TNN กนง.ประเมินเงินเฟ้อจะพุ่งสูงสุดในช่วงไตรมาส3/65 รับกระทบค่าครองชีพปชช.

TNN

Wealth

กนง.ประเมินเงินเฟ้อจะพุ่งสูงสุดในช่วงไตรมาส3/65 รับกระทบค่าครองชีพปชช.

กนง.ประเมินเงินเฟ้อจะพุ่งสูงสุดในช่วงไตรมาส3/65 รับกระทบค่าครองชีพปชช.

คณะกรรมการนโยบายการเงิน ประเมินทิศทาง เงินเฟ้อจะพุ่งสูงสุดในช่วงไตรมาส3 ปี 65 ก่อนทยอยปรับลดลง และเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้ในช่วงปี 66 รับเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นกระทบให้ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น 850 บาทต่อเดือน หรือ 3.6% ของค่าใช้จ่าย คงดอกเบี้ย ต่อ

วันนี้( 8 มิ.ย.65) นายปิติ ดิษยทัต เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประเมินว่า  อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะขึ้นไปแตะระดับสูงสุด ในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ หลังจากนั้นจะเริ่มทยอยปรับลดลง และเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้ในช่วงปี 66 โดยมองว่าอัตราเงินเฟ้อยังมีความเสี่ยงสูง จาก 2 ปัจจัยสำคัญที่ไม่สามารถควบคุมได้ โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่ประเมินไว้เดิม จากการปรับขึ้นของราคาน้ำมันและการส่งผ่านต้นทุนที่มากและนานกว่าคาด ซึ่งจะเห็นได้จากอัตราเงินเฟ้อเดือน พ.ค.ที่ปรับขึ้นสูงถึง 7.1% ส่งผลให้ธปท.ปรับขึ้นประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของปีนี้ขึ้น 6.2% จากเดิมคาดไว้ที่ 4.9% ขณะที่ปรับเพิ่มอัตราเงินเฟ้อปีหน้าเป็น 2.5%จาก 1.7% และมีความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะปรับตัวสูงกว่าคาด


ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาเติบโตเท่ากับในช่วงก่อนวิกฤติโควิดได้ตั้งแต่ช่วงต้นปี 66 แต่คงยังไม่สามารถเติบโตไปถึงจุดที่มีศักยภาพได้ ซึ่งอาจจะต้องรอให้ผ่านไปอีกสัก 1 ปีหลังจากนั้น  ซึ่ง กนง.ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 65 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 3.3% จากเดิมที่ 3.2%   เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/65 ออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ประกอบกับการท่องเที่ยวที่กลับมาเร็วขึ้น โดยมองว่าการบริโภคภาคเอกชน จะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญในปีนี้ ขณะที่บทบาทของภาครัฐอาจจะเริ่มลดลงบ้าง เนื่องจากในช่วงวิกฤติโควิด 2 ปีที่ผ่านมา ภาครัฐได้ออกนโยบายเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไปค่อนข้างมากแล้ว


ธปท.ได้มีการประเมินผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นต่อค่าครองชีพของประชาชน เทียบกับผลกระทบของการขึ้นอัตราดอกเบี้ย พบว่า ตั้งแต่ต้นปีผลจากเงินเฟ้อสูงกระทบให้ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น 850 บาทต่อเดือน หรือ 3.6% ของค่าใช้จ่าย หากขึ้นดอกเบี้ยไป 1% จะกระทบต่อค่าครองชีพ 120 บาทต่อเดือน หรือ 0.5% ของค่าใช้จ่าย ต่ำกว่า 7-8 เท่า แต่จะช่วยให้เงินเฟ้อไม่พุ่งสูงขึ้นได้ เพราะในขณะนี้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นขึ้นจากราคาน้ำมันยังเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง


อย่างไรก็ตาม  กนง.ต้องพิจารณาช่วงเวลาที่เหมาะสมในการทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยจะพิจารณาจาก 3 ปัจจัย คือ ต้องสนับสนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันต้องดูแลอัตราเงินเฟ้อไม่ให้เพิ่มขึ้นสูง ซึ่งเมื่อภาพเศรษฐกิจฟื้นตัวชัดเจนขึ้น ก็ต้องถึงเวลาถอนคันเร่งการใช้นโยบายการเงิน เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจร้อนแรงจนเกินไป ไม่เป็นการเติมฟืน และซ้ำเติมให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น  , ต้องพิจารณาระยะเวลาการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่ง กนง.จะต้องดูความชัดเจนต่อเนื่อง และต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจ ถ้าดอกเบี้ยขึ้นช้าเกินไป ก็ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวเร็ว ส่งผลให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น กนง.ก็กังวลว่าอาจจะต้องใช้ยาแรงเพื่อมาควบคุมในปีหน้า และ ผลกระทบต่อผู้ประกอบการ ซึ่งการขึ้นดอกเบี้ยจะเพิ่มภาระให้กับคนบางกลุ่ม เช่น ครัวเรือนรายได้น้อย แต่เมื่อพิจารณาหากปล่อยให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นก็จะเป็นภาระมากกว่าการขึ้นดอกเบี้ย โดยเงินเฟ้อตั้งแต่ต้นปีทำให้ครัวเรือนมีภาระ 850 บาท หรือคิดเป็น 3.6% ของรายได้ครัวเรือน แต่ในกรณีถ้าขึ้นดอกเบี้ย 1% จะคิดเป็นภาระต่อครัวเรือน 120 บาทซึ่งน้อยกว่า 7-8 เท่า


ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินวันนี้ ที่ประชุมมีมติ 4 ต่อ 3 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50 % ต่อปีต่อเนื่อง 


ข้อมูลจาก : ธปท. 

ภาพจาก : AFP , พีอาร์ ธปท. 

ข่าวแนะนำ