TNN online เปิดโผ 15 หุ้นเด่นรับมือความผันผวนศึกรัสเซีย-ยูเครน

TNN ONLINE

Wealth

เปิดโผ 15 หุ้นเด่นรับมือความผันผวนศึกรัสเซีย-ยูเครน

เปิดโผ 15 หุ้นเด่นรับมือความผันผวนศึกรัสเซีย-ยูเครน

บล.กสิกรไทยมองปมขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครนทวีความรุนแรงกดหุ้นไทยร่วงลึก 10% หนุนราคาพลังงาน-สินค้าโภคภัณฑ์พุ่งฉุดเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย ชู 15 หุ้นเด่นรับมือความผันผวน

บล.กสิกรไทยระบุว่า ความผันผวนที่สูงขึ้นจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดและสถานการณ์ในยูเครนทำให้เรา คงเป้าสิ้นปี 2565 ของ SET Index ที่ 1,680 จุดอิงตามกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 96.29 บาท และ EYG ที่ -0.875SD


สำหรับปัจจัยเสี่ยงสำคัญ:สถานการณ์ในยูเครนที่ทวีความรุนแรงขึ้นและอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูง สถานการณ์ในยูเครนยังคงคาดการณ์ลำบาก โดยเราคาดว่า SET Index มีโอกาสลงได้สูงสุดที่ 10% ในกรณีที่ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้นอีก ซึ่งอาจเป็นผลจากราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนที่สูงขึ้น กดดันด้านการท่องเที่ยวของไทยและ GDP ที่ลดลง


ขณะที่ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทุก ๆ 10 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล จะส่งผลกระทบต่อ GDP ของไทยที่ 0.96% และอัตราเงินเฟ้อที่ 0.4% นอกจากนี้อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นเกิดจากวิกฤติด้านอุปทานไปพร้อมกับอุปสงค์ที่ชะลอตัวลดลงจากราคาสินค้า และบริการที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Stag flation) ซึ่งจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อหุ้นไทย เนื่องจากธนาคารกลางต้องเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อในขณะที่การเติบโตอ่อนแอลง


แนะนำ “ซื้อเมื่อย่อตัว”

นอกจากนี้สงครามในยูเครนไม่ได้เป็นไปอย่างที่รัสเซียต้องการ เนื่องจากการต่อต้านอย่างรุนแรงจากประชาชนชาวยูเครนและการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตกที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่ 2 (ยูเครนยืนหยัดต่อสู้) หรือสถานการณ์ที่ 3 (ปธน.ปูติน และ/หรือ NATO-สหรัฐ-อียู ตอบโต้มากเกินความจำเป็น)


ซึ่งแย่กว่าสมมติฐานกรณีพื้นฐานของเราคือสถานการณ์ที่ 1 (การทำสงครามที่จำกัดกับการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในกรุงเคียฟ) เพราะมีโอกาสเกิดการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้นและการตอบโต้ทางทหารซึ่งกันและกัน


ทั้งนี้เราใช้แนวรับหลักที่ 1,580-1,630 จุด (หรือ -0.625SD ถึง -0.75SD) หรือ downside ที่ 5% จากระดับสูงสุดในปี 2565 ที่ 1,720 จุด สำหรับสถานการณ์ที่ 2 และ 1,500-1,540 จุด (หรือ -0.375SD ถึง -0.50 SD) หรือ downside ที่ 10% สำหรับสถานการณ์ที่ 3


ขณะเดียวกัน เราคงมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทยในระยะกลาง เนื่องจาก 1. เฟดมีแนวโน้มที่จะใช้นโยบายที่แข็งกร้าวน้อยลงกว่าที่ตลาดคาดก่อนหน้า 2. แนวโน้ม GDP และ EPS ของไทยที่แข็งแกร่งในปี 2565-66


3. ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเป็นบวกกับกำไรของตลาดหุ้นไทย เพราะถ่วงด้วยกลุ่มพลังงานในสัดส่วนสูง และ 4. การซื้อสุทธิจากต่างประเทศที่เป็นบวกอย่างต่อเนื่อง

หากยูเครน-รัสเซียสามารถบรรลุข้อตกลงทางการทูตได้ เราจะเห็น upside ต่อ SET Index ที่ 1,740 จุด (หรือ EYG ที่ -1SD) ซึ่งเป็นกรณีที่ดีที่สุดของเรา

ธีมการลงทุนและหุ้นแนะนำประจำเดือนมี.ค.

-แนวโน้มการบริโภคและการลงทุนในประเทศที่ดีขึ้น

CPALL ราคาเป้าหมาย 73.00 บาท

OSP ราคาเป้าหมาย 40.50 บาท

STEC ราคาเป้าหมาย 21.15 บาท

คาดว่ารัฐบาลจะอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและโครงการโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศก่อนการเลือกตั้ง


- Pent-up demand สำหรับการเดินทาง

AMATA ราคาเป้าหมาย 27.00 บาท

CENTEL ราคาเป้าหมาย 41.55 บาท

BH ราคาเป้าหมาย 166.00 บาท

ทั้งนี้มองว่ายอดขายที่ดินของ AMATA จำนวนคนไข้ของ BH และอัตราการเข้าพักและอัตราห้องพักเฉลี่ยของ CENTEL จะสูงขึ้น หลังวิกฤติโควิด-19


-ป้องกันความเสี่ยงจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น

BANPU ราคาเป้าหมาย 12.00 บาท

BCP ราคาเป้าหมาย 31.25 บาท

PSL ราคาเป้าหมาย 24.80 บาท (ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นจะเป็นผลบวกหุ้นดังกล่าว)

-หุ้นกลุ่ม Yield play

KKP ราคาเป้าหมาย 80.00 บาท

ORI ราคาเป้าหมาย 13.40 บาท

DTAC ราคาเป้าหมาย 57.52 บาท

BAM ราคาเป้าหมาย 24.00 บาท คาดว่าหุ้นปันผลจะทำผลงานได้ดีกว่าในช่วงการปรับฐานของตลาด


-อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น

BLA ราคาเป้าหมาย 56 บาท อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นน่าจะช่วยกระตุ้น ROI ของ BLA


-หุ้นกลุ่ม Growth play

BE8 ราคาเป้าหมาย 40.40 บาท คาดว่าธุรกิจจะเติบโตที่ 57% ในปี 65 ขณะที่ปี 66 โต 44%


ที่มา บล.กสิกรไทย

ภาพประกอบ บล.กสิกรไทย

ข่าวแนะนำ