เงินบาทแข็ง! เฟดไม่เร่งปรับนโยบายการเงิน

TNN ONLINE

WEALTH

เงินบาทแข็ง! เฟดไม่เร่งปรับนโยบายการเงิน

เงินบาทแข็ง! เฟดไม่เร่งปรับนโยบายการเงิน

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 30.68 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นหลังดอลลาร์อ่อน ผลพวงเฟดยังไม่รีบปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน แม้เศรษฐกิจฟื้นตัว

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงิน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 30.68 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น จากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ 30.79 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ตลาดการเงินในช่วงคืนที่ผ่านมา เผชิญความผันผวนที่สูงขึ้น โดยในช่วงก่อนการประชุม ผู้เล่นในตลาดการเงินต่างพากันปิดรับความเสี่ยง หลังจากที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้พุ่งขึ้นแตะจุดสูงสุดใหม่ของปีนี้ที่ระดับ 1.68% ก่อนที่ตลาดจะพลิกกลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น หลังผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ไม่ได้ต่างจากที่ตลาดคาดการณ์ไว้


โดยเฟดปรับมุมมองการฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ดีขึ้น สะท้อนผ่านการปรับประมาณการอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในปีนี้เพิ่มขึ้นจาก 4.2% เป็น 6.5% ส่วนอัตราการว่างงานก็มองดีขึ้น จาก 5.0% เป็น 4.5% นอกจากนี้เฟดก็ปรับมุมมองว่าเงินเฟ้อจะปรับตัวขึ้น (มองเงินเฟ้อพื้นฐานปีนี้ 2.2% จากเดิม 1.8% ) แต่ยังไม่ใช่การเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเฟดต้องกังวลปัญหาเงินเฟ้อ ทำให้โดยรวมเฟดยังคงไม่เร่งรีบปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน ทั้งอัตราการซื้อสินทรัพย์ในมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องและอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อย่างไรก็ดี ในการประชุมครั้งนี้ มีเจ้าหน้าของเฟดจำนวน 7 คนมองว่า เฟดจะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้อย่างน้อย 1 ครั้ง ในปี 2023 เพิ่มขึ้นจาก Dot Plot ครั้งก่อน 2 คน


ทั้งนี้การส่งสัญญาณไม่เร่งรีบปรับเปลี่ยนนโยบายของเฟด ภายใต้แนวโน้มการฟื้นตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้ส่งผลให้ ดัชนี Dowjones ปรับตัวขึ้น 0.6% เช่นเดียวกับ ดัชนี S&P500 ที่ปิดบวกราว 0.3% ขณะที่ ดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq สามารถรีบาวด์จากที่ปิดลบระหว่างวันกว่า 1% มาปิดบวกได้กว่า 0.40% หลังยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวขึ้นไปมาก ส่วนในฝั่งยุโรป ดัชนี STOXX60 ของยุโรป ทรงตัว กดดันโดย แนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจยุโรป ยังคงมีความไม่แน่นอนหลังหลายประเทศชะลอการฉีดวัคซีน Astrazenecca ขณะที่ ยอดผู้ติดเชื้อ COVID-19 ใหม่ ก็เริ่มเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ


ฟากฝั่งตลาดบอนด์ ผู้เล่นส่วนใหญ่คลายความกังวล หลังเฟดส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะไม่รีบปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน แม้ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจจะดีขึ้น ส่งผลให้ ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงจากจุดสูงสุดของปีนี้ สู่ระดับ 1.64% (โดยรวมปรับตัวขึ้น 2bps จากวันก่อน)


ทั้งนี้เมื่อบอนด์ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลง และเฟดไม่ได้ส่งสัญญาณใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ค่าเงินดอลลาร์จึงอ่อนค่าลง เมื่อเทียบกับ สกุลเงินหลัก โดยล่าสุด ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลดลงมา เคลื่อนไหวใกล้ระดับ 91.44 จุด ทำให้ สกุลเงินยูโร (EUR) แข็งค่าขึ้น สู่ระดับ 1.198 ดอลลาร์ต่อยูโร เช่นเดียวกับ เงินออสเตรเลียดอลลาร์ (AUD) ที่แข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 0.78 ดอลลาร์ต่อ AUD


สำหรับวันนี้ตลาดจะติดตามผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) โดยตลาดมองว่า BOE จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.10% พร้อมทั้งคงอัตราการอัดฉีดสภาพคล่องไว้ตามเดิม หลังจากที่ แนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น จากการเร่งแจกจ่ายวัคซีน ซึ่งส่งผลให้ยอดผู้ติดเชื้อใหม่ในอังกฤษทยอยลดลง นอกจากนี้ในฝั่งสหรัฐฯ ตลาดจะจับสัญญาณการฟื้นตัวของตลาดแรงงาน ผ่านรายงานข้อมูล ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานใหม่ (Initial Jobless Claims) ที่คาดว่าจะลดลงมาสู่ระดับ 7 แสนราย


ส่วนแนวโน้มค่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้น ตามการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ แต่มองว่าเงินบาทอาจจะไม่แข็งค่าเร็วและแรง เพราะฝั่งผู้นำเข้า ก็รอซื้อเงินดอลลาร์ หากเงินบาทแข็งค่าใกล้ระดับ 30.60-30.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ


ทั้งนี้ต้องจับตาทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้าย หรือ ฟันด์โฟลว์ของนักลงทุนต่างชาติในระยะสั้น โดยเฉพาะ ฟันด์โฟลว์ในฝั่งหุ้นที่อาจจะผันผวนได้ ตามสถาน การณ์การระบาดของ COVID-19 ในประเทศ และแผนการแจกจ่ายวัคซีนของภาครัฐ โดยฟันด์โฟลว์หุ้นจากนักลงทุนต่างชาติอาจไหลกลับเข้าประเทศไทยมากขึ้น และจะมีส่วนหนุนให้เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้น หากการระบาดของ COVID-19 เริ่มลดลง และการฉีดวัคซีนมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 30.60-30.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ข่าวแนะนำ