BEAUTY รุกตลาดร้านค้าปลีกรายย่อยในประเทศ ตั้งตัวแทนจำหน่าย 16,000 ร้านค้า

TNN ONLINE

WEALTH

BEAUTY รุกตลาดร้านค้าปลีกรายย่อยในประเทศ ตั้งตัวแทนจำหน่าย 16,000 ร้านค้า

BEAUTY รุกตลาดร้านค้าปลีกรายย่อยในประเทศ ตั้งตัวแทนจำหน่าย 16,000 ร้านค้า

BEAUTY พัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ รุกตลาดร้านค้าปลีกรายย่อยในประเทศ  ผ่านผู้ค้าส่งผลิตภัณฑ์ความงาม ตั้งเป้าปี 64 แต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศกว่า 16,000 ร้านค้า

วันนี้ (7 เม.ย.64) ดร.พีระพงษ์ กิติเวชโภคาวัฒน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) (BEAUTY) ผู้นำธุรกิจค้าปลีกผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม สุขภาพและบำรุงผิวด้วยแนวคิด Live a beautiful life ภายใต้แบรนด์ Beauty Buffet , Beauty Cottage , GINO McCRAY , SCENTIO , MADE IN NATURE เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทปรับกลยุทธ์และแผนธุรกิจตามสถานการณ์และสภาพตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งปรับรูปแบบช่องทางจัดจำหน่ายใหม่ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเป็นฐานการขยายตลาดต่อเนื่อง มุ่งเน้นขยายช่องทางการจำหน่ายที่มีการขยายตัวสูง (Re-new) และมีโอกาสเติบโต เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเพิ่มขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะการเปิดสาขาร้านค้าปลีก

โดยในประเทศบริษัทจะมุ่งเน้นช่องทางสินค้าอุปโภค (Consumer Product) เจาะกลุ่มผู้ค้าส่งผลิตภัณฑ์ความงามรายใหญ่ และรายย่อยในจังหวัดหัวเมืองใหญ่ และต่างอำเภอ (Local Distributor) เพื่อบริหารการกระจายสินค้าและทำตลาดทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มสัดส่วนการขายจาก 1% เป็น 10% โดยปีนี้มีแผนแต่งตั้ง Distributor รายใหญ่ 8 ราย ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันแต่งตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้วจำนวน 5 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 5 เขต 49 จังหวัด คือ เขตภาคเหนือตอนบน 8 จังหวัด, เขตภาคตะวันตก 8 จังหวัด, เขตภาคใต้ 14 จังหวัด, เขตภาคตะวันออก 7 จังหวัด และเขตภาคอีสานตอนบน 12 จังหวัด ส่วน 3 รายที่เหลือคาดว่าจะแต่งตั้งแล้วเสร็จภายในไตรมาส 2/64

“เชื่อว่าช่องทางจำหน่ายใหม่ เป็นช่องทางที่สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้ง่าย และทั่วถึงครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และยังมองเห็นโอกาสทางการตลาดจากการขยายตัวของช่องทางดังกล่าว จากข้อมูลการสำรวจของนีลเส็นประเทศไทยปี 2561 พบว่ามีจำนวนร้านค้าปลีกดั้งเดิมทั่วประเทศ 480,000 กว่าร้านค้า โดย BEAUTY ได้วางเป้าหมายในปีนี้ไว้ จำนวน 16,696 ร้านค้า หรือคิดเป็น 3.5 %ของร้านค้าปลีกรายย่อยทั่วประเทศ ซึ่งถือว่ายังมีโอกาสเติบโตในช่องทางนี้อีกมาก อีกทั้งจะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทมียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้น จากการหาซื้อผลิตภัณฑ์ได้สะดวก ประกอบกับสินค้า BEAUTYยังคงได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีคุณภาพและราคาไม่แพง ตอบโจทย์กำลังซื้อปัจจุบันของผู้บริโภค” ดร.พีระพงษ์ กล่าว

ทั้งนี้ บริษัทจะร่วมกับตัวแทนจำหน่ายจัดกิจกรรมทางการตลาด สนันสนุนการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ ณ จุดขาย POP Shef Talker เพื่อสร้างการรับรู้ต่อกลุ่มเป้าหมาย จัดโปรโมชั่นพิเศษ รวมทั้งใช้กลยุทธ์ O2O ออฟไลน์และออนไลน์ผสานเข้าด้วยกัน เพื่อส่งเสริมการขาย อีกทั้งยังมีการคัดสรรผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับช่องทางจำหน่ายดังกล่าว ในแต่ละพื้นที่ อาทิ การปรับขนาดและราคาสินค้า เพื่อตอบโจทย์และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับกลุ่มลูกค้า

สำหรับ ภาพรวมตลาดเทรดดิชั่นนอลเทรด ที่เกี่ยวข้องกับความงาม ถึงแม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่ายังมีการขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยคาดการณ์ว่ามีมูลค่าตลาดสูงถึง 3-5 หมื่นล้านบาท บริษัทตั้งเป้าหมายแชร์ส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 5-10% ใน 5 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเป็นช่องทางที่ช่วยเพิ่มศักยภาพเติบโตต่อเนื่อง เพราะความต้องการผลิตภัณฑ์ด้านความงามและสุขภาพมีความหลากหลายเพิ่มขึ้นตาม ซึ่งการขยายตัวดังกล่าวเป็นโอกาสในการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่จะสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้เข้าถึงผู้บริโภคทั้งในประเทศและในระดับนานาชาติ


ข่าวแนะนำ