เงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 เพื่อไทยเปิด 5 เหตุผล ทำไมต้องกระตุ้นศก.อย่างรวดเร็ว
พรรคเพื่อไทย แจงชัด 5 เหตุผล ทำไมต้องกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน เงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท
พรรคเพื่อไทย แจงชัด 5 เหตุผล ทำไมต้องกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน เงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท
หลังจาก นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แถลงความชัดเจนของนโยบาย 'โครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท' โดยจะมอบสิทธิการให้คนไทยที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป ที่มีรายได้ไม่ถึง 7 หมื่นบาทต่อเดือน และมีเงินฝากต่ำกว่า 5 แสนบาท ถ้ารายได้เกิน 7 หมื่นบาท แต่มีเงินฝากน้อยกว่า 5 แสนบาท ก็จะไม่ได้รับสิทธิ หรือ ถ้ารายได้น้อยกว่า 7 หมื่นบาท แต่มีเงินฝากมากกว่า 5 แสนบาท ก็จะไม่ได้รับสิทธิเช่นกัน โดยให้สิทธิใช้ครั้งแรกในเวลา 6 เดือนหลังจากโครงการเริ่ม
ล่าสุด พรรคเพื่อไทย ได้เผย 5 เหตุผล ทำไมต้องกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ผ่านการเติมเงินดิจิทัล 10,000 บาท
เศรษฐกิจไทยฟื้นแล้วจริงหรือ ?
หากพิจารณาอย่างรอบด้าน จะเห็นว่าเศรษฐกิจไทยยังคงซบเซาและจำเป็นต้องมีการกระตุ้นอย่างเร่งด่วน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งเติมเงินเข้าสู่ระบบผ่านโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท เพื่อกระตุกเศรษฐกิจประเทศให้ตื่นมาอีกครั้ง ให้เศรษฐกิจไทยเติบโตเต็มศักยภาพของประเทศ ตามเป้าหมาย 5%
โครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทไม่ใช่โครงการสังคมสงเคราะห์ แต่เป็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านการเติมเงิน 10,000 บาทให้พี่น้องประชาชน ซึ่งสามารถนำไปจับจ่ายใช้สอยและเพิ่มโอกาสให้พี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่และทุกระดับทั่วประเทศสามารถเริ่มต้นลงทุนประกอบอาชีพได้ด้วยตัวเอง อีกทั้ง การเติมเงินดิจิทัลในครั้งนี้ จะส่งเสริมให้เกิดการลงทุนและการผลิตสินค้าเพิ่มเติม ที่จะสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้พี่น้องประชาชนต่อไป
5 เหตุผล ทำไมต้องกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว
เศรษฐกิจไทยยังคงซบเซา เติบโตช้ากว่าที่ควรจะเป็น
ในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวน้อยลงจากปีก่อนหน้า โดยในครึ่งปีแรก ขยายตัวเพียง 2.2% และยังมีการปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2566 ลงจากที่คาดจะขยายตัวที่ 3.5% (กรกฎาคม 2566) เป็น 2.6% (ตุลาคม 2566) โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่คาด ยิ่งเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค เศรษฐกิจไทยเติบโตช้ากว่ามาก ตลอด 10 ปีที่ผ่าน ไทยเติบโตเฉลี่ยเพียง 1.9% สถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่ซบเซายังสะท้อนผ่านตัวชี้วัดอื่น ๆ อาทิ
- หนี้ครัวเรือนไทยตอนนี้มีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 91% ต่อ GDP และอัตราดอกเบี้ยยังมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น เงินในการบริโภคของประชาชนและการลงทุนภาคเอกชนจึงมีแนวโน้มน้อยลง เพราะจะต้องนำไปจ่ายหนี้สินและชำระดอกเบี้ยมากขึ้น ซึ่งจะฉุดรั้งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
- จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ดัชนีการลงทุนภาคเอกชนและผลผลิตอุตสาหกรรมปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในปีนี้ ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการใช้จ่ายของผู้คนภายในประเทศ ก็เริ่มลดลงในเดือนกันยายน 2566
- ยังไม่นับปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย อย่างปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดความขัดแย้งขึ้นในโลก ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบและราคาพลังงานสูงขึ้นด้วย ดูน้อยลง
เพื่อให้เศรษฐกิจประเทศโตเต็มศักยภาพ ต้องเติมเงินใหม่เข้าระบบอย่างรวดเร็ว
ถ้าไม่มีมาตรการใดๆ แล้วปล่อยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอยู่ระดับประมาณ 2% แบบนี้ รายได้ของประชาชนก็จะไม่เติบโต และรัฐบาลจะเก็บภาษี เพื่อมาบริหารประเทศและพัฒนาคุณภาพชีวิตพี่น้องประชาชนได้น้อยลง การกระตุ้นที่รวดเร็วพอในระยะสั้นจึงสำคัญเพื่อที่จะกระตุกเศรษฐกิจประเทศให้ตื่นมาอีกครั้ง
ณ ขณะนี้ รัฐบาลได้มีมาตรการลดค่าใช้จ่ายหลายประการ อาทิ ค่าไฟ ค่าน้ำมัน หรือพักหนี้เกษตรกร ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระและลดต้นทุนในการผลิตในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่เพียงในการกระตุ้นเศรษฐกิจทั่วประเทศ
ในขณะนี้ ประเทศอื่นก็เริ่มมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเช่นกัน อาทิ ฮ่องกงแจกคูปองกระตุ้นการใช้จ่าย 3,000 เหรียญฮ่องกง (ประมาณ 13,000 บาท) ให้ใช้ใน 6 เดือน และถ้าใช้หมดใน 6 เดือน จะได้รับคูปองรอบที่ 2 เป็นเงิน 2,000 เหรียญฮ่องกง (ประมาณ 9,000 บาท) และญี่ปุ่นกำลังออกโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่มูลค่า 13.2 ล้านล้านเยน (3 ล้านล้านบาท) ซึ่งขนาดของโครงการใหญ่กว่าของไทยเมื่อปรับตามจำนวนประชากรและค่าครองชีพประมาณ 10%
มีแนวทางการดำเนินการที่ชัดเจน รวดเร็ว มีประสิทธิภาพกว่ามาตรการอื่น
ความแตกต่างของดิจิทัลวอลเล็ตกับโครงการอื่นที่ผ่านมา คือการเติมเงินที่ ‘มากพอ’ และยังมีการกำหนดเงื่อนไขการใช้เงินด้วยการใช้ Digital Wallet ที่ส่งเสริมให้กระตุ้นเศรษฐกิจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง ได้แก่
- ดิจิทัลวอลเล็ตจะเริ่มใช้ได้ในช่วงเดือนพฤษภาคม ปี 2567 และเปิดให้ประชาชนใช้จ่ายภายใน 6 เดือนเท่านั้น ซึ่งส่งเสริมให้ประชาชนนำเงินมาใช้จ่ายภายในกรอบระยะเวลา
- ร้านค้าที่ ‘รับเงิน’ ได้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในระบบภาษี แต่ร้านค้าที่ ‘ขึ้นเงินสด’ ได้ต้องอยู่ในระบบภาษี และร้านค้าสามารถใช้เงินดิจิทัลได้ถึงเดือนเมษายน 2570 ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เงินนี้มีโอกาสเงินหมุนในระบบเศรษฐกิจต่อไปอีกหลายรอบ
- กำหนดให้ประชาชนใช้จ่ายได้ภายใน ‘อำเภอ’ ตามที่อยู่บัตรประชาชน ส่งเสริมให้เงินหมุนเวียนในพื้นที่
- กำหนดให้ซื้อของอุปโภคบริโภคเท่านั้น ไม่สามารถใช้ซื้อของที่เป็นอบายมุข และไม่อนุญาตให้จ่ายหนี้หรือค่าไฟ เพื่อรับประกันว่าเงินก้อนนี้จะถูกหมุนในระบบเศรษฐกิจมากกว่า 1 ครั้ง
- เติมเงินให้ประชาชนที่รายได้ไม่เกิน 70,000 บาทต่อเดือนและมีเงินฝากไม่เกิน 500,000 บาท การปรับสิทธิ์ครั้งนี้อิงจากสถิติการใช้จ่ายเพื่ออุปโภคบริโภคทั้งหมดที่เพิ่มขึ้นเมื่อรายได้เพิ่มขึ้น (Marginal Propensity to Consume - MPC) ของไทย ซึ่งเมื่อมีรายได้เพิ่ม ผู้ที่มีรายได้เกินจากเกณฑ์ที่กำหนดไม่ได้ใช้จ่ายเพิ่มเติมมากเท่ากลุ่มอื่น
- ทั้งนี้ รัฐบาลมีมาตรการเพิ่มเติมอย่าง e-Refund ซึ่งผู้เสียภาษีสามารถซื้อสินค้าภายในมูลค่าไม่เกิน 50,000 บาท และนําไปลดหย่อนภาษีเงินได้ในปีภาษี 2567
- พัฒนาต่อยอดแอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ ผ่านการปรับปรุงระบบและใช้ Blockchain ซึ่งจะเป็นการวางรากฐานด้านดิจิทัลของประเทศ รัฐบาลจะสามารถพัฒนาต่อยอดไปให้บริการภาครัฐในด้านอื่น ๆ ผ่านแอปฯ เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการให้บริการ
จากการปรับรายละเอียดโครงการและจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์ ผ่านการปรึกษาจากทุกภาคส่วนแล้ว โครงการจึงได้ปรับเงินส่วนหนึ่งเป็นจำนวนกว่า 100,000 ล้านบาท เพื่อนำไปสนับสนุนการลงทุนใน 13 อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ซึ่งเป็นการเพิ่มศักยภาพให้ประเทศในระยะยาว
ไม่ใช่สังคมสงเคราะห์ กระตุ้นอย่างทั่วถึง ประชาชนเริ่มต้นทำมาหากินได้จริง
โครงการนี้เป็นการเติมเงินลงไปในระบบเศรษฐกิจผ่านสิทธิการใช้จ่าย เพื่อให้ประชาชนมีบทบาทร่วมกับรัฐบาล ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ ผ่านสิทธิการใช้จ่าย 10,000 บาท ไม่ใช่โครงการสังคมสงเคราะห์
โครงการได้กำหนดเงื่อนไขที่ทำให้พี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่จะได้รับประโยชน์ ได้แก่
- รัศมีการใช้อยู่ภายในอำเภอตามภูมิลำเนาของได้ผู้รับสิทธิ ดังนั้นจึงเป็นการกระจายเงินให้หมุนเวียนและกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่เฉพาะในเขตเมืองเท่านั้น
- การเติมเงินที่ ‘มากพอ’ ถึง 10,000 บาท ยังเป็นการเปิดโอกาสในการประกอบอาชีพของประชาชนในทุกระดับ ผ่านการนำไปลงทุนกิจการขนาดย่อม ถือเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ใหม่ของประชาชน
- รัฐบาลมีโครงการอื่น เพื่อช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการให้ประชาชนสามารถนำเงิน 10,000 บาทไปสร้างอาชีพและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เช่น การสร้างความรู้ด้านเกษตรแม่นยำเพื่อเพิ่มผลผลิต 3 เท่าใน 4 ปี
- ในส่วนของภาคธุรกิจ โครงการนี้จะส่งเสริมให้เกิดการขยายการลงทุน การขยายกิจการ และการผลิตสินค้ามากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการในการอุปโภคบริโภคมากขึ้นจากเงินดิจิทัล รวมถึงนโยบายของรัฐที่ดึงการลงทุนจากต่างประเทศและสนับสนุนการส่งออก ทั้งหมดนี้จะนำไปสู่การจ้างงานและการสร้างอาชีพแก่พี่น้องประชาชนต่อไป
เมื่อประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น จึงสามารถใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการได้มากขึ้น เมื่อเศรษฐกิจเติบโต ประเทศมีความมั่งคั่งมากขึ้น รัฐบาลจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากภาษีที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้รัฐบาลสามารถนำรายได้ไปใช้พัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ทั้งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานหรือการพัฒนาคุณภาพชีวิตพี่น้องประชาชน
ออกเป็น พ.ร.บ. ที่ได้รับการตรวจสอบผ่านสภา อยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง จ่ายคืนได้ตามกำหนด
รัฐบาลจำเป็นต้องใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีในการพัฒนาประเทศให้เติบโต ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ต้องการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตเต็มศักยภาพ โดยการเติมเงินใหม่เข้าสู่ระบบด้วยโครงการนี้ จึงเลือกใช้งบประมาณหลักผ่านการออก พ.ร.บ. ซึ่งมีความโปร่งใส ภายใต้การตรวจสอบถ่วงดุลในระบบรัฐสภา ซึ่งมั่นใจได้ว่าจะได้รับการอนุมัติโดยรัฐสภา และเป็นไปตามมาตรา 53 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561
การใช้งบประมาณในครั้งนี้จะอยู่ในกรอบวินัยการคลัง เพราะจะเป็นการสร้างการเจริญเติบโตของ GDP ประเทศให้ได้ตามเป้าหมาย
หนี้สาธารณะไทยอยู่ที่ประมาณ 62% จากเพดาน 70% ณ ขณะนี้ แต่เมื่อ GDP เพิ่มขึ้นสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะไม่เพิ่มขึ้นจนกระทบวินัยการคลัง
ภาพจาก gettyimages / TNN Online