เงินบาทเปิดตลาดแข็ง- บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ 10 ปีพุ่งแตะสูงสุดในรอบ 1 ปี

TNN ONLINE

WEALTH

เงินบาทเปิดตลาดแข็ง- บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ 10 ปีพุ่งแตะสูงสุดในรอบ 1 ปี

เงินบาทเปิดตลาดแข็ง- บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ 10 ปีพุ่งแตะสูงสุดในรอบ 1 ปี

ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 29.98 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ชี้ตลาดการเงินเผชิญแรงกดดันการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พุ่งในรอบ 1 ปีแตะ 1.37% ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดต่างลดสถานะถือครองสินทรัพย์เสี่ยง

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงิน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 29.98 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น จากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ 30.04 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยตลาดการเงินยังคงเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดต่างลดสถานะถือครองสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะ หุ้นในกลุ่มเทคฯและหุ้นเติบโตสูงที่ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ในฝั่งสหรัฐฯ ดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ดิ่งลงกว่า 2.5% ตามมาด้วย ดัชนี S&P500 ที่เปรียบเสมือนตัวแทนหุ้นสหรัฐฯ ก็ปรับตัวลง 0.8%


ขณะที่ ดัชนี Dowjones ปรับตัวขึ้นราว 0.1% หนุนโดยแรงซื้อหุ้น Value และหุ้นในกลุ่มพลังงานที่ได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเกือบ 4% แตะระดับ 64.9 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนในฝั่งยุโรป ดัชนี STOXX50 ย่อตัวลง 0.4% ตามภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดโดยรวม แต่ตลาดก็ไม่ได้ปรับฐานรุนแรงมากนัก เนื่องจาก ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (IFO Business Climate) ในเดือนกุมภาพันธ์ ได้ปรับตัวขึ้นแตะระดับ 92.4จุด ดีเกินคาด และประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็ได้ส่งสัญญาณกังวลต่อการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาว สะท้อนว่า ECB จะยังคงใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลงมากต่อ


แม้ว่าตลาดจะปิดรับความเสี่ยง แต่ผู้เล่นในตลาดส่วนใหญ่ก็ยังไม่รีบเข้ามาสะสมสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างพันธบัตรรัฐบาล เนื่องจากความคาดหวังต่อแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังสามารถปรับตัวขึ้นได้อีก หลังจากล่าสุด ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ ได้ปรับตัวขึ้นราว 3bps แตะระดับ 1.37% ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบเกือบ 1ปี


ทั้งนี้การปรับตัวขึ้นบอนด์ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ กลับไม่ได้ช่วยหนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น เนื่องจากตลาดเริ่มให้น้ำหนักต่อแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจทั่วโลก ดังจะเห็นได้จากการที่สกุลเงินในฝั่งยุโรป อาทิ เงินปอนด์อังกฤษและเงินยูโร แข็งค่าขึ้น จากความหวังการฟื้นตัวเศรษฐกิจ จากการเร่งฉีดวัคซีนและรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาด โดยล่าสุดเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก สะท้อนผ่านดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ที่ย่อตัวราว 0.3% สู่ระดับ 90.08จุด อย่างไรก็ดี เงินเรียลของบราซิล (BRL) ได้อ่อนค่าลงกว่า 1% จากความวุ่นวายทางการเมืองในบราซิล


สำหรับวันนี้ตลาดจะติดตามการแถลงนโยบายการเงินรอบครึ่งปีของประธานเฟดต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาสหรัฐ เพื่อวิเคราะห์มุมมองของประธานเฟดต่อแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจ รวมถึงโอกาสในการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน โดยเฉพาะ มาตรการอัดฉีดสภาพคล่อง เรามองว่า ประธานเฟดจะมองว่าการฟื้นตัวเศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอน ทำให้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายยังมีความจำเป็นอยู่ และเฟดก็ยังจะไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย แม้เงินเฟ้ออาจเร่งตัวขึ้นชั่วคราว ซึ่งภาพดังกล่าว อาจช่วยให้ตลาดคลายกังวลการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินของเฟด และช่วยให้บอนด์ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงในระยะสั้น รวมถึงอาจช่วยให้สินทรัพย์เสี่ยงหยุดการพักฐานชั่วคราวได้


ส่วนในฝั่งไทยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะช่วยหนุนให้ยอดการส่งออกสินค้าในเดือนมกราคมมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น 2%จากปีก่อนหน้า ขณะที่ความต้องการในประเทศยังคงซบเซาอยู่ทำให้ยอดการนำเข้าอาจหดตัวราว 8% ส่งผลให้โดยรวมดุลการค้าเดือนมกราคมอาจเกินดุลเล็กน้อย


ในส่วนแนวโน้มค่าเงินบาท แม้เงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลงและราคาทองคำก็ปรับตัวขึ้น แต่เรามองว่า เงินบาทจะไม่แข็งค่าไปมาก เพราะฝั่งผู้นำเข้า ก็รอจังหวะเข้าซื้อเงินดอลลาร์ หากเงินบาทแข็งค่าหลุด 30 บาทต่อดอลลาร์ โดยเฉพาะในช่วงปลายเดือนที่มักจะเริ่มมีแรงซื้อเงินดอลลาร์จากฝั่งผู้นำเข้ากลับเข้ามา นอกจากนี้ ต้องจับตาทิศทางฟันด์โฟลว์ต่างชาติในระยะสั้น ที่อาจส่งผลกระทบต่อทิศทางของเงินบาทได้บ้าง หากตลาดยังเดินหน้าปิดรับความเสี่ยง จนเกิดฟันด์โฟลว์ไหลออกสุทธิต่อเนื่อง จากทั้งตลาดหุ้นและตลาดบอนด์ (ล่าสุด นักลงทุนต่างชาติ ขายทั้งหุ้นและบอนด์สุทธิกว่า 3พันล้านบาท) ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 29.90-30.05 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ข่าวแนะนำ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง