TNN ธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ ในปีนี้ อาจซื้อทองคำเป็นทุนสำรองอย่างต่อเนื่อง แต่อาจน้อยกว่าปี 2565

TNN

Wealth

ธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ ในปีนี้ อาจซื้อทองคำเป็นทุนสำรองอย่างต่อเนื่อง แต่อาจน้อยกว่าปี 2565

ธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ ในปีนี้ อาจซื้อทองคำเป็นทุนสำรองอย่างต่อเนื่อง แต่อาจน้อยกว่าปี 2565

ธนาคารกลางจีนมีการเข้าซื้อทองคำเป็นทุนสำรองเพิ่มขึ้น 32 ตัน ในเดือนพ.ย. ถือว่าเป็นการเข้าซื้อครั้งใหญ่ที่สุด และเป็นการประกาศเพิ่มปริมาณทองคำเป็นทุนสำรองครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนก.ย. 2562

ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาราคาทองคำปรับตัวลงแรง เนื่องจากดอลลาร์สหรัฐเริ่มกลับมาแข็งค่า ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐอย่างเช่นตลาดแรงงานของสหรัฐออกมาอย่างแข็งแกร่ง ส่งผลให้ราคาทองคำในช่วงนี้เริ่มมีแนวโน้มไม่สดใส รวมถึงสัญญาณทางเทคนิคของราคาทองคำที่มีทิศทางขาลง ซึ่งในสัปดาห์นี้มีความเป็นไปได้ว่าราคาทองคำอาจปรับตัวลงได้ต่อสู่ระดับ 1,845-1,850 ดอลลาร์ แต่เป็นการปรับตัวลงในระยะสั้น ซึ่งในระยะยาวทองคำยังคงน่าสนใจ 


โดยสัปดาห์นี้ติดตามประเด็นที่สำคัญล่าสุดจากที่กองทัพสหรัฐยิงบอลลูนของจีนตกหลังลอยผ่านน่านฟ้าของประเทศมาหลายวัน ส่งผลให้เดิมทีที่นายแอนโทนี บลิงเกน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ซึ่งถือว่าเป็นมือวางอันดับ 2 รองจากประธานาธิบดีก็ว่าได้ จะมีกำหนดการเดินทางเยือนจีนในวันที่ 5-6 ก.พ. นี้นั้น ได้ตัดสินใจเลื่อนการเดินทางเยือนจีนโดยไม่มีกำหนด โดยเหตุการณ์กรณีที่บอลลูนจีนโดยสอยตกนั้น ทำให้สร้างความไม่พอใจของจีนเป็นอย่างมาก เนื่องจากจีนมองว่าสหรัฐทำเกินเหตุ แม้ว่าจีนจะแจ้งเหตุผลของสถานการณ์ดังกล่าวแล้ว ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและจีนที่เปราะบางอยู่แล้วนั้น จะยิ่งทำให้ดูแย่ลงไปกว่าเดิม โดยก่อนหน้านี้นั้นดูเหมือนว่าที่สหรัฐจะส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงไปเยือนจีน เพื่อรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า ท่ามกลางหนี้สหรัฐได้ชนเพดานแล้วที่ระดับ 31.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ รวมถึงที่ผ่านมานั้นจีนได้เทขายพันธบัตรสหรัฐออกมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2557 จากที่เคยเป็นผู้ถือครองพันธบัตรสหรัฐเป็นอันดับ 1 จนตอนนี้ญี่ปุ่นแซงหน้าจีน ซึ่งในปัจจุบันจีนได้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐลดลงต่ำกว่า 9 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งถือว่าเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 12 ปี ตั้งแต่เดือนมิ.ย.2553 


อีกประเด็นหนึ่งที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ คือ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน จะมีการจะแถลงนโยบายประจำปีในเช้าวันพุธที่ 8 ก.พ. เวลา 9.00 น. ซึ่งครั้งนี้เป็นการแถลงนโยบายประจำปีเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่เคยแถลงนโยบายประจำปีไปแล้วเดือนมี.ค.2565  แต่ถือเป็นการแถลงครั้งแรกต่อสภาคองเกรสชุดนี้ ที่พรรคแดโมแครตครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา และพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ 


หลังจากที่ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำเป็นทุนสำรองในปี 2565 มูลค่ามากสุดในรอบ 55 ปีนับตั้งแต่ปี 2510 ซึ่งซื้อรวมกันมากถึง 1,136 ตัน หรือมูลค่า 7 หมื่นล้านดอลลาร์  ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 152% จากที่ปี 2564 มีการเข้าซื้อทองคำ 450.1 ตัน ซึ่งการเข้าซื้อทองคำในปีนี้ของธนาคารกลางเป็นการเข้าซื้อสุทธิติดต่อกันปีที่ 13 และนับว่าเป็นปีที่มียอดซื้อสุทธิสูงสุดเป็นอันดับ 2 จากที่เคยมีการบันทึกในประวัติการณ์ โดยเฉพาะความต้องการซื้อในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ที่มีการซื้อทองคำรวมกันกว่า 862 ตัน แต่การเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางในปีที่ผ่านมานั้น ส่วนใหญ่มาจากประเทศจีน ตุรเคีย ที่เข้าซื้อทองคำมากที่สุด


โดยธนาคารกลางจีนมีการเข้าซื้อทองคำเป็นทุนสำรองเพิ่มขึ้น 32 ตัน ในเดือนพ.ย. ถือว่าเป็นการเข้าซื้อครั้งใหญ่ที่สุด และเป็นการประกาศเพิ่มปริมาณทองคำเป็นทุนสำรองครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนก.ย. 2562 ขณะที่ยังคงซื้อต่อเนื่องในเดือนธ.ค. ทำให้จีนเข้าซื้อทองคำเป็นทุนสำรองทั้งหมดกว่า 62.21 ตันในปี 2565 ขณะที่ธนาคารกลางตุรเคีย ยังคงเข้าซื้อทองคำต่อเนื่อง ทำให้ธนาคารกลางตุรเคียเข้าซื้อทองคำสุทธิทั้งปี 148 ตัน ซึ่งสูงกว่า 126 ตันในปี 2562 และมากที่สุดของธนาคารกลางอื่น ๆ ที่มีการรายงาน
 

ซึ่งข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นทัศนคติของทองคำ ซึ่งแต่ก่อนธนาคารกลางฝั่งประเทศตะวันตกต่างขายทองคำมาตลอด จนเมื่อเกิดวิกฤตการณ์การเงินในปี 2551-2552 ทำให้ต้องหยุดขาย ขณะเดียวกันฝั่งเอเชียเข้าซื้อทองคำมากขึ้น โดยเฉพาะรัสเซีย ตุรเคีย จีน และอินเดีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามุมมองของธนาคารกลางที่ต้องการกระจายความเสี่ยงมากขึ้น จากความไม่แน่นอนของสงคราม ความขัดแย้งระหว่างประเทศ แนวโน้มภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูง ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลาง หลังจากที่ลดปริมาณทองคำลงในช่วงโควิดแพร่ระบาดในปี 2562-2563  แต่นับตั้งแต่ปี 2564-2565 ที่ธนาคารกลางหลายประเทศเริ่มเข้าซื้อทองคำ โดยธนาคารกลางเข้าซื้อทองคำในปี 2564 กว่า 76.56% และในปี 2565 กว่า 152.31% ทำให้อุปสงค์ทองคำเพิ่มขึ้น 18% จากปี 2564 มาเป็น 4,741 ตัน และนับว่าสูงที่สุดตั้งแต่ปี 2554


Gold Bullish 

  • ภาวะเศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย
  • ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ได้แก่ สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ทวีความรุนแรงขึ้น ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีน
  • การชะลอปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ
  • หนี้สหรัฐชนเพดานที่ระดับ 31.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

 

Gold Bearish 

  • การเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครนที่มีความคืบหน้ามากขึ้น
  • ดอลลาร์แข็งค่า จากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐออกมาอย่างแข็งแกร่ง


สัญญาณทางเทคนิคของราคาทองคำมีทิศทางขาลง ซึ่งคาดว่าเป็นการปรับตัวลงในระยะสั้น แนะนำรอเข้าซื้อราคาทองคำ กรณีที่ราคาทองเริ่มมีการพักฐาน ส่วนสัปดาห์นี้สหรัฐจะมีการเปิดเผยดุลการค้าเดือนธ.ค. จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.พ.ของม.มิชิแกน (เบื้องต้น) และติดตามการแถลงของประธานเฟด และการแถลงของประธานเฟดสาขาซานฟรานซิสโก


ราคาทองคำมีแนวรับอยู่ที่  1,850 ดอลลาร์ และ 1,842 ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวต้าน 1,880 ดอลลาร์ และ 1,900 ดอลลาร์ ส่วนราคาทองแท่งในประเทศมีแนวรับ 29,450 บาท และ 29,350 บาท ขณะที่มีแนวต้านที่ 29,800 บาท และ 29,900 บาท


ธนรัชต์ พสวงศ์ 

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มฮั่วเซ่งเฮง

 

ติดตามข่าวหุ้นและการลงทุนทางไลน์

• Line @TNNWEALTH : https://bit.ly/3tCKmiD                          

———————————————————————

ติดตาม TNN Wealth ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้ที่ 

• Website : https://bit.ly/TNNWealthWebsite

• Youtube : https://bit.ly/TNNWealthYoutube

• TikTok : https://bit.ly/TNNWealthTikTok

 

หรือดูรายการ Live ได้ทาง https://bit.ly/3HmUu4O

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข่าวแนะนำ