงินเพิ่มเติม อาทิ Options ควบคู่ไปกับการทำ Forward มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.35 - 31.45 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนตลาดการเงินโดยรวม ยังไม่มีทิศทางการเคลื่อนไหวที่ชัดเจน โดยผู้เล่นในตลาดบางส่วนก็ เริ่มขายทำกำไรสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น หลังจากที่ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่าง S&P500 ปรับตัวขึ้นต่อแตะจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (All Time High) ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดก็ยังคงรอปัจจัยใหม่ๆ ที่ยังไม่ได้ถูกรับรู้เข้าไปในราคาสินทรัพย์ อาทิ รายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน หรือ สถานการณ์การระบาดของ COVID-19 รอบโลก โดยเฉพาะ แนวโน้มการระบาดของ COVID-19 ในฝั่งยุโรป


ภาพของตลาดการเงินที่ยังไร้ปัจจัยบวก หรือ ปัจจัยลบใหม่ๆ ทำให้ ดัชนี S&P500 ของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย 0.15% ส่วน ในฝั่งตลาดยุโรป ผู้เล่นส่วนใหญ่ยังไม่กล้าเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น หลังดัชนีตลาดหุ้นยุโรปพยายามทำจุดสูงสุดใหม่ เนื่องจาก สถานการณ์ COVID-19 ยังคงมีการระบาดทีรุนแรง


ขณะเดียวกันความเชื่อมั่นของผู้คนต่อวัคซีน AstraZenecca-Oxford ก็ยังไม่ฟื้นตัวดีขึ้น ทำให้ การแจกจ่ายวัคซีนในยุโรปขาดความคืบหน้า กดดันให้ ดัชนี STOXX50 ของยุโรป ปิดลบ 0.34% ขณะที่ ดัชนีหุ้นอังกฤษ (FTSE100) สามารถปรับตัวขึ้น 0.9% ตามความเชื่อมั่นการฟื้นตัวเศรษฐกิจอังกฤษ หลังการแจกจ่ายวัคซีนสามารถเร่งตัวขึ้นชัดเจน จนควบคุมการระบาดได้ดีขึ้น


ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยเพียง 1bos สู่ระดับ 1.67% หลังรายงานผลการประชุมเฟดล่าสุด สะท้อนว่า บรรดาเจ้าหน้าที่เฟดไม่ได้กังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น และการที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวดีขึ้น ก็ไม่ได้ทำให้เฟดจะต้องรีบปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน


ด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดย ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ ระดับ 92.41 จุด กดดันให้ เงินยูโร (EUR) อ่อนค่าลงเล็กน้อยสู่ ระดับ 1.187 ดอลลาร์ต่อยูโร ส่วนเงินเยน (JPY) ก็อ่อนค่าลงใกล้สู่ระดับ 109.9 เยนต่อดอลลาร์


สำหรับวันนี้ตลาดจะประเมินภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผ่านรายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) ที่คาดว่า จะอยู่ที่ระดับประมาณ 7 แสนราย สะท้อนภาพว่า การจ้างงานในสหรัฐฯ ส่งสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่อง ตามการทยอยผ่อนคลายมาตรการ Lockdown หลังจากที่สหรัฐฯ สามารถเร่งการแจกจ่ายวัคซีนได้ นอกจากนี้ ตลาดจะจับตาถ้อยแถลงของประธานเฟด ถึงแนวโน้มหรือโอกาสที่เฟดจะปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวแข็งแกร่ง




ข่าวแนะนำ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง