ดาวโจนส์ ปิดร่วง 469.64 จุด บอนด์ยีลด์กดดันตลาด

TNN ONLINE

WEALTH

ดาวโจนส์ ปิดร่วง 469.64 จุด บอนด์ยีลด์กดดันตลาด

ดาวโจนส์ ปิดร่วง 469.64 จุด บอนด์ยีลด์กดดันตลาด

ดาวโจนส์ ปิดร่วง 469.64 จุด นักลงทุนเทขายหุ้นท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อ-บอนด์ยีลด์พุ่งกดดันตลาด

วันนี้ (27 ก.พ. 64) ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงอีกกว่า 400 จุดเมื่อคืนนี้ (26 ก.พ.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงเทขายหุ้นออกมาท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐซึ่งปรับตัวขึ้นใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 1 ปี แต่ดัชนี Nasdaq ปรับตัวขึ้นสวนทางตลาดโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีดีดตัวขึ้นหลังจากร่วงลงอย่างหนักก่อนหน้านี้


ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 30,932.37 จุด ลดลง 469.64 จุด หรือ -1.50%, ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 3,811.15 จุด ลดลง 18.19 จุด หรือ -0.48% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 13,192.34 จุด เพิ่มขึ้น 72.91 จุด หรือ +0.56%


ในรอบสัปดาห์นี้ ดัชนีดาวโจนส์ ลดลง 1.8%, ดัชนี S&P500 ลดลง 2.5% และดัชนี Nasdaq ลดลง 4.9% แต่ทั้งเดือนก.พ.นั้น ดัชนีดาวโจนส์ เพิ่มขึ้นเกือบ 4%, ดัชนี S&P500 เพิ่มขึ้นราว 3.5% และดัชนี Nasdaq เพิ่มขึ้นราว 1.8%


ดัชนีดาวโจนส์ปิดร่วงลงต่อเนื่องในวันศุกร์หลังจากดิ่งลงในการซื้อขายช่วงเช้าแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 สัปดาห์ แต่ดัชนีดาวโจนส์ยังคงปิดตลาดปรับตัวขึ้นได้ในเดือนก.พ. เนื่องจากนักลงทุนได้เข้าซื้อหุ้นที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ


หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี อาทิ หุ้นแอปเปิล, แอมะซอน, ไมโครซอฟท์ และอัลฟาเบท ดีดตัวขึ้นในวันศุกร์ แต่ยังคงร่วงลงหนักที่สุดในสัปดาห์นี้ในรอบหลายเดือน เนื่องจากถูกกดดันจากการพุ่งขึ้นอย่างมากของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ


อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐปรับตัวลงสู่ 1.451% หลังพุ่งขึ้นแตะ 1.614% ในวันพฤหัสบดี โดยได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อตลาดและหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีซึ่งอ่อนไหวอย่างมากกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากมูลค่าหุ้นขึ้นอยู่กับผลประกอบการในอนาคตซึ่งจะได้รับผลกระทบเมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับตัวขึ้น


นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐยังเปิดเผยด้วยว่า การใช้จ่ายส่วนบุคคลของผู้บริโภคสหรัฐพุ่งขึ้น 2.4% ในเดือนม.ค. แต่ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 2.5% หลังจากลดลง 0.2% ในเดือนธ.ค. และรายได้ส่วนบุคคลพุ่งขึ้น 10% ในเดือนม.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย.ปีที่แล้ว หลังจากเพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนธ.ค.


ข่าวแนะนำ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง