วัดดีกรีความผันผวนหุ้นไทย! เผชิญมรสุมปัจจัยเสี่ยงถาโถม

TNN ONLINE

WEALTH

วัดดีกรีความผันผวนหุ้นไทย! เผชิญมรสุมปัจจัยเสี่ยงถาโถม

วัดดีกรีความผันผวนหุ้นไทย! เผชิญมรสุมปัจจัยเสี่ยงถาโถม

โบรกมองหุ้นไทยสัปดาห์หน้าเผชิญปัจจัยเสี่ยงทั้งในประเทศ-นอกประเทศ แต่จะผันผวนมากน้อยแค่ไหนตามไปหาคำตอบใน TNNONLINE

นายฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์ ผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บล. เอเซียพลัส เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้า(15-19 มี.ค.)แกว่งตัวผันผวนอยู่ในกรอบ 1,550 - 1,600 จุด โดย Highlight สำคัญ ในสัปดาห์นี้ตลาดจะมุ่งไปที่ 1. การประชุมธนาคารกลางสหรัฐหรือ Fed วันที่ 16-17 มี.ค นี้ (ไทยจะรู้ผลเช้ามืดเวลาตี 1 วันที่ 17 มี.ค.) โดยรอดูถ้อยแถลงของการใช้นโยบายการเงินสหรัฐในอนาคตว่าเป็นอย่างไร

ทั้งนี้ในมุมของฝ่ายวิจัยเชื่อว่า Fed คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.25% และการเข้าซื้อพันธบัตร QE ตามเดิม และคาดว่ายังไม่เห็นการกลับไปใช้นโยบายการเงินตึงตัวตลอดของปีตามที่ตลาดกังวล เพราะ เงินเฟ้อ และอัตราการว่างงานในปัจจุบัน ของสหรัฐยังห่างไกลเป้าหมายที่ Fed วางไว้ อย่างไรก็ตาม โดยปกติตลาดหุ้นโลกและ SET index จะผันผวน หรือเกิดการ Take profit ออกมา ในช่วงวันก่อนและหลังการประชุม Fed ของเกือบทุกครั้งในอดีต ทำให้ระยะสั้นต้องระมัดระวัง

2. ในประเทศ ติดตามท่าทีการฉีดวัคซีน Covid-19 ของแอสตราเซเนกา ของไทยซึ่งเป็นชาติแรกในเอเชียชะลอฉีดวัคซีน ตามหลังประเทศในยุโรป 5 ประเทศที่เผชิญผลข้างเคียง (ล่าสุด ไทยได้รับวัคซีนของแอสตราเซเนกา จำนวน 1.17 แสนโดส และจะได้ 26 ล้านโดส ในเดือน มิ.ย. และปัจจุบันมีแผนฉีดวัคซีนของ Sinovac ) โดยต้องติดผลการสอบสวนวัคซีนในยุโรปประมาณ 2สัปดาห์ ประเมินช่วงสั้นเป็นประเด็นกดดันหุ้นเปิดเมือง เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงแรม ฯลฯ แนะนำระมัดระวังหุ้น

ที่ราคาหุ้นปรับขึ้นแรงและเกินมูลค่าพื้นฐาน หากสถานการณ์เริ่มคลาย คาดเป็นจังหวะกลับเข้าไปสะสมหุ้นที่ราคายังมี Upside อีกครั้ง


3. ในวันที่ 17-19 มี.ค. รัฐบาลเตรียมผ่อนคลายมาตรการควบคุม Covid-19 ในช่วงสงกรานต์เดือน เม.ย. และการเปิดรับนักท่องเที่ยวเพิ่มเติมจากประเทศเสี่ยงกลางรวมกว่า 70 ประเทศ เช่น เยอรมัน อิตาลี จีน ญี่ปุ่น อินเดีย เข้าประเทศในวันที่ 1 เม.ย. (Area Quarantine) และ Vaccine passport ประเมิน Sentiment บวกต่อหุ้น ในกลุ่มท่องเที่ยว (MINT, CENTEL, ERW) และกลุ่มสายการบิน AAV และ AOT


4. การเมือง ในสภา หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ารัฐสภามีหน้าที่และอำนาจที่จะดำเนินการแก้รัฐธรรมนูญได้แต่ต้องผ่านการทำประชามติ ในวันที่ 17-18 มี.ค. ร่างพ.ร.บ.ประชามติวาระ 1- 3 จะเข้ารัฐสภาเพื่อพิจารณา คงต้องติดตามดูท่าทีของ ส.ส. และ ส.ว. ว่าจะมีการตีความคำวินิจฉัยของศาลฯ และกำหนดกระบวนการอย่างไร ฝ่ายวิจัยประเมินน้ำหนักของป้จจัยทางการเมืองต่อทิศทางตลาดหุ้นยังมีไม่มากนัก


5. วันที่ 19 มี.ค. ดัชนี FTSE Russell ปรับน้ำหนักหุ้นไทยลงจาก 2.3% สู่ 2.25% มีผลราคาปิดในวันดังกล่าวภาพรวมกดดันตลาดหุ้นไทยผันผวนในช่วงสั้น ณ ราคาปิดวันนี้ เช่นเดียวกับ MSCI Rebalance รอบก่อนๆ อย่างไรก็ตามไม่ได้มีนัยฯมากนัก หากเทียบกับครั้งก่อนๆของการปรับพอร์ต เนื่องจากสัดส่วนไม่ได้มากนัก


โดยมุมมองของ Fund Flow เชื่อว่าจะยังไหลเข้าตลาดหุ้นไทยต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของเดือนมี.ค.นี้ ซึ่งระยะสั้น มีแรงหนุนจาก Bond Yield สหรัฐฯ เริ่มทรงตัว ขณะที่ Dollar Index เริ่มอ่อนค่าลง ล่าสุดอยู่ที่ 91.42 จุด อ่อนค่ากว่า 1.2%

จากจุดสูงสุดในวันที่ 9 มี.ค.64 ที่ระดับ 92.50 จุด และกระแสการเดินหน้าฉีดวัคซีนในไทยที่กระจายตัวมากขึ้นต่อจากนี้ ถือเป็น Sentiment ที่ดี สังเกตได้จากประเทศอินโดนีเซียที่มีการฉีดวัคซีนตั้งแต่เดือน ม.ค. ที่ผ่านมา พบว่า Fund Flow มีการไหลเข้าตลาดหุ้นอินโดนีเซียโดดเด่นสุดในภูมิภาค ทำให้เชื่อว่า Fund Flow มีโอกาสช่วยผลักดันตลาดหุ้นไทยเช่นเดียวกับตลาดหุ้นอินโดนีเซีย


สำหรับกลยุทธการลงทุนยังแนะนำ หุ้นขนาดใหญ่พื้นฐานแข็งแกร่ง ราคาหุ้นยังไม่ปรับขึ้น ( Laggard) SET Index และหุ้นที่คาดการ์ผลประกอบการปีนี้เติบโตมากกว่า SET Index ที่ฝ่ายวิจัยฯวิจัยฯคาด EPS Growth เติบโต 32%YoY GULF (FV @38.5) คาดกำไรทั้งปีนี้ เติบโต 83%yoy สูงกว่า EPS Growth ของ SET Index และกำไรปกติงวด 1Q64 คาดจะปรับตัวเพิ่มขึ้น QoQ จากการผ่านพ้นช่วงฤดูกาล Low season ของกลุ่มโรงไฟฟ้า IPP มาแล้ว ประกอบกับค่าใช้จ่าย SG&A ที่คาดจะปรับลดลง เนื่องจากคาดจะไม่มีการบันทึกค่าใช้จ่ายการเข้าซื้อโครงการ Borkum ซึ่งเป็น 1 time item แนะนำซื้อ ราคาหุ้นปัจจับันยังมี Upside เมื่อเทียบกับ Fair value 13%


ถัดมาเป็นหุ้น BBL([email protected]) แนวโน้มเศรษฐกิจไทยเห็น ASPS ประเมิน Downside GDP Growth ปี นี้จำกัด และเริ่มเห็นหลายสำนักเศรษฐกิจทยอยปรับเพิ่ม GDP เป็นบวกต่อหุ้น Bank โดย BBL คาดกำไรทั้งปี เติบโตถึง 49.8%yoy โดยธนาคารฯ มองสินเชื่อปีนี้ ขยายตัว 3% - 4% yoy ขณะที่ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) คาดการณ์ลดลงมาที่ 2.2 หมื่นล้านบาท จาก 3.1 หมื่นล้านบาทในปี 2563 ถือว่าเข้าสู่เส้นทางของการฟื้นตัวที่แท้จริง หากพิจารณาราคาหุ้น BBL นับตั้งแต่ต้นปี -ปัจจุบัน (Ytd) +6.3% ยังคง Laggard SETBANK + 16.7%ytd และหุ้นธนาคารพาณิชย์อื่นๆ อยู่มาก เช่น KBANK + 31.4%ytd


ข่าวแนะนำ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง